เปิดประวัติ ชนินทร์ โทณวณิก ทายาท “ท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย” ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี จากศึกสายเลือด ถูกผู้ถือหุ้นรายใหญ่ เสนอถอดออกจากตำแหน่งบอร์ดบริษัท
ชื่อของ “ชนินทธ์ โทณวณิก” กลับมาเป็นที่พูดถึงอีกครั้ง จากกรณีที่บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน) (DUSIT) จะจัดการประชุมวิสามัญ เพื่อพิจารณาอนุมัติถอดถอนนายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท
และการเรียกประชุมวิสามัญครั้งนี้ ทำให้ “ศึกสายเลือด” ความขัดแย้งระหว่างพี่น้องตระกูล “ปิยะอุย” ทายาทผู้ก่อตั้งโรงแรม “ดุสิตธานี” กลับมาเป็นที่สนใจอีกครั้ง ต่อเนื่องจากก่อนหน้าที่ “ชนัตถ์และลูก” ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของดุสิตธานี ไม่อนุมัติงบการเงินปี 2567 ทั้งที่ผ่านการตรวจสอบและลงนามรับรองจากผู้สอบบัญชีแล้ว ทำให้ดุสิตธานีไม่สามารถส่งงบการเงินไตรมาส 1/68 ได้ทันเวลา
ชนินทธ์ โทณวณิก คือใคร ?
ชนินทธ์ โทณวณิก หรือ คุณอ้วน ทายาทท่านผู้หญิงชนัตถ์ ปิยะอุย ผู้ก่อตั้งโรงแรมดุสิตธานี เดิมเป็นอาจารย์คณะพาณิชย์ศาสตร์และการบัญชี ก่อนจะกลับมาทำงานในธุรกิจครอบครัว ในฐานะผู้บริหารโรงแรมเครือ ‘ดุสิตธานี’ โดยปัจจุบัน ดำรงตำแหน่ง รักษาการประธานกรรมการ บริษัท ดุสิตธานี จำกัด (มหาชน)
ด้านการศึกษา ชนินทธ์ จบการศึกษา Master of Business Administration, Boston University สหรัฐอเมริกา และผ่านการอบรมหลักสูตรต่าง ๆ
- Director Certification Program รุ่น 72/2549 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
- Director Accreditation Program รุ่น 10/2547 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
- The Board’s Role in Mergers and Acquisitions รุ่น 1/2565 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
- Role of the Chairman Program รุ่น 51/2565 สมาคมส่งเสริมสถาบันกรรมการบริษัทไทย
- สัมมนาเชิงปฏิบัติการด้านความมั่นคง ปลอดภัยไซเบอร์จากธนาคารแห่งประเทศไทย
ขณะที่ชีวิตครอบครัว ชนินทธ์ โทณวณิก แต่งกับ วิภาดา ณ สงขลา ทายาทเจ้าพระยาศรีธรรมาธิเบศ และมีน้องสาวอีก 2 คน คือ
- สินี เธียรประสิทธิ์ แต่งกับ ฐิตินันท์ เธียรประสิทธิ์
- สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค แต่งกับ พีระพันธุ์ สาลีรัฐวิภาค รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน ทายาทพลโทณรงค์ สาลีรัฐวิภาค อดีตปลัดกระทรวงพาณิชย์และเจ้ากรมการพลังงานทหาร ผู้ริเริ่มการขุดเจาะน้ำมันที่อำเภอฝาง จังหวัดเชียงใหม่ และผู้ก่อตั้งปั๊มน้ำมันสามทหาร (ปัจจุบันคือ ปตท.)
