Skip to content

ภาษีทรัมป์ เขย่าโรงงานอาหารสัตว์ 0% ข้าวโพด-กากถั่วนำเข้าแบบมีเงื่อนไข

09 ส.ค. 2568 | 06:45น.
ภาษีทรัมป์ เขย่าโรงงานอาหารสัตว์ 0% ข้าวโพด-กากถั่วนำเข้าแบบมีเงื่อนไข

หนึ่งในรายการที่ฝ่ายไทยจะต้องแลกกับการลดภาษีตอบโต้ (Reciprocal Tariffs) ของสหรัฐจากเดิมที่ 36% ลงเหลือ 19% มีผลบังคับใช้ในปัจจุบันก็คือ การลดภาษีเหลือ 0% เพื่อเปิดให้นำเข้า ข้าวโพด และกากถั่วเหลือง จากสหรัฐ ซึ่งเป็นวัตถุดิบสำคัญในอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ของประเทศไทย จากเดิมที่ยังมีการเก็บภาษีอยู่ 2% และมีกฎระเบียบที่ผูกพันการนำเข้าภายใต้ WTO รวมถึงการนำเข้าภายใต้ความตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ส่งผลให้นโยบายและมาตรการในการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ตั้งแต่ปี 2569 จะต้องมีการปรับเปลี่ยน จากปัจจัยที่จะต้องเปิดตลาดสินค้าเกษตรให้กับสหรัฐ โดยการเปลี่ยนแปลงที่จะเกิดขึ้นจากมาตรการภาษีนี้จะมีผลไปถึงราคาสินค้าเนื้อสัตว์ภายในประเทศจะปรับลดลงหรือไม่ จากต้นทุนอาหารสัตว์ที่ถูกลง

เปิดนำเข้าข้าวโพด-กากถั่ว

สมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย ได้ประมาณการการผลิตอาหารสัตว์ในปี 2568 ไว้ที่ 21.8 ล้านตัน โดยมีสัดส่วนการใช้วัตถุดิบอาหารสัตว์ในกลุ่มพลังงาน ได้แก่ ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ผลิตภัณฑ์ข้าว มันสำปะหลัง และข้าวสาลี คิดเป็นสัดส่วน 60% ของการผลิตอาหารสัตว์ทั้งหมด ส่วนที่เหลืออีก 31% ที่เป็นวัตถุดิบโปรตีน ได้แก่ กากถั่วเหลือง และปลาป่น โดยการผลิตอาหารสัตว์ 21.8 ล้านตันนี้ โรงงานอาหารสัตว์มีความต้องการใช้ข้าวโพดประมาณ 9.201 ล้านตัน

ขณะที่ผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศมีประมาณ 4.59 ล้านตัน (ปี 2567/2568) ส่วนความต้องการใช้ กากถั่วเหลือง อยู่ที่ประมาณ 4.6-4.7 ล้านตัน แบ่งเป็นกากถั่วเหลืองที่ได้จากเมล็ดถั่วเหลืองนำเข้า 2.2 ล้านตัน กับกากถั่วเหลืองที่ผลิตจากเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศ 0.012-0.010 ล้านตัน นั่นหมายความว่าจะต้องมีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ ปีละ 4.59 ล้านตัน กับการนำเข้ากากถั่วเหลือง 2.437 ล้านตัน (ประมาณการปี 2569)

ดังนั้น ความต้องการวัตถุดิบอาหารสัตว์ราคาถูกเพื่อตอบสนองปริมาณผลผลิตภายในประเทศที่ไม่สามารถผลิตได้ จึงแปรเปลี่ยนกลายมาเป็น “ข้อเสนอ” สำคัญของคณะเจรจาฝ่ายไทยในการเจรจากับสหรัฐในอันที่จะลดภาษีตอบโต้ทางการค้าลง

ภายใต้โจทย์ที่ว่า เมื่อลดภาษีนำเข้าข้าวโพด-กากถั่วเหลืองลงเหลือ 0% หรือเปิดให้มีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ประเภทอื่น (กากข้าวโพด-ข้าวสาลี) ด้วยการลดข้อจำกัดในการนำเข้าลง รัฐบาลจะต้องกำหนดมาตรการในการดูแลเกษตรกรโดยเฉพาะอย่างยิ่ง เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ อย่างไร ไม่ให้ราคาผลผลิตข้าวโพดภายในประเทศตกลง หรือการถูกกดราคารับซื้อจากการนำเข้าวัตถุดิบที่มีราคาถูกกว่าจากสหรัฐ

