“แอตต้า” เดินสายปลุกมู้ดนักท่องเที่ยวจีน นำทัพโรงแรม บริษัททัวร์ แหล่งท่องเที่ยวไทยโรดโชว์เมืองจีน เจาะ 3 เมืองเศรษฐกิจใหม่ฝั่งตะวันตก “ฉงชิ่ง-หลานโจว-หางโจว” เผยตลาดมีศักยภาพสูง GDP โตสูงกว่าค่าเฉลี่ยประเทศ ตัวเลขนักท่องเที่ยวเอาต์บาวนด์เติบโตต่อเนื่อง มีเที่ยวบินบินตรงเข้าไทย ททท.ทุ่มอัดฉีด “ชาร์เตอร์ไฟลต์-กลุ่มอินเทนซีฟ” ปั๊มตัวเลขช่วงครึ่งปีหลัง พร้อมออกมาตรการกระตุ้นอีกเพียบตั้งแต่ ก.ย.-สิ้นปี มั่นใจปีนี้มีนักท่องเที่ยวจีนเที่ยวไทยไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน
นายธนพล ชีวรัตนพร นายกสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) หรือแอตต้า เปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตั้งแต่รัฐบาลโดยกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา และการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดงาน “สวัสดี หนีห่าว” เมื่อเดือนพฤษภาคมที่ผ่านมา พบว่า ปัจจุบันมีจำนวนเฉลี่ยเกินราว 13,000-15,000 คนต่อวัน สอดรับกับนักท่องเที่ยวที่เดินทางเป็นกรุ๊ปและใช้บริการของสมาคมแอตต้า ณ ท่าอากาศยานสุวรรณภูมิและดอนเมือง เดือนกรกฎาคมนี้เพิ่มขึ้นราว 20%
ทั้งนี้ เนื่องจากความเชื่อมั่นของนักท่องเที่ยวจีนมีสัญญาณดีขึ้น ประกอบกับเริ่มเข้าสู่ช่วงฤดูการเดินทางของนักท่องเที่ยวจีนที่จะออกเดินทางเพิ่มขึ้นในช่วงโรงเรียนปิดเทอมเดือนกรกฎาคม ดังนั้นเพื่อให้ตลาดจีนกลับมาฟื้นตัวอย่างแข็งแรง สมาคมแอตต้าจึงได้ร่วมกับการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) จัดกิจกรรมส่งเสริมการขาย (โรดโชว์) ภายใต้ชื่อ “TAT & ATTA Roadshow to China 2025” ระหว่างวันที่ 27 กรกฎาคม-2 สิงหาคม 2568
โดยปีนี้จัดขึ้นใน 3 เมืองใหญ่ทางฝั่งตะวันตกของสาธารณรัฐประชาชนจีน ได้แก่ ฉงชิ่ง เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงใต้ เมื่อวันที่ 28 กรกฎาคม 2568 ต่อด้วยหลานโจว เมืองทางภาคตะวันตกเฉียงเหนือ ซึ่งเป็นเมืองหลวงและเมืองที่ใหญ่ที่สุดของมณฑลกานซู่ เมื่อวันที่ 30 กรกฎาคม 2568 และหางโจว เมืองหลวงของมณฑลเจ้อเจียง เมื่อวันที่ 1 สิงหาคม 2568 ตามลำดับ
“ครั้งนี้มีผู้ประกอบการทั้งโรงแรม บริษัทนำเที่ยว และแหล่งท่องเที่ยว หรือ Buyer จากประเทศเข้าร่วมจำนวน 50 บริษัท ซึ่งทุกเมืองได้รับการตอบรับที่ดีจากผู้ประกอบการนำเที่ยว หรือ Seller ในจีน และเข้าร่วมมากกว่า 300 รายต่อเมือง” นายธนพลกล่าว

เจาะ 3 เมือง ศก.-มีไฟลต์บิน