ประสบการณ์ทำงาน
ชนินทธ์ โทณวณิก ปัจจุบันเป็นกรรมการอยู่ในบริษัทต่าง ๆ ของเครือ “ดุสิตธานี” ดังนี้
2566 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. ดีไอ ฮอสปิตัลลิตี้ โฮลดิ้งส์
2561 – 2565 และ 2566 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. ดุสิต ฟู้ดส์ (กลุ่มธุรกิจอาหาร)
2565 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. เลอ กอร์ดอง เบลอ ดุสิต
2560 – ปัจจุบัน : ประธานกรรมการ บ. ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์ รีท
2560 – ปัจจุบัน : กรรมการการลงทุน บมจ. ดุสิตธานี
2559 – ปัจจุบัน : รองประธานกรรมการ และประธานคณะกรรมการบริหาร บมจ. ดุสิตธานี
2559 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. วิมานสุริยา (ผู้พัฒนาโครงการ Dusit Central Park)
2557 – ปัจจุบัน : ประธานกรรมการ Dusit Fudu Hotel Management (Shanghai) Co., Ltd.
2557 – ปัจจุบัน : อุปนายกสภาวิทยาลัย วิทยาลัยดุสิตธานี
2556 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. ดุสิต ไชน่า แคปปิตอล
2554 – ปัจจุบัน : กรรมการ DMS Property Investment Pvt. Ltd.
2552 – ปัจจุบัน : กรรมการ บมจ. ดุสิต ไทยพร็อพเพอร์ตี้ส์
2551 – ปัจจุบัน : กรรมการ Dusit Overseas Co., Ltd.
2538 – ปัจจุบัน : ประธานกรรมการ Dusit Thani Philippines, Inc.
2533 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. ดุสิตธานี พร็อพเพอร์ตี้ส์
รวมถึงเป็นกรรมการ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ช่วงปี 2553-2568 โดยเมื่อเดือนกุมภาพันธ์ที่ผ่านมา “สีณี เธียรประสิทธิ์” และ “สุนงค์ สาลีรัฐวิภาค” ได้โหวตปลด “ชนินทธ์ โทณวณิก” พี่ชายคนโต ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท
นอกจากธุรกิจในเครือดุสิตธานีแล้ว ยังเป็นกรรมการในบริษัทและองค์กรต่าง ๆ ดังนี้
2567 – ปัจจุบัน : ประธานกรรมการทรัพยากรบุคคลและกำหนดอัตราค่าตอบแทน บมจ. ธนาคารกสิกรไทย
2565 – ปัจจุบัน : กรรมการกลั่นกรองสินเชื่อและการลงทุน และกรรมการตรวจสอบ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย
2560 – ปัจจุบัน : กรรมการอิสระ บมจ. ธนาคารกสิกรไทย
2563 – ปัจจุบัน : ประธานกรรมการ บริษัท ไทย ดิจิทัล แพลตฟอร์ม วิสาหกิจเพื่อสังคม จำกัด
ปัจจุบัน : ประธานคณะกรรมการธุรกิจท่องเที่ยวและบริการ หอการค้าไทย
ปัจจุบัน : หัวหน้าทีมภาคเอกชน คณะทำงานด้านการส่งเสริมการท่องเที่ยวและ MICE (D3) ภายใต้คณะกรรมการสานพลังประชารัฐ
