พิชัยชี้ไทยถูกสหรัฐเก็บภาษีนำเข้า 19% ยังอยู่ในระดับแข่งขันได้ หลังจากนี้สู้กับคู่แข่งในอาเซียนด้วยเรื่องที่ไม่ใช่ภาษี แจงเปิดเสรีสินค้าเกษตรให้สหรัฐ “ข้าวโพด-เนื้อหมู-ปลานิล” มีมาตรการดูแลผลกระทบชัดเจน พร้อมวางแนวทางช่วย SME ให้ ส.อ.ท.-สภาหอฯ หนุนข้อมูล ชี้กรณีสินค้าสวมสิทธิอเมริกาใช้เกณฑ์เดียวกับเวียดนาม จัดเก็บภาษี 40% ทุกประเทศทั่วโลก
นายพิชัย ชุณวชิร รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง เปิดเผยในรายการ “กรรมการข่าว คุยนอกจอ” ถึงกรณีสหรัฐประกาศอัตราภาษีไทยที่ 19% ว่ามองว่าอัตราที่ 19% ก็อยู่ในระดับที่ไทยสามารถแข่งขันได้ จริง ๆ คาดหวังว่าถ้าได้น้อยกว่านี้ก็ดี แต่ถ้าน้อยกว่านี้ก็แปลว่า ระหว่างประเทศจะมีได้เปรียบเสียเปรียบ คนได้มากกว่าจะขายของไม่ได้ ซึ่งคาดว่าผู้ให้ต้องการให้เกาะกลุ่มกัน
“ถ้าเทียบเฉพาะคู่แข่งที่ได้เกาะกลุ่มกัน ได้อัตราภาษีเท่า ๆ กัน ก็จะแข่งกันในเรื่องที่นอกเหนือจากภาษี เท่าที่คาด เขาประกาศว่าสินค้าอะไรที่ส่งออกก่อนวันที่ 7 ส.ค. ไปถึงสหรัฐ ยังถูกเก็บ 10% อยู่ แต่ถ้าออกจากเมืองไทยหลังวันที่ 7 ส.ค. จะถูกเก็บ 19%”
ทั้งนี้ ยอมรับว่ามีการเปิดเสรี หรือให้อัตราภาษี 0% กับสินค้าจากสหรัฐมากขึ้น มีนับหมื่นรายการ แต่ส่วนใหญ่ ก็เป็นรายการที่เปิดให้ประเทศอื่น ๆ อยู่แล้ว อาทิ จีน ออสเตรเลีย รวมถึงประเทศอื่น ๆ เพียงแต่ที่ผ่านมายังไม่ได้เปิดให้สหรัฐ ขณะเดียวกันก็มีบางรายการที่เป็นสินค้าที่สหรัฐไม่มีส่งออกอยู่แล้ว ก็เสนอให้ไป เพื่อให้เห็นว่าไทยเปิดให้หลายรายการมากขึ้น ซึ่งการเปิดให้สหรัฐก็เป็นการเพิ่มผู้เล่นเข้ามาแข่งขันมากขึ้นอีกราย
โดยรายการที่เปิดให้ มีทั้งของที่ไทยผลิตในประเทศไม่ได้ ซึ่งตรงนี้ไม่ได้มีปัญหา แต่ถ้าเป็นของที่ไทยผลิตได้ แต่ไม่เพียงพอ ส่วนที่เข้ามา ถ้าต้นทุนสหรัฐถูกกว่า จะกระทบผู้ผลิตในประเทศ ดังนั้นจึงมีเงื่อนไขที่คำนึงถึงสิ่งเหล่านี้ด้วย
“การที่ดูว่ามีรายการสินค้าเป็นหมื่นรายการ ส่วนสินค้าที่เราซื้อจากทั่วโลก แต่สหรัฐไม่มี เราก็เสนอให้เขา เพื่อให้ดูว่าเราเสนอรายการที่มากขึ้น เช่น ลำไย เป็นต้น โดยหลายตัวที่เราให้ 0% บางตัวเราขอเวลา เช่น ขอเวลา 5 ปี ปรับตัวก่อนเป็น 0% ได้ไหม ของบางอย่างเราผลิตได้ส่วนหนึ่ง ต้องนำเข้าส่วนหนึ่ง ถ้าปล่อยเข้าเสรีเลย คงไม่ได้ ขอเป็นโควตาได้ไหม ไม่ให้เข้ามาเกินที่เราต้องการ เราขาดเท่าไหร่ ก็บริหารจัดการนำเข้ามาเท่านั้น”