3 ต่อ 1 ปกป้องชาวไร่ข้าวโพด

นายพรศิลป์ พัชรินทร์ตนะกุล นายกสมาคมผู้ผลิตอาหารสัตว์ไทย และเลขาธิการสมาพันธ์ปศุสัตว์ไทย กล่าวว่า การที่ประเทศไทยถูกเรียกเก็บภาษีตอบโต้ในอัตรา 19% นั้น หนึ่งในเงื่อนไขสำคัญที่ทำให้อัตราภาษีตอบโต้ของไทยต่ำลง และแข่งขันได้จากอัตราเดิมที่กำหนดไว้ที่ 36% ก็คือ รัฐบาลไทยยอมให้มีการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ กับกากถั่วเหลืองจากสหรัฐ ภาษีนำเข้า 0% โดยในรายละเอียดที่รับรู้ข้อมูลในเบื้องต้นนั้น ไทยจะนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐประมาณ 3 ล้านตัน ในขณะที่กากถั่วเหลืองก็มีการกำหนดปริมาณนำเข้าไว้ที่ประมาณ 3 ล้านตันเช่นกัน

ในกรณีของข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ จะมี “เงื่อนไข” ในการนำเข้า 2 ระบบ คือ ระบบการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ภายใต้มาตรการ 3 ต่อ 1 ซึ่งเดิมใช้กับการนำเข้า ข้าวสาลี (ซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน นำเข้าข้าวสาลีได้ 1 ส่วน) ก็จะปรับมาใช้กับข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ของสหรัฐ ซึ่งกำหนดนำเข้าประมาณ 1.6 ล้านตัน

โดยเอกชนที่นำเข้านั้นจะต้องรับซื้อข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ในประเทศ 3 ส่วน และนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์จากสหรัฐ 1 ส่วนแทน ส่วนปริมาณข้าวโพดที่เหลืออีกประมาณ 1.5 ล้านจะมีการกำหนดให้ผู้ประกอบการอาหารสัตว์ ซึ่งอยู่เป็นสมาชิกสมาคมประมาณ 51 ราย ทำการจัดสรร “โควตานำเข้า” ซึ่งขณะนี้อยู่ระหว่างการพิจารณาและหารือว่า รายใดจะเป็นผู้นำเข้าบ้าง โดยเฉลี่ยปัจจุบันนี้ราคาข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ตกอยู่ที่ 7-8 บาทต่อกิโลกรัม

“ปริมาณความต้องการข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ต่อปี ของผู้ประกอบการอาหารสัตว์เฉลี่ยอยู่ที่ 9.2 ล้านตันต่อปี ในขณะที่ประเทศไทยผลิตได้อยู่ประมาณ 5 ล้านตันต่อปี ซึ่งยังคงเหลือประมาณ 4 ล้านตัน ที่จำเป็นจะต้องนำเข้า โดยส่วนหนึ่งไทยมีการนำเข้าจากเมียนมาประมาณ 1 ล้านตัน (นำเข้าข้าวโพดจากเมียนมา 87%-สปป.ลาว 13%) ซึ่งนำเข้าโดยไม่มีภาษี แต่ที่ผ่านมาอุตสาหกรรมอาหารสัตว์ก็ยังคงขาดแคลนข้าวโพดอยู่” นายพรศิลป์กล่าว

ส่วนนำเข้ากากถั่วเหลืองจากสหรัฐนั้น ได้มีการเสนอให้นำเข้าอยู่ที่ 3 ล้านตัน โดยปกติแล้วประเทศไทยนำเข้ากากถั่วเหลืองจาก 3 ประเทศหลัก คือ บราซิล 91%, อาร์เจนตินา 5%, ปารากวัย 3% และสหรัฐ เพียง 1% ซึ่งจะเห็นว่าไทยนำเข้ากากถั่วเหลืองเกือบทั้งหมดจากบราซิล และมีการนำเข้ากากจากสหรัฐน้อยที่สุด เนื่องจากคุณภาพโปรตีนของกากสหรัฐเป็นหลัก

