‘การกุศล’ สะท้อนรัฐล้มเหลว? ไทยพึ่งเงินบริจาค แต่ต่างชาติพึ่งระบบสวัสดิการ
ดราม่ามูลนิธิของ ‘บุ๋ม-ปนัดดา’ สะท้อนภาพจำซ้ำๆ ของสังคมไทยที่ภาคประชาชนและองค์กรการกุศลต้องออกมารับบทบาทหลักในการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยาก ทว่าในทางกลับกัน ความใจบุญของผู้คนกลับกลายเป็นช่องว่างให้เกิดการฟอกเงิน-ฉ้อโกง-ต้มตุ๋นเงินบริจาคไม่จบไม่สิ้น ชวนวิเคราะห์ทำไมนานาประเทศถึงไร้ภาพการเปิดรับบริจาคเกลื่อนเมือง เขามีระบบสวัสดิการรัฐที่แข็งแกร่ง? สังคมไทยใจบุญ? หรือแท้จริงแล้วนี่คือสัญลักษณ์ที่สะท้อนถึงความล้มเหลวในการบริหารจัดการของรัฐบาล
มากกว่าเรื่องเงินบริจาค คือวิกฤตความเชื่อมั่นของสังคม
กรณีข่าวและกระแสสังคมที่เกิดขึ้นรอบมูลนิธิองค์กรทำดีของ ‘บุ๋ม’ หรือ ‘นางปนัดดา วงศ์ผู้ดี’ ได้ปลุกกระแสการถกเถียงในสังคมไทยอีกครั้งเกี่ยวกับบทบาทของ “องค์กรเพื่อการกุศล” และ “วัฒนธรรมการบริจาค” ในประเทศไทย
มูลนิธิองค์กรทำดีของ ‘บุ๋ม’ ปนัดดา วงศ์ผู้ดี กลายเป็นประเด็นที่สังคมให้ความสนใจอย่างต่อเนื่อง หลังเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการบริหารจัดการบัญชีรับบริจาคและเส้นทางการใช้จ่ายเงิน ก่อนที่เรื่องจะขยายไปสู่การตรวจสอบโดยเจ้าหน้าที่ตำรวจและการดำเนินการทางกฎหมายกับผู้เกี่ยวข้อง
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 29 ตุลาคม 2569 ไทยพีบีเอส ระบุว่า มูลนิธิฯ ประกาศให้ปนัดดาหยุดปฏิบัติหน้าที่ประธานเป็นการชั่วคราว พร้อมระงับการรับบริจาคทุกช่องทางระหว่างตรวจสอบข้อมูลทางการเงิน โดยยังคงให้กิจกรรมช่วยเหลือสังคมดำเนินต่อไปตามความเหมาะสม
ต่อมาในวันที่ 3-4 พฤศจิกายน ประเด็นดังกล่าวยกระดับไปสู่การตรวจสอบเส้นทางการเงินและการสอบปากคำผู้บริจาค ขณะที่ตำรวจเปิดเผยแนวทางการดำเนินคดีที่อาจเกี่ยวข้องกับข้อหาฉ้อโกงประชาชน ฟอกเงิน และความผิดตาม พ.ร.บ.คอมพิวเตอร์ ทั้งนี้ยังต้องรอการพิสูจน์ข้อเท็จจริงและกระบวนการยุติธรรม
เหตุการณ์ดังกล่าวแสดงให้เห็นถึงภาพสะท้อนสองด้านที่เด่นชัด ด้านแรก คือ ความใจบุญและน้ำใจของคนไทยที่พร้อมสู้และช่วยเหลือกันเองในทุกวิกฤต แต่อีกด้านหนึ่งคือความเปราะบางของระบบ ที่เปิดช่องให้เกิดขบวนการฟอกเงิน การฉ้อโกง และอาชญากรรมในคราบนักบุญหลอกลวงเงินบริจาคปรากฏเป็นข่าวซ้ำแล้วซ้ำเล่า
สิ่งที่น่าสนใจคือ กรณีนี้ไม่ได้เป็นเพียงเรื่องความขัดแย้งภายในองค์กรหรือข้อพิพาทเกี่ยวกับเงินบริจาค แต่กำลังสะท้อนคำถามที่ใหญ่กว่านั้นว่า
เหตุใดสังคมไทยจึงต้องมีองค์กรการกุศลและการเปิดรับบริจาคมากมายมหาศาลเช่นนี้?