2558 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. ปิยะศิริ
2556 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. เจทีบี (ประเทศไทย)
2532 – ปัจจุบัน : กรรมการ บ. ไทย-เจแปน แก๊ส
2531- ปัจจุบัน : กรรมการ บ. ธนจิรัง (บริษัทดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์)
ย้อนปมปัญหา “ศึกสายเลือด”
จากกรณีที่ บมจ.ดุสิตธานี (DUSIT) แจ้งต่อตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย เพื่อจัดการประชุมวิสามัญ ในวันที่ 26 กันยายน 2568 เวลา 15.00 น. โดยมีวาระสำคัญ คือ การพิจารณาอนุมัติถอดถอนนายชนินทธ์ โทณวณิก ออกจากตำแหน่งกรรมการบริษัท พร้อมทั้งพิจารณาอนุมัติเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการ โดยกำหนดอำนาจกรรมการที่จะกระทำการแทนบริษัทใหม่ ตามที่ได้นำเสนอไปก่อนหน้านี้นั้น
เมื่อประมาณ 10.00 น. ของวันนี้ (27 ส.ค. 2568) นายชนินทธ์ โทณวณิก แถลงการณ์ต่อสื่อมวลชนต่อกรณีดังกล่าว โดยระบุถึงเหตุปัญหาที่เกิดขึ้นมาก่อนหน้านี้ จนถึงการเปลี่ยนแปลงกรรมการที่ไม่ปกติ
นายชนินทธ์ กล่าวว่า เรื่องนี้ไม่ได้เริ่มจากความวุ่นวายของการประชุมสามัญประจำปีผู้ถือหุ้น ครั้งที่ 32/2568 ที่ผ่านมาทั้งสองครั้ง และการไม่อนุมัติงบการเงินประจำปี 2567 ของ บมจ. ดุสิตธานี แต่จุดเริ่มต้นของปัญหาต่างๆ เกิดขึ้นหลังจากที่คุณแม่ ท่านผู้หญิง ชนัตถ์ ปิยะอุย สิ้น
เนื่องจากท่านผู้หญิงฯ ได้มอบหมายให้ผมเป็นเสาหลักในการดูแลกิจการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ. ดุสิตธานี และธุรกิจอื่นของครอบครัวเป็นเวลากว่า 30 ปี ซึ่งในอดีตที่ผ่านมา อำนาจกรรมการของบริษัทภายใต้การดูแลของท่านผู้หญิงฯ คือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับผม หรือ ท่านผู้หญิงฯ ลงนามร่วมกับคุณสินี เธียรประสิทธิ์ โดยเมื่อท่านผู้หญิงฯ ไม่อยู่แล้ว ผมคือผู้ลงนามหลัก ที่ต้องลงนามร่วมกับคุณสินี หรือผมลงนามร่วมกับน้องคนเล็ก
ต่อมา น้องทั้งสองคนของผมได้ร่วมกันใช้เสียงโหวตเปลี่ยนแปลงอำนาจกรรมการเดิมที่คุณแม่กำหนดไว้ เพื่อแก้ไขอำนาจกรรมการ โดยไม่ฟังเสียงของผม โดยจากที่ผมมีอำนาจหลักในการลงนามร่วมกับใครคนใดคนหนึ่ง เปลี่ยนให้เป็นกรรมการสองในสามลงนามร่วมกัน
และหลังจากนั้น น้องๆ ก็ร่วมกันปลดผมออกจากการเป็นกรรมการของบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด รวมถึงการปลดผมออกจากการเป็นกรรมการทุกบริษัทในกองมรดก ทั้งที่ผมเองก็เป็นหนึ่งในผู้จัดการมรดก ซึ่งการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และไม่เป็นธรรม ผมจึงจำเป็นต้องใช้สิทธิตามกฎหมาย เพื่อปกป้องสิทธิของผม และขอบารมีศาลเป็นที่พึ่ง