“ข้อเสนอของเราก็คือ เปลี่ยนการนำเข้ากากถั่วเหลืองจากบราซิล (13.65 บาท/กก. โปรตีน 48% เดือน ม.ค-มี.ค. 2568) มาเป็นการนำเข้ากากถั่วเหลืองของสหรัฐ (12.07 บาท/กก.)โปรตีน 46% แต่ด้วยคุณภาพด้านโปรตีนของสหรัฐยังคงต่ำกว่าประเทศอื่น เราก็ได้มีการนำเสนอให้พิจารณาเงื่อนไขจากโปรตีนหารด้วยราคา หากคุณภาพโปรตีนต่ำก็ต้องการให้มีการพิจารณาปรับลดราคาลง เพราะต้องยอมรับว่าการนำเข้ากากถั่วเหลืองจากสหรัฐครั้งนี้จะต้องนำเข้ามาเป็นปริมาณมาก และระยะทางการขนส่งก็ถือว่าไกล” นายพรศิลป์กล่าว

ดังนั้นเพื่อช่วยเหลือผู้ประกอบการไทยก็อาจจะต้องมีการพิจารณาในเรื่องของราคานำเข้าด้วย ส่วนการนำเข้านั้นไม่ได้มีการกำหนดโควตานำเข้า เนื่องจากปัจจุบันสามารถนำเข้ากากถั่วเหลืองโดยไม่มีเงื่อนไขอยู่แล้ว โดยการผลิตเมล็ดถั่วเหลืองในประเทศไทยปัจจุบันพบว่า อยู่ที่ประมาณ 20,000 ตันต่อปี ทำให้หลายกลุ่มอุตสาหกรรมจำเป็นจะต้องนำเข้าเมล็ดถั่วเหลืองจากต่างประเทศ ไม่ว่าจะเป็น กลุ่มโรงงานสกัดน้ำมันถั่วเหลือง กลุ่มเครื่องดื่ม รวมไปถึงกลุ่มโรงงานอาหารสัตว์ ซึ่งก็จะทำให้มีกากถั่วเหลืองภายในประเทศด้วย

อย่างไรก็ตาม การนำเข้าสินค้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์และกากถั่วเหลืองจากสหรัฐยังคงมีเรื่องของเงื่อนไขและกฎระเบียบโดยเฉพาะกฎหมายที่ผูกพันกับ WTO ซึ่งคาดว่าจำเป็นจะต้องมีการพิจารณาแก้ไขหลักเกณฑ์เพื่อให้สอดคล้องในการนำเข้าด้วย โดยหน่วยงานที่เกี่ยวข้องไม่ว่าจะเป็น กระทรวงพาณิชย์ กระทรวงการคลัง อาจจะต้องมีการเร่งพิจารณาเรื่องนี้ และขอความเห็นชอบจาก ครม.ต่อไป

ทั้งนี้ มีรายงานข่าวเข้ามาด้วยว่า ในการประชุมคณะกรรมการนโยบายอาหาร เพื่อกำหนดให้มีการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์ 3 ประเภท (ข้าวโพด-กากถั่วเหลือง-ปลาป่น) นั้น เดิมจะทำการกำหนดวิธีการนำเข้าข้าวโพด-กากถั่วเหลืองใช้คราวละ 3 ปี แต่ปี 2568 กำหนดให้ใช้ปีต่อปี และมีแนวโน้มที่จะหันกลับมาใช้คราวละ 3 ปีอีก แต่เนื่องจากมีความจำเป็นที่จะต้องเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพด-กากถั่วเหลืองในอัตราภาษี 0% จากสหรัฐ

ดังนั้น คณะกรรมการนโยบายอาหารจะต้องเรียกประชุมเพื่อกำหนดนโยบายและมาตรการการนำเข้าวัตถุดิบอาหารสัตว์สำหรับปี 2569 ใหม่ ให้สอดคล้องกับข้อตกลงลดภาษีตอบโต้ของสหรัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งระเบียบกระทรวงพาณิชย์ว่าด้วยการออกหนังสือรับรองแสดงการได้รับสิทธิชำระภาษีตามพันธกรณีความตกลงการเกษตรภายใต้องค์การการค้าโลก (WTO) ที่บังคับใช้กับการนำเข้าข้าวโพดเลี้ยงสัตว์อยู่ในปัจจุบัน

