เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

ธปท.เปิดบริการ “Tourist Wallet” หนุนนักท่องเที่ยวแลกเงินบาท-คริปโตใช้จ่ายร้านค้า

31 ก.ค. 2568 | 18:27น.
นายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ

นายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ

ธปท.เปิดบริการ “Tourist Wallet” หนุนนักท่องเที่ยวต่างชาติใช้ชำระค่าสินค้าบริการในไทยผ่านการสแกน QR Code ระบุ ผ่านการแลกเงินสกุลต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท หวังเพิ่มช่องทางรับเงินให้ร้านค้า-นักท่องเที่ยวใช้สะดวกไม่ต้องเชื่อมระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ จำกัดวงเงินไม่เกิน 5 แสนบาทต่อเดือนต่อบัญชี เผย อนาคตเล็งต่อยอดใช้คริปโตแลกใช้จ่ายได้ หลัง ก.ล.ต.กำลังเปิดรับฟังความคิดเห็น

นายณพงศ์ธวัช โพธิกิจ ผู้อำนวยการอาวุโส ฝ่ายนโยบายระบบการชำระเงินและเทคโนโลยีทางการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท.ได้มีการพัฒนาระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ (Cross Border QR Payment & Remittance) โดยเชื่อมโยงบริการชำระเงินกับ 8 ประเทศ ผ่าน 2 รูปแบบ ได้แก่ การชำระเงินผ่าน QR Code และการโอนเงินผ่านระบบพร้อมเพย์ เช่น Paynow กับประเทศสิงคโปร์ เป็นต้น และในปีนี้อยู่ระหว่างการเชื่อมโยงระบบกับจีน Union Pay ซึ่งที่ผ่านมาปริมาณธุรกรรมการชำระเงินมีจำนวนเพิ่มสูงขึ้นตามปริมาณการใช้จ่ายของนักท่องเที่ยวต่างชาติ เช่น มาเลเซีย ที่เข้ามาเที่ยวในไทยค่อนข้างสูง

ล่าสุด ธปท.ร่วมกับผู้ให้บริการเงินอิเล็กทรอนิกส์ (e-Money) ในการพัฒนา Tourist Wallet สำหรับนักท่องเที่ยวต่างชาติเพื่อใช้ชำระค่าสินค้าบริการในไทยผ่านการสแกน QR Code ได้มากขึ้น โดยเฉพาะนักท่องเที่ยวจากประเทศที่ไม่ได้เชื่อมโยงระบบการชำระเงินระหว่างประเทศ หรือ Cross Border QR Payment & Remittance นอกจาก 8 ประเทศดังกล่าว จะได้ประโยชน์จากบริการนี้ และจะมาช่วยเติมเต็มระบบที่นักท่องเที่ยวไม่สามารถใช้ระบบได้

ทั้งนี้ บริการ Tourist Wallet จะเป็นระบบอี-มันนี่ โดยผ่านการแลกเงินสกุลต่างประเทศเป็นสกุลเงินบาท และในอนาคตอาจเชื่อมกับบัตรเดบิต-บัตรเครดิตของต่างชาติได้เลย รวมทั้งจะเชื่อมต่อกับการแปลงสินทรัพย์ดิจิทัล (Digital Asset) มาเป็นเงินบาทเพื่อใช้จ่าย โดยนักท่องเที่ยวสามารถสแกนใช้จ่ายตามร้านค้าในไทยได้ นอกจากนักท่องเที่ยวสะดวกในการใช้งาน ร้านค้ายังมีช่องทางการรับชำระเงินมากขึ้นด้วย

อย่างไรก็ดี เพื่อเป็นการจำกัดความเสี่ยง และถูกนำไปใช้เป็นเครื่องมือฟอกเงินและหลอกลวงภัยทางการเงิน เช่น บัญชีม้า เป็นต้น เบื้องต้นจึงมีการจำกัดวงเงินการใช้จ่าย โดยร้านค้าที่มีเครื่องรับบัตร (Merchant QR) วงเงินจะอยู่ที่ 5 แสนบาทต่อเดือนต่อบัญชี กรณีร้านค้ารายย่อยทั่วไป วงเงินอยู่ที่ 5 หมื่นบาทต่อเดือนต่อบัญชี โดยห้ามใช้จ่ายในร้านค้าที่มีความเสี่ยงสูงที่จะถูกเป็นช่องทางการฟอกเงินตามหลักเกณฑ์ ปปง. ส่วนการถอนเงินจะทำได้เมื่อมีการปิดบัญชีเท่านั้น และไม่สามารถถอนเงินได้ตามยอดเงินสดที่เติมเงินไว้

สำหรับช่องทางการเติมเงินเข้าบัญชี นักท่องเที่ยวสามารถเติมเงินเข้า Tourist Wallet ผ่านช่องทางต่าง ๆ เช่น เงินสดที่เคาน์เตอร์ของผู้ให้บริการ ผูกกับบัตรเดบิตหรือบัตรเครดิต การโอนเงินจากบัญชีธนาคารต่างประเทศผ่านผู้ให้บริการภายใต้กำกับของ ธปท. ทั้งนี้ ขึ้นกับรูปแบบการให้บริการของผู้ให้บริการแต่ละราย

ขณะเดียวกัน สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) อยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็นเกี่ยวกับโครงการทดสอบ (Sandbox) เพื่อให้ผู้ประกอบธุรกิจสินทรัพย์ดิจิทัลภายใต้กำกับดูแล ก.ล.ต. สามารถอำนวยความสะดวกให้นักท่องเที่ยวต่างชาติแลกเปลี่ยนสินทรัพย์ดิจิทัลเป็นเงินบาท และเติมเงินบาทดังกล่าวเข้าสู่ Tourist Wallet ได้ด้วย

ทั้งนี้ ไม่ได้เป็นการนำสินทรัพย์ดิจิทัลมาใช้ชำระสินค้าบริการแต่อย่างใด

“ตอนนี้ ก.ล.ต.กำลังอยู่ระหว่างเปิดรับฟังความคิดเห็น และจะปิดรับฟังความคิดเห็นในช่วงกลางเดือน ส.ค.นี้ ซึ่งในอนาคตจะเป็นการต่อยอดให้ต่างชาติที่มีสินทรัพย์ดิจิทัล ที่มาเปิดบริการกับผู้ประกอบการสินทรัพย์ดิจิทัลในไทยสามารถแลกเป็นเงินบาท และมาเติมเงินใน Tourist Wallet เพื่อให้นักท่องเที่ยวสะดวกขึ้น โดยในเรื่องของความเสี่ยง หากเป็นต่างชาติที่เราไม่รู้จักเขาดี จะมีการยืนยันตัวตน KYC รวมถึงใช้พาสปอร์ตในการยืนยันตัวตน เบื้องต้นการใช้จะต้องแปลงเป็นเงินบาทก่อนค่อยใช้ซื้อสินค้าและบริการ”