เมื่อประชาชนพร้อมโอนเงินช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากผ่านบุคคลสาธารณะหรือมูลนิธิ ความเชื่อมั่นจึงกลายเป็นต้นทุนสำคัญของระบบการบริจาค และเมื่อเกิดข้อสงสัยเกี่ยวกับการใช้เงิน ความเสียหายก็ไม่ได้จำกัดอยู่แค่ผู้บริจาคหรือองค์กรแห่งใดแห่งหนึ่ง แต่อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อการช่วยเหลือสังคมโดยรวม
ในขณะที่ประเทศพัฒนาแล้วจำนวนมากในต่างประเทศ กลับแทบไม่มีภาพการตั้งโต๊ะรับบริจาค หรือองค์กรเอกชนที่ต้องออกมาแบกรับภาระการดูแลประชาชนในชีวิตประจำวันเลย
‘Charity is a failure of government?’

ประเด็นนี้สอดคล้องกับบทความบน Medium ที่ชื่อว่า “Charity is a failure of government” เขียนโดย จอช เอ็ดวิกเกอร์ (Josh Edwicker) ซึ่งเสนอแนวคิดที่ชวนตั้งคำถามต่อบทบาทขององค์กรการกุศลในสังคมสมัยใหม่ว่า แม้การบริจาคจะเป็นการแสดงออกถึง ‘ความเมตตา’ และ ‘ความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่’ ของมนุษย์ แต่การที่สังคมจำเป็นต้องพึ่งพาการกุศลเพื่อแก้ปัญหาพื้นฐานจำนวนมาก อาจเป็นสัญญาณว่ารัฐบาลยังทำหน้าที่จัดสรรทรัพยากรได้ไม่ทั่วถึง
เอ็ดวิกเกอร์อธิบายว่า สิ่งที่องค์กรการกุศลทำในทางปฏิบัติ คือ การนำเงินบริจาคมาชดเชยช่องว่างของทรัพยากรที่เกิดจากความเจ็บป่วย ความขาดแคลน หรือผลกระทบจากสถานการณ์ต่างๆ
ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนเพื่อให้เด็กได้เข้าถึงการศึกษา การช่วยเหลือสัตว์ที่เสี่ยงต่อการสูญพันธุ์ หรือการสนับสนุนค่ารักษาพยาบาลที่มีค่าใช้จ่ายสูงสำหรับเด็กที่ป่วย ทั้งหมดล้วนเป็นภารกิจที่มีคุณค่าต่อสังคม แต่ผู้เขียนมองว่า สิ่งเหล่านี้ไม่ควรต้องขึ้นอยู่กับความสามารถในการระดมเงินบริจาคเพียงอย่างเดียว
เพราะหากเด็กคนหนึ่งไม่ได้รับการศึกษาเพียงเพราะครอบครัวมีฐานะยากจน หรือเด็กอีกคนมีโอกาสรอดชีวิตน้อยลงเพียงเพราะพ่อแม่ไม่มีกำลังทรัพย์เพียงพอที่จะจ่ายค่ารักษา ปัญหาที่เกิดขึ้นย่อมไม่ใช่แค่เรื่องของความขาดแคลนเงิน แต่เป็นเรื่องความไม่เป็นธรรมในการเข้าถึงทรัพยากรขั้นพื้นฐาน
เอ็ดวิกเกอร์จึงเสนอว่า การกุศลอาจเป็นเครื่องมือที่ช่วยบรรเทาความอยุติธรรมเหล่านี้ได้ แต่ไม่ควรเป็นกลไกหลักที่สังคมต้องพึ่งพา เพราะท้ายที่สุดแล้ว ความรับผิดชอบในการแก้ไขความเหลื่อมล้ำทางสังคม เศรษฐกิจ และการเมือง ยังควรเป็นหน้าที่ของรัฐบาล
แนวคิดนี้ทำให้กรณีมูลนิธิในประเทศไทยน่าสนใจขึ้น เพราะเมื่อพิจารณาการทำงานขององค์กรการกุศลหลายแห่ง จะพบว่ากิจกรรมที่ได้รับเงินบริจาคจำนวนมากเป็นการช่วยเหลือในเรื่องที่เกี่ยวข้องกับคุณภาพชีวิตและความปลอดภัยของประชาชน ซึ่งเป็นประเด็นที่รัฐเองก็มีหน้าที่รับผิดชอบอยู่แล้ว
อย่างไรก็ตาม ไม่ได้หมายความว่าการมีองค์กรการกุศลเป็นเรื่องที่ผิด หรือรัฐควรเข้ามาทำทุกอย่างแทนภาคประชาชน แต่เป็นการตั้งคำถามว่า
หากวันหนึ่งไม่มีเงินบริจาคเข้ามา ผู้ที่ต้องการความช่วยเหลือเหล่านี้จะยังได้รับการดูแลอย่างทั่วถึงหรือไม่?