ต่อมาในช่วงโควิด เราทั้งสามคนมีการตกลงที่จะแบ่งกองมรดกออกเป็น 3 ส่วน คือ บริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี) บริษัท ปิยะศิริ จำกัด (ถือหุ้นใหญ่ในโรงพยาบาลสุขุมวิท) และ บริษัท ธนจิรัง จำกัด (เป็นบริษัทที่ดำเนินการเกี่ยวกับการพัฒนาและให้เช่าอสังหาริมทรัพย์) โดยทุกฝ่ายตกลงให้ผมได้หุ้นทั้งหมดในบริษัท ชนัตถ์และลูก จำกัด
ในขณะที่น้องแต่ละคนได้หุ้นในอีกสองบริษัทดังกล่าว และให้นำทรัพย์สินอื่นๆ มาชดเชยกันให้เป็นธรรมและเท่าเทียมกันสำหรับทุกฝ่าย แต่ในภายหลัง ทั้งสองคนเปลี่ยนใจไม่ยอมรับข้อตกลงนั้น ซึ่งผมเข้าใจว่าการเปลี่ยนแปลงการตัดสินใจของน้องทั้งสอง น่าจะเป็นผลมาจากโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส เกิดขายดีกว่าที่คิด หลังจากโควิดจบลง
นายชนินทธ์ กล่าวต่อไปว่า ตลอดเวลาที่ผ่านมา ผมไม่เคยออกมาพูดเรื่องนี้ เพราะมองว่าเป็นเรื่องภายในครอบครัว และยังหวังว่าการฟ้องร้องต่างๆ ของผมที่เป็นการใช้สิทธิตามกฎหมายจะนำไปสู่การไกล่เกลี่ย และประนีประนอม แต่วันนี้ผมจำเป็นต้องออกมาพูด เพราะการกระทำแบบเดียวกันได้ขยายมาถึงบมจ. ดุสิตธานี
ก่อนหน้านี้ พวกเขาใช้อำนาจผ่านบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่อนุมัติงบการเงิน ทั้งที่งบการเงินไม่ได้มีปัญหา และล่าสุดยังพยายามถอดถอนผมออกจากตำแหน่งกรรมการในดุสิตธานี เพื่อแต่งตั้งบุคคลที่มีความเชื่อมโยงกับคนนอกครอบครัวเข้ามาควบคุมอำนาจบริหาร ซึ่งไม่เพียงแต่สร้างความเสียหายต่อ บมจ. ดุสิตธานี แต่ยังเป็นการเปิดทางให้คนนอกครอบครัวเข้ามายึดกิจการที่ครอบครัวสร้างมาอีกด้วย นอกจากนี้ ผมเห็นว่าผู้ที่จะต้องเสียหายไปด้วยก็คือ ผู้ถือหุ้นรายย่อยที่อยู่ในฐานะที่ไม่สามารถตอบโต้ หรือทำอะไรได้เลย
เปลี่ยนแปลงบอร์ด ไม่ปกติ
ขณะที่ประเด็นการเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการ นายชนินทธ์กล่าวว่า สิ่งที่น่ากังวลที่สุดคือ การเปลี่ยนแปลงคณะกรรมการครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องปกติ เพราะมีการเสนอกรรมการใหม่บางคนที่มีความเชื่อมโยงโดยตรงกับกลุ่มเซ็นทรัล
และการเปลี่ยนกรรมการที่มีอำนาจจากคนในครอบครัวไปสู่คนนอก ที่ไม่เคยบริหารและไม่รู้จักดุสิตธานีอย่างแท้จริงมาก่อน โดย 2 ใน 3 สามารถลงนามแทนบริษัท เป็นการเปิดทางให้คนนอกเข้าควบคุมกิจการที่ครอบครัวสร้างมาได้ทันที โดยไม่จำเป็นต้องมีกรรมการเดิมลงนามเลยก็สามารถผูกพันดุสิตธานีได้
