เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,800 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (11 ก.ย. 69) ร่วงลง 550 บาท ทองรูปพรรณบาทละ 68,800 บาท
ซัมมิตการค้าและลงทุนไทย-สหรัฐ ปี 2026 จับสัญญาณ Rebalancing Trade มาแน่
News ซัมมิตการค้าและลงทุนไทย-สหรัฐ ปี 2026 จับสัญญาณ Rebalancing Trade มาแน่
เปิดรายละเอียด “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ใช้ยอดขายจริงช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน
Finance เปิดรายละเอียด “สินเชื่อ AI นกกระซิบ” ใช้ยอดขายจริงช่วย SMEs เข้าถึงแหล่งทุน
eSIM Vacay : เมื่อ Tech ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือหัวใจของประสบการณ์นักเดินทาง
Business eSIM Vacay : เมื่อ Tech ไม่ใช่แค่เครื่องมือ แต่คือหัวใจของประสบการณ์นักเดินทาง
สรรพากร เผยจัดเก็บภาษี 11 เดือน 2.16 ล้านล้าน คาดปีงบ’69 ทะลุเป้า 4-5 หมื่นล้าน
Finance สรรพากร เผยจัดเก็บภาษี 11 เดือน 2.16 ล้านล้าน คาดปีงบ’69 ทะลุเป้า 4-5 หมื่นล้าน
‘อีลอน มัสก์’ เย้ยอดีตนักวิจัย ปั่นกระแส AI อาจฆ่าล้างมนุษย์ คนดังสังคมความเห็นแตก
Tech ‘อีลอน มัสก์’ เย้ยอดีตนักวิจัย ปั่นกระแส AI อาจฆ่าล้างมนุษย์ คนดังสังคมความเห็นแตก
ก.ล.ต.ขีดเส้นอินฟลูฯ ‘แนะนำ-ชักชวนลงทุน’ ต้องมีไลเซนส์ ลุยสกัดหลอกลงทุน
Finance ก.ล.ต.ขีดเส้นอินฟลูฯ ‘แนะนำ-ชักชวนลงทุน’ ต้องมีไลเซนส์ ลุยสกัดหลอกลงทุน
“หอการค้าโคราช” แจงปมพืชสวนโลก ยันไม่ทิ้งอำเภอคง จี้รัฐตอบเหตุผลย้าย
เศรษฐกิจภูมิภาค “หอการค้าโคราช” แจงปมพืชสวนโลก ยันไม่ทิ้งอำเภอคง จี้รัฐตอบเหตุผลย้าย
นายกฯ มั่นใจปมฮั้ว สว.ไม่ทำการเมืองสะดุด ชี้อายุงานครบ 1 ปี ทุกฝ่ายร่วมมือดี
Politics นายกฯ มั่นใจปมฮั้ว สว.ไม่ทำการเมืองสะดุด ชี้อายุงานครบ 1 ปี ทุกฝ่ายร่วมมือดี
ส.อ.ท. ชง PDP2026 ใช้ก๊าซไทย ลดพึ่ง LNG คุมต้นทุนไฟ เปิดทางอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด
Economic ส.อ.ท. ชง PDP2026 ใช้ก๊าซไทย ลดพึ่ง LNG คุมต้นทุนไฟ เปิดทางอุตสาหกรรมเข้าถึงพลังงานสะอาด
ดูทั้งหมด

บาทแข็งค่า นักลงทุนจับตาเส้นตายเรียกเก็บภาษี

03 ก.ค. 2568 | 18:53น.
Thai baht banknotes and coins

บาทแข็งค่า นักลงทุนจับตาเส้นตายสหรัฐเรียกเก็บภาษีที่จะสิ้นสุดลงในวันที่  9 ก.ค. 68 นี้ หลังล่าสุดบรรลุข้อตกลงกับเวียดนามแล้ว

ฝ่ายค้าเงินตราต่างประเทศ ธนาคารกรุงเทพ รายงานว่า สภาวะการเคลื่อนไหวตลาดปริวรรตเงินตราประจำวันพฤหัสบดีที่ 3 กรกฎาคม 2568 ค่าเงินบาทเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/7) ที่ระดับ 32.33/34 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (2/7) ที่ระดับ 32.41/43 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

ออโตเมติก ดาต้า โพรเซสซิ่ง อิงค์ (ADP) เปิดเผยว่า ตัวเลขการจ้างงานของภาคเอกชนสหรัฐ ลดลง 33,000 ตำแหน่งในเดือน มิ.ย. ซึ่งเป็นการปรับตัวลงครั้งแรกในรอบกว่า 2 ปี หรือนับตั้งแต่เดือน มี.ค. 2566 ขณะที่นักวิเคราะห์คาดว่าเพิ่มขึ้น 100,000 ตำแหน่ง หลังจากเพิ่มขึ้น 29,000 ตำแหน่งในเดืน พ.ค. หนุนให้นักลงทุนคาดการณ์ว่า เฟดอาจจะปรับลดอัตราดอกเบี้ยอย่างเร็วที่สุดในเดือน ก.ย.