จากน้ำใจประชาชนสู่ภาระของสังคม
อีกประเด็นที่เอ็ดวิกเกอร์หยิบยกขึ้นมาคือ ปัญหาความเหลื่อมล้ำในการถือครองความมั่งคั่ง โดยใช้ภาพเปรียบเทียบฝูงลิงชิมแปนซีที่มีอาหารมากเกินกว่าจะกินได้ ขณะที่สมาชิกบางตัวซึ่งแก่หรือเจ็บป่วยกลับไม่มีอาหารเพียงพอจนต้องอดตาย
เขาชี้ให้เห็นว่า ปัญหาของสังคมในกรณีนี้ไม่ได้อยู่ที่การขาดแคลนทรัพยากรโดยรวม แต่อยู่ที่การกระจายทรัพยากร เมื่อทรัพยากรกระจุกตัวอยู่กับคนบางกลุ่ม ขณะที่คนอีกจำนวนมากไม่สามารถเข้าถึงสิ่งจำเป็นในการดำรงชีวิตได้
ประเด็นดังกล่าวเชื่อมโยงกับบทบาทของรัฐบาลในฐานะผู้จัดเก็บภาษีและนำทรัพยากรกลับมากระจายให้ประชาชนผ่านบริการสาธารณะและระบบสวัสดิการ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของแนวคิด Social Contract หรือสัญญาประชาคม
แนวคิด Social Contract อธิบายความสัมพันธ์ระหว่างรัฐกับประชาชนว่า รัฐมีหน้าที่สร้างหลักประกันด้านความปลอดภัย ความยุติธรรม และคุ้มครองสิทธิขั้นพื้นฐาน ขณะที่ประชาชนยอมรับกติกาและร่วมสนับสนุนระบบดังกล่าวผ่านกลไกต่างๆ เช่น การเสียภาษี
ในมุมมองของเอ็ดวิกเกอร์ เมื่อรัฐบาลไม่สามารถปรับตัวให้ทันกับปัญหาเชิงโครงสร้างของโลกยุคโลกาภิวัตน์ ไม่ว่าจะเป็นความเหลื่อมล้ำ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ หรือการเคลื่อนย้ายเงินทุนข้ามพรมแดน ปัญหาเหล่านี้ก็ยิ่งซับซ้อนเกินกว่าการแก้ไขด้วยกลไกของรัฐแบบเดิม
เขาจึงเสนอให้มีการทบทวนระบบการจัดเก็บและกระจายทรัพยากรในระดับโลก โดยเฉพาะปัญหาการใช้แหล่งหลบเลี่ยงภาษีและบัญชีในต่างประเทศ ซึ่งทำให้การจัดเก็บรายได้จากผู้มีความมั่งคั่งและบริษัทขนาดใหญ่ทำได้ยากขึ้น
แม้ข้อเสนอของเอ็ดวิกเกอร์ จะเป็นมุมมองเชิงอุดมการณ์และไม่ได้หมายความว่าการขยายระบบภาษีระดับโลกจะเกิดขึ้นได้ง่ายในทางปฏิบัติ แต่แก่นสำคัญของบทความคือการย้ำว่า การช่วยเหลือผู้ด้อยโอกาสไม่ควรขึ้นอยู่กับความสมัครใจของผู้บริจาคเพียงอย่างเดียว หากแต่ต้องมีระบบที่รับประกันว่าทุกคนจะได้รับความช่วยเหลืออย่างเป็นธรรม
ทำไมบางประเทศไม่ต้องพึ่งการบริจาคเพื่อแก้ปัญหาเท่าประเทศไทย
หากเปรียบเทียบกับประเทศที่มีระบบรัฐสวัสดิการเข้มแข็ง เช่น กลุ่มประเทศนอร์ดิกในยุโรป แนวคิดดังกล่าวสะท้อนให้เห็นความแตกต่างของการจัดการสวัสดิการสังคมอย่างชัดเจน
ประเทศเหล่านี้มีระบบจัดเก็บภาษีและนำรายได้กลับมาจัดบริการสาธารณะในวงกว้าง ตั้งแต่การรักษาพยาบาล การศึกษา การดูแลเด็กและผู้สูงอายุ ไปจนถึงสวัสดิการสำหรับผู้ว่างงาน ทำให้ประชาชนมีหลักประกันในชีวิตโดยไม่จำเป็นต้องพึ่งพาการระดมทุนจากภาคเอกชนเป็นช่องทางหลักสำหรับบริการพื้นฐาน
