Skip to content

ถุงพลาสติก 1 ใบ อยู่กับโลกไปอีก 450 ปี เราจะยอมใช้มันเพียง 1 นาทีจริงหรือ ?

03 ก.ค. 2568 | 15:07น.
ถุงพลาสติก 1 ใบ อยู่กับโลกไปอีก 450 ปี เราจะยอมใช้มันเพียง 1 นาทีจริงหรือ ?

วันที่ 3 กรกฎาคมของทุกปี วันปลอดพลาสติกสากลถือเป็นอีกวันสำคัญที่มีเป้าหมายสร้างความตระหนักรู้ถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เกิดจากการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียว โดยหลายองค์กร์มีการรณรงค์ให้ผู้คนเลิกใช้ถุงพลาสติก แล้วหันไปใช้ทางเลือกอื่นที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม วันนี้ ‘ประชาชาติธุรกิจ’ ขอหยิบประเด็นเรื่อง ถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้เวลาย่อยสลาย 450 ปี รวมทั้งยกตัวอย่างประเทศที่แบนถุงพลาสติก และให้ความสำคัญกับเรื่องนี้เป็นนโยบายระดับชาติ

เคยสังเกตไหมว่า…ถุงพลาสติกที่เราได้จากร้านสะดวกซื้อ ใช้เวลาแค่ไม่กี่วินาทีในการหยิบ จับ ถือของ กลับกลายเป็นภาระของโลกไปอีกหลายศตวรรษ

ถุงพลาสติก 1 ใบ ใช้ 1 นาที ย่อยสลาย 450 ปี ตัวเลขนี้ไม่ใช่คำเปรียบเปรย แต่คือความจริงอันโหดร้ายที่กำลังสะท้อนให้เราเห็นร่องรอยของความสะดวกที่แลกมาด้วยผลกระทบระยะยาว

จากความสะดวก สู่รอยแผลของสิ่งแวดล้อม

พลาสติกคือวัสดุที่มนุษย์ผลิตขึ้นเพื่อความคงทน แต่ความคงทนที่ว่า ไม่ได้จบแค่ตอนเราเลิกใช้ แต่มันกลายเป็นขยะที่ลอยอยู่ในทะเล ปนอยู่ในดิน และแตกตัวเป็นไมโครพลาสติกที่แทรกซึมเข้าสู่ห่วงโซ่อาหาร สัตว์ทะเลจำนวนมากตายเพราะกินพลาสติกเข้าไป โดยคิดว่าเป็นอาหาร บางชิ้นที่ถูกฝังในดิน อาจยังคงอยู่ตรงนั้นไปอีกหลายร้อยปีหลังจากเราจากโลกนี้ไปนานแล้ว

แล้วเราทำอะไรได้บ้าง ?

  • พกถุงผ้า พกกล่อง พกแก้ว ลดการใช้ถุงและภาชนะพลาสติก
  • ปฏิเสธถุงพลาสติกเมื่อไม่จำเป็น
  • สนับสนุนร้านค้าที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม
  • แชร์ความรู้และปลุกจิตสำนึกในวงกว้าง

แม้เราจะไม่สามารถแก้ปัญหาทั้งหมดได้ภายในวันเดียว แต่การเริ่มต้นจาก ตัวเรา” คือจุดเปลี่ยนสำคัญ

ในปี 2025 เทรนด์ผู้บริโภครักษ์โลกยังคงเป็นกระแสหลักที่สำคัญ โดยผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ยั่งยืนและเป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น การตระหนักถึงปัญหาสิ่งแวดล้อมที่เพิ่มขึ้น ทำให้ผู้บริโภคหันมาใส่ใจในการเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล หรือมีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติมากขึ้น

ประเทศไหนที่เริ่มแบนถุงพลาสติกแล้ว

มีหลายประเทศทั่วโลกที่ประกาศแบนถุงพลาสติก (บางแห่งอาจเฉพาะบางประเภท) เช่น ถุงบางน้ำหนักเบา หรือในบางพื้นที่ ดังนี้

ตัวอย่างประเทศที่แบนโดยสมบูรณ์ จากนโยบายระดับชาติ

บังกลาเทศ เป็นประเทศแรกที่แบนถุงพลาสติกบางตั้งแต่ปี 2002 เมื่อพบว่าถุงพลาสติกไปอุดท่อน้ำเป็นเหตุให้น้ำท่วม

รวันดา แบนถุงพลาสติกทั้งหมดตั้งแต่ปี 2008 และห้ามนักท่องเที่ยวและผู้ที่เดินทางเข้ามาในประเทศนำถุงพลาสติกเข้ามาด้วย

เคนยา แบนถุงพลาสติกใช้ครั้งเดียว ตั้งแต่ปี 2017 โดยโทษหนักทั้งผู้ผลิตและผู้ใช้ที่ฝ่าฝืน

ไนจีเรีย เริ่มแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวนับตั้งแต่ต้นปี 2025

ชาติที่แบนบางประเภท และมีมาตรการแบบเข้มงวด

จีน ผู้ผลิตขยะพลาสติกรายใหญ่ที่สุดในโลก เริ่มเก็บค่าถุงพลาสติกเบาบางตั้งแต่หลายปี ก่อนขยับไปใช้ถุงที่ย่อยสลายได้