สำหรับกรณีปลานิล คิดว่าเปิดได้ เพราะสินค้าส่วนใหญ่ที่สหรัฐส่งออกจะเป็นแปรรูป และราคาต่างกันมาก ต้นทุนสหรัฐสูงกว่าของไทย ซึ่งเปิดไปก็เชื่อว่าสหรัฐคงไม่ส่งเข้ามา ดังนั้น ยืนยันว่าคนเลี้ยงไม่ต้องกลัว
ขณะที่ข้าวโพด ปัจจุบันไทยผลิต และมีการนำเข้าจากเมียนมา ลาว กัมพูชา ซึ่งสิ่งที่ให้สหรัฐ ก็คือ ได้คุยกับผู้ผลิตแล้วว่าของไม่พอ และไม่สามารถหาได้อีก โดยหากนำเข้าเพิ่มได้ ผู้ประกอบการจะเพิ่มกำลังการผลิตได้อีก 30% แปลว่าที่ใช้อยู่วันนี้ประมาณ 10 ล้านตัน สามารถเพิ่มเป็น 13 ล้านตันได้ ตรงนี้มีช่องว่าง และผู้ประกอบการไทยครองตลาดอยู่
“ได้คุยกับผู้ประกอบการว่า ถ้ามีปล่อยให้เข้ามา เขาสามารถผลิตได้มากกว่า 10 ล้านตัน โดยเขาเตรียมโรงงานไว้พร้อมแล้ว แต่วันนี้ที่เขายังไม่ได้ขาย ก็เพราะว่าวัตถุดิบไม่พอ”
ส่วนที่เกษตรกรกลัว ก็เพราะราคาข้าวโพดในประเทศ ต้นทุนจะแพงกว่าที่มาจากสหรัฐ ซึ่งจะใช้ระบบโควตา ไม่ใช่นำเข้าอย่างเสรี โดยการนำเข้าจากเพื่อนบ้านก็อาจจะลดลงบางส่วน เนื่องจากไทยก็ไม่อยากรับซื้อ ถ้ามีการเผา เพราะจะมี PM 2.5
“การคุ้มครองเกษตรกร ก็คือ เมื่อเรารู้อยู่แล้วว่า ใช้อยู่ 10 ล้านตัน หรืออีกหน่อยจะเป็น 13 ล้านตัน ซึ่งเราปลูกอยู่ 5 ล้านตัน ดังนั้นผู้ซื้อรายใหญ่ ๆ ที่มีอยู่ไม่กี่ราย ตกลงกันว่าจะซื้อของไทยให้หมดก่อน ในราคาของไทย และซื้อจากเพื่อนบ้านบางส่วน ส่วนของสหรัฐก็จะรับในส่วนที่เหลือ ทั้งนี้ ได้คุยกับผู้ประกอบการส่วนสัดส่วนที่์ซื้อจากสหรัฐ ต้องตกลงแบ่งกัน เพราะจะถูกกว่าของเพื่อนบ้าน อย่างไรก็ดี ระยะยาว ในประเทศก็ต้องเพิ่มผลผลิตต่อไร่ให้มากขึ้น”
ด้านเนื้อหมู เปิดให้แต่กำหนดกฎเกณฑ์และมาตรการทำให้นำเข้ามายาก เพราะจะกระทบเกษตรกรจำนวนมาก หากจะเปิด ก็เปิดให้น้อยมาก อาจจะแค่ 1% หรือไม่ถึง 1% จากที่เราบริโภค 100% ขณะเดียวกันก็ต้องตรวจที่มาของหมูด้วย โรงงานไหนจะนำมาขาย จะไปตรวจที่ต้นทาง และ ต้องดูความต้องการของผู้บริโภคด้วย
“จะคุยกันต่อไป ถ้าจะเปิด คือจะเปิดต่ำมาก ๆ ของเดิมเราไม่ได้เปิด ถ้าอยากจะเปิด ก็ลองตลาดก่อน ว่าจะมีคนซื้อไหม ส่วนเครื่องใน เราไม่เปิดให้แน่นอน ไม่ยอม”
