เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
คุยกับ ‘วีระ แสงทอง’ แกนนำแรงงานเมียนมา ผ่าวิกฤตศูนย์ CI – รีดภาษี 25% วอนรัฐไทยปลดล็อกระบบ
Interview คุยกับ ‘วีระ แสงทอง’ แกนนำแรงงานเมียนมา ผ่าวิกฤตศูนย์ CI – รีดภาษี 25% วอนรัฐไทยปลดล็อกระบบ
ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 900 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,100 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (5 พ.ย. 69) พุ่งขึ้น 900 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 66,100 บาท
ทองพุ่งรับชัยเดโมแครต YLG ลุ้นปี’70 ขาขึ้นรอบใหม่ ทองไทยแตะ 69,200 บาท
Finance ทองพุ่งรับชัยเดโมแครต YLG ลุ้นปี’70 ขาขึ้นรอบใหม่ ทองไทยแตะ 69,200 บาท
อนุทิน คุย Google สนใจเป็นบริษัทกลุ่มแรกลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
Politics อนุทิน คุย Google สนใจเป็นบริษัทกลุ่มแรกลงทุน ‘ดาต้าเซ็นเตอร์’
Royal Enfield ชวนนักบิด แข่ง ‘Slide School’ เป็นตัวแทน ‘ทีมไทย” ไปแข่งระดับโลก
Automotive Royal Enfield ชวนนักบิด แข่ง ‘Slide School’ เป็นตัวแทน ‘ทีมไทย” ไปแข่งระดับโลก
‘การกุศล’ สะท้อนรัฐล้มเหลว? ไทยพึ่งเงินบริจาค แต่ต่างชาติพึ่งระบบสวัสดิการ
Politics ‘การกุศล’ สะท้อนรัฐล้มเหลว? ไทยพึ่งเงินบริจาค แต่ต่างชาติพึ่งระบบสวัสดิการ
คปภ. เผยเคลมประกันภัยพิบัติทะลุ 1,000 ราย เร่งจ่ายใน 15 วัน ดัน AI ประเมินเสียหาย
Finance คปภ. เผยเคลมประกันภัยพิบัติทะลุ 1,000 ราย เร่งจ่ายใน 15 วัน ดัน AI ประเมินเสียหาย
ZEEKR PRIMUS อัดแคมเปญ มอบสิทธิพิเศษกว่า 500,000 บาท
Automotive ZEEKR PRIMUS อัดแคมเปญ มอบสิทธิพิเศษกว่า 500,000 บาท
คลังสั่งสรรพสามิตพิจารณาเกณฑ์ MIT คำนวณอัตราภาษีจาก Local Content ยันไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น
Finance คลังสั่งสรรพสามิตพิจารณาเกณฑ์ MIT คำนวณอัตราภาษีจาก Local Content ยันไม่ได้เอาใจค่ายรถญี่ปุ่น
สหรัฐ ดัน ‘Super AI’ จับมือไทย ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล-ไซเบอร์
Tech สหรัฐ ดัน ‘Super AI’ จับมือไทย ยกระดับรัฐบาลดิจิทัล-ไซเบอร์
ดูทั้งหมด

รำลึกลอยตัวค่าเงินบาท ครบรอบ 21 ปี อีกบทเรียนหน้าประวัติศาสตร์ที่คนไทยยังไม่ลืม

01 ก.ค. 2561 | 18:30น.

เกษมณี นันทรัตนพงศ์

2 กรกฎาคม 2561 นับเป็นปีที่ 21 ของการลอยตัวค่าเงินบาท เมื่อวันที่ 2 กรกฎาคม 2540 ที่ไม่เพียงถูกบันทึกไว้ในหน้าประวัติศาสตร์ไทย แต่ถูกบันทึกให้เป็นต้นเรื่องของการเกิดวิกฤตการณ์การเงินในเอเชีย!!

ย้อนรอยเลยไปมากกว่า 21 ปีก่อน ปฐมบทที่ก่อให้เกิดวิกฤตต้มยำกุ้ง หรือที่ทั่วโลกเรียกขานว่า “Tom Yam Kung Disease” คือข้อผิดพลาดของนโยบายการเปิดตลาดการเงินเสรี เมื่อปี 2533 และนำไปสู่การเปิดกิจการวิเทศธนกิจไทย หรือ BIBF (Bangkok International Banking Facilities) เมื่อเดือนกันยายน 2535 ซึ่งศปร. หรือชื่อเต็มว่าคณะกรรมการศึกษาและเสนอแนะมาตรการเพิ่มประสิทธิภาพการบริหารจัดการระบบการเงินของประเทศ หน่วยงานเฉพาะกิจที่รัฐบาลในสมัยนั้นจัดตั้งขึ้นสรุปการเกิดวิกฤตเศรษฐกิจ ปี 2540 และจากบทวิเคราะห์ของนักเศรษฐศาสตร์ นักวิชาการอีกหลายคน สรุปตรงกันว่าคือสาเหตุหนึ่งที่นำไปสู่โรคต้มยำกุ้ง