สิงคโปร์ และ ฮ่องกง มีการกำหนดค่าถุงพลาสติกในร้านค้าปลีก เพื่อลดปริมาณการใช้พลาสติกแบบใช้ครั้งเดียวทิ้ง

สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ เริ่มมีการแบนถุงพลาสติกร้านค้าตั้งแต่ 2024 และขยายไปยังภาชนะพลาสติกเช่น ถ้วย ชาม ในปี 2026

แคนาดา ประกาศแบนพลาสติกใช้ครั้งเดียวหลายประเภท เช่น ถุง หลอด และภาชนะ เริ่มมีผลตั้งแต่ปี 2022-2023 และครอบคลุมการนำเข้า-ผลิต-ขาย

สหภาพยุโรป (EU) แบนหลอด หลอดค็อกเทล ช้อนส้อม และถุงพลาสติกบางปี 2021 พร้อมกำหนดเป้าหมายลดถุงต่อคนให้เหลือน้อยกว่า 40 ใบต่อปีภายใน 2025

ออสเตรเลีย แต่ละรัฐมีการแบนถุงพลาสติกเบา เช่น แอดิเลด (SA) ปี 2008, วิกตอเรีย 2019, นิวเซาท์เวลส์ 2022

นิวซีแลนด์ ออกมาตรการแบนถุงใช้ครั้งเดียวอย่างเป็นทางการตั้งแต่ 1 กรกฎาคม 2019

ไทย เริ่มห้ามใช้ถุงพลาสติกบางในอุทยานแห่งชาติปี 2019 และเตรียมแบนการนำเข้าขยะพลาสติกภายในปี 2025

เทรนด์ผู้บริโภครักษ์โลกที่คาดว่าจะเกิดขึ้นในช่วงปี 2025

การเลือกซื้อสินค้าและบริการที่ยั่งยืน : ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการเลือกซื้อสินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล หรือมีบรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อธรรมชาติมากขึ้น

การลดขยะและของเสีย : ผู้บริโภคจะพยายามลดปริมาณขยะที่เกิดขึ้นในชีวิตประจำวัน โดยอาจเลือกซื้อสินค้าที่มีบรรจุภัณฑ์น้อยชิ้น หรือเลือกใช้ผลิตภัณฑ์ที่สามารถนำกลับมาใช้ใหม่ได้

การสนับสนุนธุรกิจที่มีความรับผิดชอบต่อสังคม : ผู้บริโภคจะหันมาสนับสนุนธุรกิจที่ให้ความสำคัญกับการดูแลรักษาสิ่งแวดล้อม และมีส่วนร่วมในการแก้ปัญหาสังคม

การบริโภคอย่างมีสติ : ผู้บริโภคจะให้ความสำคัญกับการบริโภคอย่างมีสติมากขึ้น โดยคำนึงถึงผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อมและสังคม

การใช้เทคโนโลยีเพื่อความยั่งยืน : ผู้บริโภคจะให้ความสนใจกับการใช้เทคโนโลยีในการช่วยแก้ปัญหาสิ่งแวดล้อม เช่น การใช้แอปพลิเคชั่นเพื่อติดตามปริมาณการปล่อยก๊าซเรือนกระจก หรือการใช้เทคโนโลยี IOT เพื่อจัดการทรัพยากรอย่างมีประสิทธิภาพ

ตัวอย่างสินค้าและบริการที่เกี่ยวข้องกับเทรนด์รักษ์โลก

บรรจุภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อม : เช่น กล่องกระดาษ กล่องที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล หรือบรรจุภัณฑ์ที่สามารถย่อยสลายได้

สินค้าที่ผลิตจากวัสดุรีไซเคิล : เช่น เสื้อผ้าจากผ้าที่ผ่านการรีไซเคิล หรือของใช้ในบ้านที่ทำจากวัสดุรีไซเคิล

สินค้าออร์แกนิกและอาหารเพื่อสุขภาพ : เช่น ผักผลไม้ที่ปลูกโดยไม่ใช้สารเคมี หรืออาหารที่มีส่วนผสมของวัตถุดิบจากธรรมชาติ

บริการที่ส่งเสริมการใช้พลังงานสะอาด : เช่น การใช้บริการรถยนต์ไฟฟ้า หรือการใช้พลังงานทางเลือก

เทนด์ผู้บริโภครักษ์โลก ส่งผลดีอย่างไรต่อโลกใบนี้ ?

ช่วยลดผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม : การบริโภคอย่างยั่งยืนช่วยลดปริมาณขยะ ลดการใช้ทรัพยากร และลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก

ส่งเสริมการเติบโตทางเศรษฐกิจอย่างยั่งยืน : การสนับสนุนธุรกิจที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม จะช่วยกระตุ้นให้เกิดการพัฒนาเทคโนโลยีและผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมมากขึ้น

สร้างสังคมที่น่าอยู่ : การตระหนักถึงความสำคัญของสิ่งแวดล้อม จะช่วยให้เรามีคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น และสร้างสังคมที่ยั่งยืนสำหรับคนรุ่นหลัง

ทั้งนี้ ผู้ประกอบการและธุรกิจต่าง ๆ เริ่มมีการปรับตัวให้เข้ากับเทรนด์ผู้บริโภครักษ์โลก เพื่อตอบสนองความต้องการของตลาด และสร้างความได้เปรียบในการแข่งขันในปัจจุบัน