ขณะที่ในส่วนสินค้าพลังงาน กับปิโตรเคมี วันนี้ไทยนำเข้าน้ำมันกว่า 90% ก็จะโฟกัสซื้อจากสหรัฐมากขึ้น จากปกติที่ซื้อจากทั่วโลกอยู่แล้ว โดยอาจจะซื้อ 10% จากสหรัฐ หรือประมาณ 1.2 แสนบาร์เรล อย่างก๊าซธรรมชาติ ที่ปกติซื้อจากตะวันออกกลาง และยังมีสัญญาอยู่ ถ้าจะซื้อจากสหรัฐ ก็จะทยอย แต่ก็ขึ้นกับราคา ต้นทุนด้วย ซึ่งก็พบว่าต้นทุนของสหรัฐถูกกว่าด้วย และ ปัจจุบันพร้อมส่งออก
“ตอนนี้ก๊าซ สัญญาแรก เซ็นไปแล้ว 1 ล้านตัน จากใน 15 ล้านตันที่เรานำเข้า ส่งปีหน้าแล้ว ซึ่งจะถูกกว่า แล้วจะมีผลทำให้ค่าไฟในไทยถูกลงด้วย”
ส่วนเครื่องบิน ก็เป็นสิ่งที่ประเทศไทยอยากได้อยู่แล้ว โดยดูแล้วว่าทางสายการบินแห่งชาติ ต้องการซื้อโบอิ้ง ก็จะทยอยซื้อใน 5-10 ปี ซึ่งเราต้องการเครื่องบินประมาณ 100 เครื่อง
ด้านสินค้าอุตสาหกรรมบางรายการ อย่างสินค้าอิเล็กทรอนิกส์ สหรัฐมีการลงทุนในไทยแล้วส่งไปสหรัฐ อย่างฮาร์ดดิสก์ไดร์ฟ ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งที่ไทยได้เปรียบดุลการค้าสหรัฐอยู่กว่า 3 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ประมาณ 30% หรือ 1 หมื่นล้านเหรียญ คือบริษัทสหรัฐที่มาลงทุนในไทยแล้วส่งไปสหรัฐ หากย้ายฐานจะเป็นผลเสียกับสหรัฐมากกว่า ดังนั้นกลุ่มนี้จะยังอยู่กับไทย
“บริษัทเหล่านี้ได้มีการคุยกัน เขาอยากให้ย้ายฐาน แต่ผู้ประกอบการในประเทศได้มาคุยกับเราแล้วว่า แทบจะเป็นไปไม่ได้เลยที่จะย้ายฐาน ฉะนั้นเขาก็ขอไปคุยกับทางโน้น เข้าใจว่าน่าจะได้รับการตอบรับ เพราะการมาทำสิ่งเหล่านี้ ทำชิป ทำอะไร ต้องการช่างฝีมือ ไม่ใช่ฝึกกันไม่กี่ปี แต่เราฝึกกันมาต่อเนื่องหลายปี เรามีประมาณแสนกว่าคน”
นายพิชัยกล่าวอีกว่า นอกจากนี้ ก็ต้องแก้อุปสรรคทางการค้าที่ไม่ใช่ภาษี ซึ่งเป็นเรื่องที่จะต้องทำอยู่แล้ว เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน โดยยอมรับว่า ที่เจรจายาก เป็นเรื่องที่ไม่เกี่ยวกับอัตราภาษี
ขณะที่การป้องกันสินค้าสวมสิทธิ์ ซึ่งเป็นสิ่งที่สหรัฐไม่อยากเห็น ขณะนี้ยังตกลงกันไม่ได้ในเรื่องสัดส่วนว่าต้องผลิตในประเทศกี่เปอร์เซ็นต์ แต่เชื่อว่า ต้องมากกว่า 40% แน่นอน โดยหากเข้าเกณฑ์สวมสิทธิก็จะโดนภาษี 40% ออนท็อป จากอัตราที่สหรัฐเก็บอยู่แล้ว จะใช้เกณฑ์เดียวกันทั่วโลกเหมือนเวียดนาม