ดร.อดิษฐ์ ชัยรัตนานนท์ เลขาธิการสมาคมไทยธุรกิจการท่องเที่ยว (ATTA) กล่าวเสริมว่า เหตุผลที่สมาคมแอตต้าเลือกจัดโรดโชว์ใน 3 เมืองนี้ เนื่องจากเมืองฉงชิ่งเป็นเมืองในเขตตะวันตกเฉียงใต้ที่มีเศรษฐกิจดีที่สุด และเป็นเขตเศรษฐกิจที่รัฐบาลจีนให้ความสำคัญ มีประชากรกว่า 30 ล้านคน นอกจากนี้ยังเป็นเมืองที่มีความเจริญด้านการท่องเที่ยวสูง ขณะที่ประชาชนในเมืองนี้ยังเป็นแฟนพันธุ์แท้ประเทศไทยด้วย เนื่องจากไม่มีทะเล
ส่วนเมืองหลานโจวเป็นเขตเมืองในตะวันตกเฉียงเหนือ มีประชากรกว่า 3 ล้านคน เป็นเขตเมืองที่กำลังเติบโตและมีอุตสาหกรรมด้านพลังงานใหม่ เช่น พลังงานสีเขียว น้ำมัน เหมืองแร่ ฯลฯ ซึ่งกำลังพัฒนาให้เป็นแหล่งเศรษฐีใหม่ ที่สำคัญในช่วงหน้าหนาวจะมีอุณหภูมิติดลบ 15-25 องศา ประชากรต้องออกเดินทางไปต่างประเทศ หรือไปเที่ยวในเมืองอื่นของจีน
“ปกติประชาชนในโซนนี้จะนิยมไปเที่ยวเกาะไหหลำ แต่ไหหลำค่าใช้จ่ายจะแพงกว่าเมืองไทยมาก ไม่เพียงเท่านี้ ตอนนี้เมืองหลานโจวเองก็เริ่มมีเครื่องบินที่ให้บริการบินตรง รวมถึงชาร์เตอร์ไฟลต์มากขึ้นเรื่อย ๆ จึงถือเป็นเมืองเทียร์ 2 เทียร์ 3 ที่เป็นเป้าหมายสำคัญ” ดร.อดิษฐ์กล่าวและว่า
ส่วนเมืองหางโจวนั้นเป็นเมืองที่ประชากรราว 10 ล้านคน และนิยมออกเดินทางเที่ยวต่างประเทศ โดยในครึ่งปีแรกของปีนี้พบว่าตัวเลขเอาต์บาวนด์เติบโตถึง 30% ขณะเดียวกันก็เป็นเมืองยอดนิยมของคนไทยและคนจีนที่มีการเดินทางระหว่างกัน
“ทั้ง 3 เมืองนี้เป็นเมืองระดับ 2 ที่เป็นเป้าหมายหลัก ประชากรนิยมท่องเที่ยวประเทศไทย จึงเชื่อว่าเป็นตลาดที่ประเทศไทยยังมีโอกาสค่อนข้างมาก” ดร.อดิษฐ์กล่าว
ออกพาสปอร์ตใหม่ 21 ล้านเล่ม
ดร.อดิษฐ์กล่าวด้วยว่า ปัจจัยบวกสำคัญอีกเรื่องสำหรับตลาดจีนในปีนี้คือ รัฐบาลจีนมีนโยบายออกพาสปอร์ตใหม่ให้ประชาชนประมาณ 21 ล้านเล่ม ซึ่งเมืองเหล่านี้น่าจะมีสัดส่วนใหญ่ที่มีพาสปอร์ตใหม่ และทำให้ประเทศไทยมีโอกาสต้อนรับนักท่องเที่ยวที่ออกเดินทางครั้งแรก (First Visit) ตามเป้าหมายของภาคการท่องเที่ยวไทยด้วย ขณะเดียวกันยังมีความสะดวกในการเดินทาง เนื่องจากทั้ง 3 เมืองมีสายการบินให้บริการเส้นทางบินตรงเข้าประเทศไทยจำนวนมาก
เมื่อบวกกับนโยบายรัฐบาลของไทยที่มีมาตรการสนับสนุนสายการบินเช่าเหมาลำ (ชาร์เตอร์ไฟลต์) จำนวน 350,000 บาทต่อเที่ยวบิน รวมจำนวน 1,000 เที่ยวบิน และมาตรการสนับสนุนนักท่องเที่ยวกลุ่มท่องเที่ยวเพื่อเป็นรางวัล หรือกลุ่ม Incentive จำนวน 1,000 บาทต่อคน หากพักตั้งแต่ 4 คืนขึ้นไป ทำให้เชื่อมั่นว่าแผนการจัดโรดโชว์ของสมาคมแอตต้าและ ททท.ในครั้งนี้ได้รับการตอบรับที่ชัดเจนยิ่งขึ้น