และที่ผ่านมา ยังมีความพยายามผลักดันให้ผมแบ่งหุ้นบริษัท ชนัตถ์และลูก ที่เป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ใน บมจ.ดุสิตธานี ออกเป็นสามส่วน เพื่อขายต่อให้คนนอก ทั้ง ๆ ที่ข้อบังคับของบริษัท ชนัตถ์และลูก ระบุไว้ว่า ไม่ให้ขายหุ้นของชนัตถ์และลูก ให้แก่คนนอกครอบครัว ซึ่งการกระทำเช่นนี้ เท่ากับเปิดประตูให้คนนอกเข้ามาครอบครองกิจการที่เคยเป็นของครอบครัวสร้างมาด้วยวิธีการที่ไม่ถูกต้อง
นายชนินทธ์ยังระบุว่า กลุ่มเซ็นทรัลเคยพยายามเข้ามาเป็นผู้ถือหุ้นรายใหญ่ของ บมจ.ดุสิตธานี หลายครั้ง ครั้งหนึ่งเคยซื้อหุ้นดุสิตธานี จนถึง 22.5% โดยไม่แจ้งให้เราทราบ ทั้งที่เป็นพันธมิตรและคู่สัญญาในโครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค
จนต้องไปเจรจา เพื่อขอให้เขาขายหุ้นออกครึ่งหนึ่ง และขอไม่ให้กลุ่มเซ็นทรัลส่งคนมานั่งเป็นกรรมการ เพราะธุรกิจเรามีความทับซ้อนกัน เช่น ธุรกิจสายโรงแรมก็มีการแข่งขันกันโดยตรง และยังมีธุรกิจพัฒนาอสังหาริมทรัพย์ และธุรกิจอาหารเหมือนกัน ด้วยเกรงว่าจะเกิดปัญหาเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์
และต่อมาผมได้ทราบมาจากหลายช่องทางและเข้าใจว่า ทางกลุ่มเซ็นทรัลและบริษัท ชนัตถ์และลูก ภายใต้การบริหารของน้องสาวทั้งสองของผม ได้มีการหารือกันหลายครั้ง เพื่อหาทางซื้อหุ้นเพิ่ม ผมเข้าใจว่าการหารือกันระหว่างทั้งสองฝ่ายอาจมีวัตถุประสงค์เพื่อที่จะเข้าควบคุมอำนาจบริหารกิจการดุสิตธานี ซึ่งผมเห็นว่าการกระทำเช่นนี้ไม่ถูกต้อง และจะส่งผลกระทบรุนแรงต่อความต่อเนื่องในการดำเนินธุรกิจและโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส และยังอาจมีประเด็นเรื่องความขัดแย้งทางผลประโยชน์ เนื่องจากความทับซ้อนของธุรกิจ
และที่สำคัญ ณ ปัจจุบัน โครงการนี้สามารถขายไปได้แล้วกว่า 92% เพราะผู้ซื้อเชื่อมั่นในชื่อเสียงและการบริหารงานอย่างมีคุณภาพ และการไม่เอาเปรียบผู้ซื้อของดุสิตธานี แต่ความไม่แน่นอนที่เกิดขึ้น อาจกระทบต่อความเชื่อมั่นของผู้ซื้อ และอาจจะส่งผลกระทบต่อการโอนห้องชุด ที่จะเริ่มในไม่กี่เดือนข้างหน้า และกระทบต่อความเชื่อมั่นในโครงการทั้งหมด
“ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” รอทยอยรับรู้รายได้การโอน
สำหรับประเด็นผลประกอบการของดุสิตธานีที่ขาดทุนนั้น นายชนินทธ์ กล่าวถึงข้อกล่าวหานี้ว่า บริษัทขาดทุนต่อเนื่องและมีหนี้สินสูงนั้น ไม่ได้สะท้อนความจริงทั้งหมด การขาดทุนส่วนใหญ่เกิดจากภาระดอกเบี้ยของโครงการใหญ่ “ดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค” มูลค่า 46,000 ล้านบาท
