เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

การขับนักการทูตออกนอกประเทศ ในกรณีความขัดแย้งไทย-กัมพูชา 2568

06 ส.ค. 2568 | 09:09น.

คอลัมน์​ :SD TALK 
ผู้เขียน : ฐานุวัชร์ รินนานนท์ 
รองคณบดีฝ่ายกิจการนักศึกษา คณะการทูตและการต่างประเทศ มหาวิทยาลัยรังสิต

การขับนักการทูตออกนอกประเทศถือเป็นเครื่องมือทางการทูตที่สำคัญอย่างหนึ่งในการสะท้อนให้เห็นระดับความสัมพันธ์ของรัฐ (แต่ไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์อย่างเป็นทางการ ซึ่งจะถือเป็นอีกกรณีหนึ่ง ไม่ใช่รูปแบบเดียวกัน อย่าเข้าใจสับสนระหว่างกัน) ที่แสดงความไม่พึงพอใจของรัฐผู้รับในประเด็นต่าง ๆ

ซึ่งเรื่องนี้เป็นไปตามหลักอนุสัญญาเจนีวาว่าด้วยความสัมพันธ์ทางการทูต ค.ศ. 1961 มาตราที่ 9 ว่าด้วยเรื่องของ PERSONAL NON GRATA (บุคคลผู้ไม่พึงประสงค์)

ย่อยให้ง่าย ก็คือ อนุสัญญานี้ได้เปิดช่องให้รัฐผู้รับสามารถประกาศบุคคลที่ไม่พึงปรารถนา แก่รัฐผู้ส่งเมื่อไหร่ เวลาไหนก็ได้ โดยไม่ต้องแจ้งเหตุผลก็ได้

กล่าวคือในแง่หลักการ เราจะไม่ใช้คำว่า “เนรเทศ (Deport)” หรือ “ขับไล่ (Expel)” นักการทูตออกจากประเทศ เพราะจะเป็นอีกคนละกรณีกัน

เป็นบริบทสำคัญอย่างมากในทางการทูต ต้องระมัดระวังเป็นพิเศษ

ซึ่งจากข้างต้น จะเห็นได้ว่าการประกาศบุคคลไม่พึงประสงค์จึงเป็นเครื่องมือในการดำเนินการทางการทูตระหว่างกัน เพื่อที่จะแสดงให้เห็นถึงสัญญะ ว่า “ระดับความสัมพันธ์ระหว่างรัฐที่ขัดแย้งนั้น มีความขัดแย้งในระดับที่เข้มข้นมากยิ่งขึ้น”

ตามหลักการนี้ ในกรณีไทยประกาศให้เอกอัครราชทูตกัมพูชากลับประเทศ จึงเป็นไปตามลักษณะมาตรา 9 นี้

เพื่อแสดงความไม่พึงพอใจในระดับที่สูงขึ้นของไทย ต่อกรณีที่ทหารไทยเหยียบกับระเบิดจนเป็นเหตุให้ขาขาดเป็นรายที่ 2

แต่หากถามว่าในอนาคตทั้ง 2 ประเทศจะกลับมาส่งนักการทูตประจำการระหว่างกันได้อีกไหม

ก็ยังสามารถทำได้โดยขึ้นอยู่กับสถานการณ์และการเจรจา

แต่หากถามว่าตอนนี้ไทยกับกัมพูชาตัดขาดความสัมพันธ์ระหว่างกันเลยหรือไม่

ยังไม่ใช่การตัดความสัมพันธ์ระหว่างกัน เพียงแต่เป็นการลดระดับความสัมพันธ์ทางการทูตลงเท่านั้น

ซึ่งก็ต้องตามติดท่าทีกันต่อไป

ซึ่งล่าสุดทางฝ่ายกัมพูชาก็ประกาศลดระดับความสัมพันธ์ลงโดยการขับนักการทูตของไทยออกนอกประเทศในลักษณะเดียวกัน แม้ว่าฝ่ายไทยจะดำเนินการเรียกทูตกลับประเทศมาก่อนหน้านี้แล้ว

เหตุการณ์ต่อจากนี้ ก็คงต้องพิจารณาต่อว่า ทั้ง 2 ฝ่ายจะดำเนินการอย่างไรกันต่อ อาจเป็นในรูปแบบ ทวิภาคี (ไทยอยากจะใช้แนวทางนี้มาเสมอผ่าน JBC) หรือรูปแบบพหุภาคี

ทั้งนี้ เหตุการณ์เริ่มทวีความรุนแรงมากยิ่งขึ้น เพราะเริ่มมีการปะทะระหว่างทหารของ 2 ฝ่ายในพื้นที่ชายแดน ซึ่งหมายความว่าสถานการณ์ขยายจากด้านการทูตไปด้านการทหารมากยิ่งขึ้น

แต่อย่างไรก็ตาม เครื่องมือทางการทูตก็ยังคงสำคัญเสมอ เพราะเป็นการหลีกเลี่ยงการใช้ความรุนแรง เป็นสิ่งที่ประชาคมโลกพยายามประคับประคองไม่ให้เกิดภาวะสงคราม

ซึ่งไทยเองพยายามใช้การทูตนำอยู่เสมอ (จนหลายฝ่ายอาจมองว่าเชื่องช้า)

ซึ่งก็อาจจะจริงในสถานการณ์ที่อีกฝ่ายใช้การเมืองนำ ทำให้ไทยเพลี่ยงพล้ำได้สูงกว่า

จึงควรต้องปรับนโยบายให้แม่นยำ ใช้การทูตนำ แต่ก็ต้องรวดเร็ว และสื่อสารในหลายมิติมากขึ้น