อย่างไรก็ตาม ไม่ควรตีความว่าประเทศเหล่านี้ไม่มีองค์กรการกุศลหรือไม่ต้องการเงินบริจาค เพราะในความเป็นจริง องค์กรไม่แสวงหากำไรยังมีบทบาทสำคัญ ทั้งด้านสิทธิมนุษยชน สิ่งแวดล้อม การช่วยเหลือผู้ลี้ภัย การวิจัย และการบรรเทาภัยพิบัติ
ความแตกต่างสำคัญจึงไม่ได้อยู่ที่ประเทศใดมีคนใจบุญมากกว่ากัน แต่อยู่ที่การแบ่งบทบาทระหว่างรัฐกับภาคประชาชนว่า ภารกิจใดเป็นสิทธิขั้นพื้นฐานที่รัฐต้องรับประกัน และภารกิจใดเป็นพื้นที่ที่ภาคประชาสังคมเข้ามาสนับสนุนเพิ่มเติม
สำหรับประเทศไทย ข้อมูลจากองค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD) ในรายงาน Financing Social Protection through General Tax Revenues, Social Security Contributions and Formalisation in Thailand ระบุว่า ในปี 2566 ประชากรไทยประมาณ 61% ได้รับความคุ้มครองจากโครงการคุ้มครองทางสังคมอย่างน้อยหนึ่งโครงการ เมื่อไม่นับรวมระบบสาธารณสุข
แม้ตัวเลขดังกล่าวจะสูงกว่าค่าเฉลี่ยของภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และแปซิฟิกที่ 48% แต่ยังมีประชากรอีกส่วนหนึ่งที่เข้าไม่ถึงระบบคุ้มครอง โดยเฉพาะแรงงานที่ไม่ได้อยู่ในระบบประกันสังคมและกลุ่มเปราะบางบางประเภท
OECD ยังพบว่า ประชากรไทยที่อยู่ในกลุ่มยากจนมีเพียงประมาณครึ่งหนึ่งที่ได้รับความคุ้มครองจากโครงการช่วยเหลือทางสังคมอย่างน้อยหนึ่งโครงการ ขณะที่ประชากรกลุ่มรายได้ปานกลางเองก็ยังมีช่องว่างในการเข้าถึงสวัสดิการเช่นกัน
ข้อมูลนี้สะท้อนว่า แม้ประเทศไทยจะมีระบบหลักประกันสุขภาพถ้วนหน้าและสวัสดิการหลายรูปแบบ แต่ยังมีโจทย์สำคัญเรื่องการขยายความคุ้มครองให้ครอบคลุมประชากรทุกกลุ่ม โดยเฉพาะผู้ที่ไม่ได้อยู่ในระบบการจ้างงานอย่างเป็นทางการ
เมื่อระบบสวัสดิการยังมีช่องว่าง ภาคประชาชนและองค์กรการกุศลจึงเข้ามามีบทบาทในการช่วยเหลือผู้ที่อาจไม่ได้รับความช่วยเหลืออย่างทันท่วงที ไม่ว่าจะเป็นการระดมทุนช่วยผู้ป่วย การจัดหาอุปกรณ์ทางการแพทย์ การช่วยเหลือผู้ประสบภัย หรือการจัดหาสิ่งของจำเป็นให้ผู้ยากไร้
กล่าวอีกนัยหนึ่ง การบริจาคอาจไม่ได้เป็นเพียงวัฒนธรรมแห่งความเอื้อเฟื้อเผื่อแผ่ แต่ยังเป็นกลไกที่เข้ามารองรับช่องว่างของระบบสวัสดิการที่ยังไม่ครอบคลุมทั้งหมดด้วย
ใจบุญกลายเป็นความเสี่ยง ปัญหาไม่ได้จบแค่การตรวจสอบมูลนิธิ
อีกด้านหนึ่งของการพึ่งพาการบริจาคคือ ความเสี่ยงที่เกิดขึ้นจากการบริหารจัดการเงินขององค์กรการกุศล โดยเฉพาะเมื่อการระดมทุนอาศัยความนิยมและความเชื่อมั่นที่ประชาชนมีต่อบุคคลสาธารณะเป็นสำคัญ