การลงทุนในโครงการต่างๆ ก่อนที่จะเกิดโควิด และความพยายามในการประคับประคองกิจการในช่วงโควิด โดยที่เราไม่เคยเพิ่มทุนแม้แต่น้อย ไม่เคยที่จะผลักภาระต่างๆ ไปยังผู้ถือหุ้น แต่พยายามอย่างมากที่จะดูแล ประคับประคองกิจการ ดังนั้น นี่ไม่ใช่การล้มเหลวทางธุรกิจ แต่เป็นรากฐานในการสร้างธุรกิจให้เติบโตต่อไป
วันนี้เราได้พิสูจน์ให้ทุกคนเห็นแล้วว่า เราทำได้ โครงการดุสิต เซ็นทรัล พาร์ค ก็ใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว ด้วยความเชื่อมั่น และการสนับสนุนของผู้ถือหุ้นรายย่อย ตลอดจนคณะกรรมการของบริษัททุกๆ ท่าน ทั้งที่พ้นวาระไปแล้ว เพราะบริษัท ชนัตถ์และลูก ไม่เลือกให้กลับเข้าดำรงตำแหน่งกรรมการ และคณะกรรมการบริษัทชุดปัจจุบัน รวมถึงคณะผู้บริหารที่นำโดยคุณศุภจี และพนักงานของดุสิตธานีทุกคนที่ทุ่มเททำงานกันมาอย่างหนักเป็นเวลา 7-8 ปี
เราต้องผ่านทั้งปัญหาเรื่องโควิด ปัญหาเรื่องการขอกู้เงินธนาคาร ซึ่งมีนโยบายระงับการให้สินเชื่อในช่วงโควิด ปัญหาการขาดแคลนแรงงานก่อสร้างช่วงโควิด การมีสงครามในหลายประเทศทำให้วัสดุก่อสร้างราคาแพงขึ้น ปัญหาคอนโดล้นตลาด และเศรษฐกิจไทยที่ชะลอตัว
ทุกคนร่วมต่อสู้กันมาโดยตลอด ทำให้โครงการนี้เป็นโครงการที่ดีมาก ตั้งแต่หลักการ แนวคิด และการออกแบบให้โครงการมีความแตกต่างจากที่อื่น และมีจุดแข็งหลายอย่าง เช่น ทุกอาคารในโครงการมองเห็นวิวสวนลุมพินีอย่างเต็มตา ซึ่งตอนนี้โครงการทั้งหมดกำลังเดินไปได้ดีมาก
โรงแรมดุสิตธานี กรุงเทพ แห่งใหม่เปิดมาไม่ถึงปี ก็ได้รับการตอบรับอย่างดีเยี่ยมจากลูกค้า โครงการดุสิต เรสซิเดนเซส ซึ่งเป็นโครงการห้องชุดขายไปแล้วกว่า 92% รอทยอยรับรู้รายได้การโอนอย่างมีนัยสำคัญในปีหน้า และจะช่วยให้เรามีรายได้เติบโตมากที่สุดเป็นประวัติการณ์ และกำลังจะมีกำไรมากอย่างที่ไม่เคยปรากฏมาก่อน รายได้เหล่านี้ จะมาช่วยปลดภาระหนี้ที่ค้างอยู่
นอกจากนี้ เรายังพยายามสร้างสิ่งใหม่ๆ ที่ดีงามให้กับสังคม เช่น สวนลอยฟ้าขนาดใหญ่ที่สุดในกรุงเทพฯ ซึ่งนี่คือ แนวคิดของผม ที่ต้องการสร้างพื้นที่สีเขียวให้กับกรุงเทพ ดังนั้น ความสำเร็จเหล่านี้ คือ เครื่องพิสูจน์ว่า ดุสิตธานีกำลังจะก้าวผ่านช่วงที่ยากที่สุด และเดินสู่การเติบโตอย่างยิ่งใหญ่อีกครั้ง
พร้อมปกป้อง “ดุสิตธานี” ถึงที่สุด
นายชนินทธ์กล่าวว่า สิ่งที่เกิดขึ้นในวันนี้ ไม่ใช่การต่อสู้ส่วนตัวของผมกับใคร แต่คือการปกป้องดุสิตธานีที่กำลังจะมีอนาคตที่สดใส จากการถูกยึดครองโดยไม่เป็นธรรม ทั้ง ๆ ที่ดุสิตธานีคือแบรนด์ไทยที่ครอบครัวเราสร้างมากว่า 76 ปี และเป็นมรดกทางจิตวิญญาณที่ต้องรักษาไว้