ขณะที่นายเจอโรม พาวเวลล์ ประธานเฟดได้เน้นย้ำในงานเสวนาซึ่งธนาคารกลางยุโรป (ECB) จัดขึ้นที่เมืองซินตรา ประเทศโปรตุเกส เมื่อวันอังคาร (1/7) ที่ผ่านมาว่า เฟดจะใช้แนวทางอดทนรอคอยก่อนที่จะตัดสินใจปรับลดอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แต่เขาไม่ได้ปฏิเสธความเป็นไปได้ที่เฟดจะปรับลดดอกเบี้ยในการประชุมเดือนนี้ โดยกล่าวว่าทุกอย่างขึ้นอยู่กับข้อมูลที่เฟดจะได้รับ

อีกทั้งนักลงทุนจับตาร่างกฎหมายปรับลดภาษีและเพิ่มการใช้จ่ายขนานใหญ่ของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โดยร่างกฎหมายดังกล่าวได้ผ่านความเห็นชอบจากวุฒิสภาด้วยคะแนนเสียงที่ฉิวเฉียด และขณะนี้ได้ถูกส่งไปยังสภาผู้แทนราษฎรเพื่อขอการอนุมัติในขั้นตอนสุดท้าย ด้านนักวิเคราะห์เตือนว่าร่างกฎหมายฉบับนี้อาจทำให้หนี้สาธารณะของสหรัฐเพิ่มขึ้นอีก 3.4 ล้านล้านดอลลาร์ในอีก 10 ปีข้างหน้า

ด้านประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ โพสต์ข้อความบน Truth Social ระบุว่า สหรัฐได้บรรลุข้อตกลงทางการค้ากับเวียดนาม โดยสหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 20% หลังจากที่ก่อนหน้านี้สหรัฐขู่เรียกเก็บภาษีดังกล่าวสูงถึง 46% อย่างไรก็ดี สหรัฐจะเรียกเก็บภาษีศุลกากรต่อสินค้านำเข้าจากเวียดนามในอัตรา 40% หากพบว่าสินค้าดังกล่าวมีการสวมสิทธิ์จากต่างประเทศ โดยเป็นสินค้าที่มีแหล่งกำเนิดจากประเทศอื่น ก่อนที่จะส่งเข้ามายังเวียดนามเพื่อทำการส่งออกต่อไปยังสหรัฐ

นอกจากนี้ข้อตกลงระบุว่าเวียดนามจะเปิดตลาดอย่างเสรีให้แก่สินค้าจากสหรัฐ โดยสหรัฐสามารถส่งออกสินค้าไปยังเวียดนามโดยไม่ต้องเสียภาษีศุลกากรแต่อย่างใด หรืออีกนัยหนึ่ง เวียดนามจะเรียกเก็บภาษีศุลกากร 0% ต่อสินค้าที่นำเข้าจากสหรัฐ ทั้งนี้เส้นตายของระยะเวลาผ่อนผันการเรียกเก็บภาษีศุลกากรตอบโต้ 90 วันจะสิ้นสุดลงในวันที่ 9 ก.ค.

สำหรับปัจจัยภายในประเทศ ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) ระบุว่าเศรษฐกิจไทยครึ่งปีหลังมีแนวโน้มอ่อนแรงลง โดยคาดว่าทั้งปี 68 ขยายตัวในระดับต่ำที่ราว 1.5-2.0% โดยจะเติบโตใกล้เคียง 2.0% หากอัตราภาษีที่ไทยโดนเรียกเก็บยังอยู่ที่ 10% ในครึ่งปีหลัง แต่จะลดลงมาใกล้ 1.5% หากโดนเรียกเก็บที่ 18% หรือครึ่งหนึ่งของอัตรา Reciprocal Tariff

นอกจากนี้ กกร.ไม่เห็นด้วยกับการประเมินทิศทางเศรษฐกิจของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มองว่าเศรษฐกิจไทยในปีนี้ จะเติบโตได้ถึง 2.3% ซึ่งดีขึ้นกว่าประมาณการเดิม ทั้งนี้ที่ประชุม กกร.ยังประเมินว่า การส่งออกไทยในครึ่งหลังของปีนี้จะหดตัว เพราะการส่งออกของไทยช่วง 5 เดือนแรก ขยายตัวถึง 14.9% เป็นเพราะการเร่งนำเข้า ก่อนหมดช่วงผ่อนปรนของมาตรการภาษีของสหรัฐ แต่ระยะข้างหน้าการส่งออกมีสัญญาณแผ่วลง และมีความเป็นไปได้ที่มูลค่าการส่งออกในช่วงครึ่งหลังของปี จะหดตัวกว่า -10% จึงทำให้การส่งออกทั้งปี ขยายตัวใกล้เคียง 0% ซึ่งจะกระทบต่อภาคการผลิต การจ้างงาน และรายได้ของแรงงานในห่วงโซ่อุปทานที่เกี่ยวข้อง และในส่วนของเงินเฟ้อคาดว่าจะอยู่ที่ระดับ 0.5-1.0%