กรณีของมูลนิธิองค์กรทำดีจึงนำไปสู่คำถามที่ว่า การบริจาคเงินให้กับองค์กรหนึ่งองค์กรใด ประชาชนสามารถตรวจสอบได้มากน้อยเพียงใดว่าเงินถูกนำไปใช้ตรงตามวัตถุประสงค์หรือไม่ มีระบบแยกบัญชีระหว่างเงินส่วนบุคคลกับเงินของมูลนิธิอย่างไร และใครเป็นผู้รับผิดชอบหากพบความผิดปกติ
บทความของเอ็ดวิกเกอร์ ไม่ได้เจาะลึกเรื่องการกำกับดูแลองค์กรการกุศลโดยตรง แต่ข้อเสนอเรื่องความรับผิดชอบของรัฐและการจัดสรรทรัพยากรสามารถนำมาเชื่อมโยงกับปัญหานี้ได้ กล่าวคือ เมื่อสังคมต้องพึ่งพาองค์กรเอกชนในการให้ความช่วยเหลือมากขึ้น รัฐก็ยิ่งจำเป็นต้องมีระบบกำกับดูแลที่ทำให้ประชาชนมั่นใจได้ว่าเงินบริจาคจะถูกนำไปใช้เพื่อประโยชน์สาธารณะอย่างแท้จริง
ทั้งนี้ การแก้ปัญหาไม่ควรจบลงด้วยการตั้งคำถามว่าใครควรหรือไม่ควรเปิดรับบริจาค แต่ควรครอบคลุมถึงมาตรฐานการเปิดเผยข้อมูลทางการเงิน การตรวจสอบบัญชี การกำกับดูแลกรรมการ และการจัดการผลประโยชน์ทับซ้อน
เพราะหากระบบตรวจสอบไม่เข้มแข็ง ความเสียหายที่เกิดขึ้นอาจไม่ได้กระทบเพียงองค์กรที่มีปัญหา แต่ยังส่งผลต่อองค์กรการกุศลอื่นๆ ที่ทำงานช่วยเหลือประชาชนอย่างสุจริตด้วย
การกุศลควรเป็นพลังเสริม ไม่ใช่หลักประกันเดียวของประชาชน
ท้ายที่สุด กรณีมูลนิธิองค์กรทำดีของ ‘บุ๋ม-ปนัดดา’ อาจเป็นจุดเริ่มต้นของการถกเถียงที่กว้างกว่าการตรวจสอบบุคคลหรือองค์กรใดองค์กรหนึ่ง เพราะสิ่งที่สังคมควรตั้งคำถามต่อไปคือ เหตุใดการช่วยเหลือผู้ตกทุกข์ได้ยากจึงต้องอาศัยการระดมทุนจากประชาชนอยู่เสมอ และรัฐมีหน้าที่รับผิดชอบต่อคนกลุ่มนี้มากน้อยเพียงใด
แนวคิดจากบทความของเอ็ดวิกเกออร์ ชวนให้มองการกุศลในอีกมิติหนึ่งว่า แม้การช่วยเหลือกันจะเป็นคุณค่าที่สังคมควรรักษาไว้ แต่ไม่ควรปล่อยให้การบริจาคกลายเป็นคำตอบหลักของปัญหาความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และการเข้าไม่ถึงบริการพื้นฐาน
เพราะการกุศลสามารถช่วยชีวิตคนได้ในวันนี้ แต่ไม่ได้หมายความว่าจะสามารถแก้ไขโครงสร้างที่ทำให้คนเหล่านั้นต้องตกอยู่ในสถานการณ์เดิมได้ตลอดไป
ในขณะที่ประชาชนคนไทยยังคงแสดงน้ำใจผ่านการบริจาค รัฐเองก็ต้องกลับมาทบทวนบทบาทในการจัดสรรงบประมาณ การสร้างระบบสวัสดิการ และการกำกับดูแลภาคการกุศลให้โปร่งใส เพื่อให้การช่วยเหลือประชาชนไม่ขึ้นอยู่กับว่าคนคนหนึ่งจะได้รับความสนใจจากสังคมมากพอให้มีผู้บริจาคหรือไม่
ท้ายที่สุดแล้ว สังคมที่เข้มแข็งอาจไม่ใช่สังคมที่มีคนพร้อมบริจาคเงินมากที่สุด แต่เป็นสังคมที่ประชาชนไม่จำเป็นต้องรอความช่วยเหลือจากการบริจาคเพื่อให้ได้รับสิทธิขั้นพื้นฐานที่ควรมีตั้งแต่แรก