“เราคาดว่าอย่างน้อยในช่วงไตรมาสสุดท้ายของปีนี้น่าจะเห็นตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนกลับมาอย่างชัดเจน รวมทั้งเห็นการกลับมาของนักเดินทางกลุ่มกรุ๊ปทัวร์มีสัดส่วนสักประมาณ 30% ของตลาดรวม จากที่ผ่านมาลดลงไปเหลือเพียงแค่ประมาณ 20% แน่นอนว่าเมื่อตัวเลขกรุ๊ปทัวร์เพิ่มขึ้น นักท่องเที่ยวกลุ่มเอฟไอทีก็จะมีจำนวนเพิ่มมากขึ้นเช่นกัน จึงคาดว่าจำนวนนักท่องเที่ยวจีนปีนี้น่าจะได้ไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน” ดร.อดิษฐ์กล่าว

อัดมาตรการกระตุ้นยาวถึงสิ้นปี
ด้านนางสาวฐาปนีย์ เกียรติไพบูลย์ ผู้ว่าการการท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) กล่าวว่า นอกจากโครงการ “TAT & ATTA Roadshow to China 2025” ร่วมกับทางสมาคมแอตต้าแล้ว ททท.ยังมีแผนขับเคลื่อนตลาดจีนผ่านโครงการ “Nihao Month” ในเดือนกันยายน ลากยาวถึงสิ้นปี 2568 เพื่อให้สิทธิประโยชน์เพิ่มเติมสำหรับนักท่องเที่ยวที่ถือพาสปอร์ตจีน
รวมถึงโครงการ “Thailand Summer Blast” สำหรับส่งเสริมตลาดการขาย และเป็นอีกหนึ่งกลไกสร้างพลังขับเคลื่อนธุรกิจให้ผู้ประกอบการไทยและจีน โดยจะนำร่องด้วย 3 กิจกรรม ประกอบด้วย 1.จัดเที่ยวบินเช่าเหมาลำ โดยร่วมกับสายการบินทำแพ็กเกจขายในเมืองเป้าหมาย 2.ส่งเสริมการขาย (Joint Promotion) ร่วมกับผู้ประกอบการทั้งโรงแรม ร้านอาหาร ห้างสรรพสินค้า ฯลฯ ในช่วง 4 เดือนสุดท้ายของปี (กันยายน-ธันวาคม)
และ 3.จัดทำแผนการจูงใจหรือให้สิ่งตอบแทนพิเศษสำหรับนักท่องเที่ยวกลุ่มอินเทนซีฟ (Incentive Trip) เพื่อเจาะกลุ่มประชุมสัมมนาและท่องเที่ยวแคมป์ฤดูร้อน (Summer Camp)
มั่นใจปีนี้ นทท.จีนเกิน 5 ล้านคน
นางสาวฐาปนีย์กล่าวด้วยว่า ปัจจุบันรัฐบาลให้ความสำคัญกับตลาดนักท่องเที่ยวจีนเป็นอย่างมาก โดยล่าสุดได้เปิดช่องทางพิเศษสำหรับเข้าเมือง ณ ท่าอากาศยานหลัก 4 แห่ง ได้แก่ สุวรรณภูมิ ดอนเมือง ภูเก็ต และเชียงใหม่ เพื่อให้นักท่องเที่ยวจีนได้รับความสะดวกมากยิ่งขึ้น
นอกจากนี้ ยังร่วมกับสมาคมโรงแรมไทยออกตราสัญลักษณ์ Thailand Trusted เพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้นักท่องเที่ยวจีน โดยโรงแรมที่มีตราสัญลักษณ์ดังกล่าวจะการันตีว่ามีระบบการติดตั้งกล้อง CCTV มีบริการภาษาจีน มีระบบการบริการขนส่งที่มีมาตรฐาน ฯลฯ
“เชื่อว่าจากแผนการขับเคลื่อนดังกล่าวข้างต้น จะสามารถช่วยฟื้นตลาดนักท่องเที่ยวจีนได้อย่างชัดเจน และเชื่อว่าปีนี้ประเทศไทยจะมีตัวเลขนักท่องเที่ยวจีนรวมไม่ต่ำกว่า 5 ล้านคน” นางสาวฐาปนีย์กล่าว