เพราะหลังจากรัฐบาลไทยขณะนั้นคือนายชวน หลีกภัย เป็นนายกรัฐมนตรี และนายธารินทร์ นิมมานเหมินท์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ใช้นโยบายเปิดเสรีการเงินเต็มสูบ ในห้วงที่เศรษฐกิจประเทศไทยกำลังบูมสุดๆจากภาคการส่งออกเติบโตอย่างมาก เปิดทางให้ธนาคารพาณิชย์สามารถจัดตั้งกิจการวิเทศธนกิจได้ จนเกิดการขยายตัวของระบบการเงินของประเทศและส่งผลต่อการเกิดหนี้ด้อยสภาพขึ้นมากในระบบสถาบันการเงินจากการกู้เงินจากสถาบันการเงินต่างประเทศได้โดยง่ายเพื่อปล่อยกู้ให้กับธุรกิจไทยหวังทำกำไรจากดอกเบี้ยเงินกู้

จากข้อมูลของศปร.ที่รวบรวมไว้ในปี 2540 หนี้ต่างประเทศของไทยเพิ่มขึ้นสูงถึง 109,276 ล้านดอลลาร์สหรัฐ โดยเฉพาะหนี้ต่างประเทศระยะสั้นที่มีสัดส่วนถึง 65% ของหนี้ต่างประเทศรวม

เมื่อปล่อยกู้โดยง่าย กิจการต่างๆก็เร่งลงทุนหวังให้ธุรกิจเติบโตในช่วงเวลาเศรษฐกิจประเทศกำลังเฟื่องฟู จนกลายเป็นการลงทุนเกินตัวโดยเฉพาะภาคอสังหาริมทรัพย์ที่มีการกว้านซื้อที่ดินเพื่อรอการพัฒนา ส่งผลให้ราคาที่ดินถีบตัวเพิ่มขึ้นอย่างมากเกิดการเก็งกำไรจนกลายเป็นภาวะเศรษฐกิจฟองสบู่ที่รอวันแตก

กระทั่งปี 2539 ที่เศรษฐกิจไม่ได้เดินไปในแนวทางเดิม เมื่อภาคการส่งออกที่เป็นที่พึ่งพิงหลักของเศรษฐกิจไทยหดตัวลงอย่างแรงจากที่เคยขยายตัวสูงในปี 2538 ถึง 24.82% กลายเป็น -1.9% ส่งผลให้ดุลบัญชีเดินสะพัดที่ขาดดุลมาตั้งแต่ปี 2530 เพิ่มสูงขึ้นอย่างมาก ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 14,350 ล้านดอลลาร์สหรัฐ และกลายเป็นจุดอ่อนเปิดช่องให้กองทุนการเงินจากต่างประเทศ หรือ Hedge Funds ของนายจอร์จ โซรอส เข้าโจมตีค่าเงินบาทอย่างหนัก ขณะที่ธนาคารแห่งประเทศไทย หรือแบงก์ชาติตัดสินใจสู้แบบทุ่มหมดหน้าตัก ใช้เงินสำรองเงินตราต่างประเทศเกือบหมดตัว

แต่ยิ่งสู้ยิ่งเจ๊ง กระทั่งรัฐบาลขณะนั้นคือ พล.อ.ชวลิต ยงใจยุทธ เป็นนายกรัฐมนตรี มีนายทนง พิทยะ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ตัดสินใจเปลี่ยนระบบอัตราแลกเปลี่ยนของไทยจากที่ใช้ระบบคงที่ คือระบบตะกร้าเงิน (Basket of Currencies) อิงเงินสกุลดอลลาร์สหรัฐเป็นหลัก มาเป็นระบบอัตราแลกเปลี่ยนลอยตัวแบบกึ่งจัดการ (Managed Float Exchange Rate System) เมื่อ 2 กรกฎาคม 2540

ผลที่ตามมาคือภาคธุรกิจไทยล้มเป็นโดมิโน่ เพราะหนี้พอกขึ้นมาอีกเท่าตัวจากค่าเงินบาทที่เคยคงที่ 25 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ อ่อนค่าลงสูงสุดถึง 56 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ เมื่อเดือนมกราคม 2541 สถาบันการเงินมีหนี้พอกพูนถึง 2.5 ล้านล้านบาท มีสถาบันการเงินถูกระงับกิจการชั่วคราว 58 แห่ง กดดันพนักงานตกงานกันเป็นใบไม้ร่วง ระบบเศรษฐกิจไทยตกต่ำอย่างหนัก อัตราการขยายตัวหรือจีดีพีที่เคยโตสองหลัก 10.1% เมื่อปี 2539 กลายเป็นติดลบ 2.2% ในปี 2541 ดัชนีตลาดหลักทรัพย์ที่เคยขึ้นสูงสุด 1,400 กว่าจุด ทรุดฮวบลงเหลือระดับ 200 จุด ในปี 2541 และสุดท้ายต้องขอเข้าโครงการไอเอ็มเอฟเพื่อขอกู้เงิน จำนวน 1.72 ล้านดอลลาร์สหรัฐเพื่อฟื้นฟูเศรษฐกิจไทย

ปิดฉากว่าที่ “เสือตัวที่ห้าแห่งเอเชีย” จวบจนปัจจุบันไม่มีใครเคยเอ่ยถึงอีกเลยว่า ไทยกำลังจะก้าวเป็นเสือแห่งเอเชีย

 

ที่มา : มติชนออนไลน์

แท็กที่เกี่ยวข้อง

การเงิน ค่าเงินบาท