แพ็กเกจ 85,000 ล้าน

ด้าน นายประสิทธิ์ บุญดวงประเสริฐ ประธานคณะผู้บริหาร บริษัท เจริญโภคภัณฑ์อาหาร จำกัด (มหาชน) หรือ CPF กล่าวว่า ข้อเสนอของไทยในการเปิดตลาดสินค้าเกษตรด้วยการนำเข้าข้าวโพด-กากถั่วเหลืองภาษี 0% หรือการนำเข้าเนื้อหมูจากสหรัฐนั้น มีทั้งได้ประโยชน์และเสียประโยชน์ เฉพาะการนำเข้าข้าวโพด-กากถั่วเหลืองถือว่าเป็นประโยชน์สำหรับอุตสาหกรรมเลี้ยงสัตว์ จากเหตุผลที่ว่า 1) ราคาวัตถุดิบในการผลิตอาหารสัตว์ถูกลง 2) ข้าวโพดสหรัฐไม่มีการเผาป่า ดังนั้นจึงไม่มีผลต่อมาตรการปรับราคาคาร์บอนก่อนข้ามพรมแดน (CBAM) จะช่วยให้ไทยได้ “แต้มคาร์บอน (Carbon Point)” มากขึ้น

“การเปิดให้มีการนำเข้าข้าวโพดภาษี 0% จากสหรัฐ จะมีเงื่อนไขไม่ให้เกษตรกรผู้ปลูกข้าวโพดในประเทศได้รับผลกระทบ จึงเป็นที่ว่าจะต้องมีการคงมาตรการ 3 ต่อ 1 เอาไว้ในฤดูกาลผลิตข้าวโพดในประเทศออกสู่ตลาด กล่าวคือจะต้องรับซื้อข้าวโพดในประเทศ 3 ส่วน ถึงจะนำเข้าข้าวโพดจากสหรัฐได้ 1 ส่วน ส่วนนอกฤดูกาลผลิตสามารถนำเข้าข้าวโพดสหรัฐภาษี 0% ได้เลย

โดยจะซื้อข้าวโพดจากเมียนมาน้อยลง ข้าวโพดที่จะนำเข้าจากสหรัฐเมื่อรวมค่าใช้จ่ายค่าขนส่งมาถึงไทยอาจจะมีราคาต่ำกว่าข้าวโพดในประเทศประมาณ 1 บาท/กก. เมื่อนำเข้ามาประมาณ 3 ล้านตัน จะช่วยให้ราคาเนื้อสัตว์ในประเทศดีขึ้น หมายถึงราคาจะลดลงมาได้ระดับหนึ่ง อย่างเนื้อไก่แปรรูปที่เราส่งออกแข่งกับบราซิล ก็จะมีขีดความสามารถในการแข่งขันเพิ่มขึ้น

ส่วนการนำเข้ากากถั่วจากสหรัฐนั้นก็จะมีการขอร้องในกลุ่มโรงงานอาหารสัตว์ให้ช่วยซื้อกากถั่วเหลืองจากสหรัฐ แทนที่จะซื้อกากถั่วเหลืองจากบราซิล จากเดิมที่เก็บภาษีนำเข้า 2% ลดเหลือ 0% ก็พอที่จะชดเชยในเรื่องของเปอร์เซ็นต์โปรตีนที่สหรัฐต่ำกว่าบราซิลได้ ความจริงการซื้อกากถั่วเหลืองสหรัฐ ผู้ประกอบการอาจไม่ได้ประโยชน์มากนัก แต่ประเทศชาติได้ประโยชน์” นายประสิทธิ์กล่าว

อย่างไรก็ตาม แพ็กเกจการซื้อข้าวโพด-กากถั่วเหลืองจากสหรัฐ จะคิดเป็นมูลค่าประมาณ 85,000 ล้านบาท เป็นการซื้อข้าวโพด 3 ล้านตัน, กากถั่วเหลือง 3 ล้านตัน และกากข้าวโพดอีก 1 ล้านตัน ซึ่งตัวเลขนี้คณะเจรจาสหรัฐ “พอใจมาก” เนื่องจากก่อนหน้านี้ จีน เป็นผู้ซื้อกากถั่วเหลืองสหรัฐถึง 22 ล้านตัน แต่พอสหรัฐประกาศที่จะเก็บภาษีตอบโต้จีน จีนหันไปซื้อกากถั่วเหลือง-ข้าวโพดจากบราซิลแทน ดังนั้น ข้อเสนอของไทยที่จะลดภาษีนำเข้าข้าวโพด-กากถั่วเหลืองเหลือ 0% และมีตัวเลขการนำเข้าที่แน่นอน จึงเป็นส่วนหนึ่งที่ทำให้สหรัฐลดอัตราภาษีตอบโต้ไทยลงเหลือ 19%