“วันนี้ ผมบอกให้กรมศุลกากรไทย ทำการบ้านกับกรมศุลฯสหรัฐเลย ว่าสินค้าที่เข้าข่ายสวมสิทธิ์มีใครบ้าง อยู่ที่ไหน อย่างไร แล้วเราก็กำหนดกฎเกณฑ์ ซึ่งผู้ส่งออกต้องมีเอกสารแสดงต้นกำเนิดสินค้า โดยจะเข้มงวดเรื่องการออกใบรับรอง ต้องมีขอตรวจโรงงาน แล้วการขออนุญาตต้องมาที่กระทรวงพาณิชย์ จากเดิมที่ออกได้ทั่วประเทศ เชื่อว่าสินค้าสวมสิทธิ์จะหายไปอย่างมีนัยสำคัญ”
สำหรับมาตรการเยียวยา มองผลกระทบ มี 2 ระยะ ระยะแรก คือ ก่อนที่จะรู้อัตราภาษีที่ชัดเจน ซึ่งช่วง 2 เดือน ก่อน ส.ค. มีการชะลอส่งออก เพราะไม่รู้จะส่งออกไปแล้วเสียภาษีเท่าไหร่ ดังนั้นช่วงดังกล่าวผู้ประกอบการจะขาดเงินสด จึงให้มีการให้ซอฟต์โลนไปช่วยชั่วคราว สอง คือ ระยะถัดไป ที่ต้องมีการปรับตัวเพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน ซึ่งตรงนี้มีกองทุนเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันอยู่
“ได้คุยกับสภาหอการค้ากับสภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย ให้ไปช่วยเก็บข้อมูล แยกเป็นรายเซ็กเมนต์ แต่ละกลุ่ม ว่าสู้ไม่ได้ตรงไหน ใครต้องการจะสู้ตรงไหน ซึ่งการสู้มี 2 วิธี คือ หนึ่ง ต้องการเงินลงทุนเพื่อปรับปรุงเครื่องจักรให้เป็นดิจิทัลมากขึ้น ทำงานเร็วขึ้น และสอง แมตชิ่งธุรกิจ อย่างซัพพลายเชน รถยนต์ไฟฟ้า (อีวี) เป็นต้น”
นายพิชัยกล่าวด้วยว่า ในแง่การขยายตัวของเศรษฐกิจนั้น ถือว่าไทยยังรักษาความไม่เสียเปรียบไว้ได้ มีแค่สะดุดช่วง 3-4 เดือน ซึ่งต้องดูภายใต้โครงสร้างเศรษฐกิจเดิมที่รอการเปลี่ยนแปลงอยู่จะทำได้ดีแค่ไหน โดยแต่เดิมเคยประเมินว่าศักยภาพเศรษฐกิจไทยจะเติบโตได้ประมาณ 3% ซึ่งทำได้ระดับนี้มาหลายไตรมาส แม้กระทั่งไตรมาส 2 ก็คาดว่าจะได้ประมาณนี้ ส่วนระยะยาว ก็ขึ้นกับว่าจะปรับเปลี่ยนมาใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ได้แค่ไหน ซึ่งที่ผ่านมาประเมินว่า จะทำได้ 2% หรือต่ำกว่า
“วันนี้ ก็มองไปแล้ว ตอนยังไม่รู้ว่า จะถูกเก็บภาษี 19% ก็ประเมินปีนี้ทั้งปีจะโตได้ 2.2% แต่ส่วนตัวมองว่า ถ้ามีแผนปรับชัดเจน เดินไปข้างหน้าชัดเจน ซึ่งจริง ๆ ไม่มีทรัมป์ก็ต้องทำ เพราะประเทศไทยมีปัญหาเชิงโครงสร้าง ทำให้คนมาลงทุนไม่สะดวก การลงทุนช่วง 20 ปีต่ำลงไปมาก แค่ 20% ของจีดีพีเอง ควรจะ 30-35% ก็ต้องทำให้เกิดการลงทุนให้ได้ ความสะดวกต้องไหลลื่น แล้วก็เปลี่ยนการลงทุนประเภทใหม่เข้ามา และเพิ่มซัพพลายเชนให้เป็นของไทยมากขึ้น”