โดย กกร.มองว่าครึ่งปีหลังเศรษฐกิจไทยอ่อนแรงจากหลายปัจจัยรุมเร้า จี้แบงก์ชาติลดดอกเบี้ยนโยบาย ดูแลค่าเงินบาทให้สอดคล้องภูมิภาค และสะท้อนปัจจัยพื้นฐานที่แท้จริง นอกจากนี้ กกร.เล็งเข้าพบหน่วยงานเศรษฐกิจเพื่อแลกเปลี่ยนข้อมูลระหว่างกัน

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินดอลลาร์สหรัฐเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 32.26-32.38 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ระดับ 32.37/39 บาท/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินยูโรเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/7) ที่ระดับ 1.1806/08 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร แข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (2/7) ที่ระดับ 1.1776/77 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร นักลงทุนประเมินความไม่แน่นอนเกี่ยวกับข้อตกลงทางการค้ากับสหรัฐ เนื่องจากใกล้ถึงเส้นตายวันที่ 9 ก.ค. ซึ่งกำหนดให้ประเทศต่าง ๆ ต้องทำข้อตกลงกับสหรัฐ

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินยูโรเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 1.1785-1.1809 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร และปิดตลาดที่ระดับ 1.1791/92 ดอลลาร์สหรัฐ/ยูโร

สำหรับการเคลื่อนไหวของค่าเงินเยนเปิดตลาดเช้าวันนี้ (3/7) ที่ระดับ 143.59/60 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ ปรับตัวแข็งค่าจากระดับปิดตลาดเมื่อวันพุธ (2/7) ที่ระดับ 144.04/06 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

นายฮาจิเมะ ทาคาตะ สมาชิกคณะกรรมการธนาคารกลางญี่ปุ่น (BOJ) กล่าวในการประชุมผู้นำธุรกิจซึ่งจัดขึ้นที่จังหวัดมิเอะว่า BOJ หยุดพักการปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพียงชั่วคราวเท่านั้น และจะกลับมาเดินหน้าขึ้นดอกเบี้ยต่อไปในอนาคต แม้เศรษฐกิจญี่ปุ่นมีแนวโน้มที่จะเผชิญแรงกดดันจากมาตรการภาษีศุลกากรของประธานาธิบดีโดนัลด์ ทรัมป์ ผู้นำสหรัฐก็ตาม สะท้อนให้ห็นว่า BOJ ยังคงมองหาโอกาสที่จะปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพิ่มเติม แม้ว่าความหวังในการเจรจาข้อตกลงการค้ากับสหรัฐจะริบหรี่ลง หลังจาก ปธน.ทรัมป์ขู่ว่าจะเพิ่มภาษีสินค้านำเข้าญี่ปุ่นเป็น 35% จากแผนเดิมที่ตั้งไว้ 24% ซึ่งอาจเริ่มใช้ในสัปดาห์หน้า

ทั้งนี้ในระหว่างวันค่าเงินเยนเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบระหว่าง 143.53-143.93 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ และปิดตลาดที่ 143.85/87 เยน/ดอลลาร์สหรัฐ

สำหรับตัวเลขเศรษฐกิจสหรัฐที่สำคัญในวันนี้ ได้แก่ จำนวนผู้ขอรับสวัสดิการว่างงานรายสัปดาห์, ตัวเลขจ้างงานนอกภาคเกษตรเดือน มิ.ย., อัตราว่างงานเดือน มิ.ย., ยอดนำเข้า ยอดส่งออก และดุลการค้าเดือน พ.ค., ดัชนีผู้จัดการฝ่ายจัดซื้อ (PMI) ภาคบริการขั้นสุดท้ายเดือน มิ.ย.จาก S&P Global, ดัชนีภาคบริการเดือน มิ.ย.จากสถาบันจัดการด้านอุปทาน (ISM) และยอดสั่งซื้อภาคโรงงานเดือน พ.ค.

สำหรับอัตราป้องกันความเสี่ยง (Swap point) ภาคเช้า 1 เดือนในประเทศอยู่ที่ -7.5/-7.4 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ และอัตราป้องกันความเสี่ยงภาคเช้า 1 เดือนต่างประเทศอยู่ที่ -6.8/-5.9 สตางค์/ดอลลาร์สหรัฐ