แต่อยู่ ๆ กลับจะมีการเปลี่ยนแปลงกรรมการ ด้วยการเสนอชื่อกรรมการเข้ามาใหม่ถึง 10 คน ทำให้จำนวนกรรมการเพิ่มขึ้นจากเดิม 12 เป็น 18 คน และเปลี่ยนกรรมการผู้มีอำนาจลงนาม ซึ่งสามารถทำให้อำนาจการควบคุมกิจการเปลี่ยนไปอย่างสิ้นเชิง และคาดว่าจะมีการเปลี่ยนแปลงฝ่ายบริหาร ซึ่งผมคิดว่าเป็นการไม่ยุติธรรมต่อทุกคนที่เกี่ยวข้อง ไม่ว่าจะเป็นคณะกรรมการ และทีมงานที่ทุ่มเทเวลามาเกือบ 10 ปี เพื่อฟูมฟักและทำให้ดุสิตธานีเติบโตมาจนถึงจุดนี้ และที่สำคัญที่สุด สิ่งที่เกิดขึ้นยังเป็นการไม่ยุติธรรมต่อผู้ถือหุ้นรายย่อย
ดังนั้น ผมเห็นว่าการที่พยายามจะเอาคนนอก ที่ไม่ได้เข้าใจความเป็นดุสิตธานี เข้ามากุมอำนาจในช่วงนี้ จึงเป็นสิ่งที่ไม่เป็นธรรมกับหลาย ๆ ฝ่าย ซึ่งอาจจะสร้างผลกระทบในทางลบกับบริษัทดุสิตธานีอย่างมาก ความไม่แน่นอนต่ออนาคตของดุสิตธานี จะสร้างผลกระทบให้กับเจ้าของโรงแรมที่ไว้วางใจให้ดุสิตธานีบริหารให้เกือบ 300 แห่งทั่วโลก หรือแม้แต่หุ้นส่วนที่มาเข้าลงทุนกับบริษัทในเครือ ลูกค้าที่มาใช้บริการโรงแรม รวมถึงลูกค้าในโครงการดุสิต เรสซิเดนเซส กว่า 400 คนที่มาซื้อห้องชุด ด้วยความเชื่อถือและมั่นใจในคณะกรรมการ และผู้บริหารชุดปัจจุบัน
ผมขอยืนยันว่า ดุสิตธานี จะต้องเป็นบริษัทที่มีความอิสระ ไม่อยู่ภายใต้การควบคุมของบริษัทอื่น จึงจะสามารถสืบสานเจตนารมณ์และหลักการที่ดีของท่านผู้หญิงชนัตถ์ ในการเน้นเอกลักษณ์และความเป็นไทย และให้คุณค่าความสำคัญกับการดูแลผู้เกี่ยวข้องทุกฝ่าย
ผมขอขอบคุณผู้มีส่วนได้ส่วนเสียทุกฝ่ายสำหรับการสนับสนุนที่มีให้มาโดยตลอด และขอยืนยันว่า สิ่งที่ผมทำ ไม่ใช่เพื่อรักษาตำแหน่ง แต่เพื่อรักษาความถูกต้อง ความเป็นธรรม และอนาคตขององค์กร เพื่อให้ดุสิตธานียังคงเป็นแบรนด์ไทยที่น่าภาคภูมิใจของครอบครัว ผู้ถือหุ้น ผู้บริหาร พนักงาน และประเทศชาติ
ผมขอสัญญาว่า ผมยังจะไม่ไปไหน และจะยังอยู่กับดุสิตธานีตลอดไป และถ้าหากสามารถปลดผมได้ ผมก็จะยังอยู่กับดุสิตธานีในบทบาทอื่น และจะพยายามอย่างเต็มที่ในการกลับเข้ามามีส่วนร่วมในการบริหารดุสิตธานีเหมือนเดิม ผมจะไม่ยอมทิ้งดุสิตธานีไปไหน รวมทั้งจะใช้สรรพกำลังทั้งหมดที่มีอย่างเต็มที่ เพื่อปกป้องดุสิตธานี ไม่ให้ถูกยึดครองโดยไม่ชอบธรรม
“ผมจะคอยทำหน้าที่จับตาและเฝ้าดู กรรมการและผู้บริหารใหม่ รวมถึง ใครก็ตาม หากเข้ามาทำให้ดุสิตธานีเสียหาย ผมจะใช้สิทธิที่ตนเองมีในการดำเนินการทางกฎหมายอย่างถึงที่สุด”