Skip to content

EIC หวั่นการเมืองป่วน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ จี้เร่งตั้งรัฐบาล

03 ก.ย. 2568 | 14:08น.
EIC หวั่นการเมืองป่วน ซ้ำเติมเศรษฐกิจ จี้เร่งตั้งรัฐบาล

ในงานสัมมนา “SME ต้องรอด 2025 : ปลดล็อกศักยภาพธุรกิจไทย พลิกเกม สร้างโอกาสเติบโต” จัดขึ้นโดย LiVE Platform โดยบริษัท ไลฟ์ฟินคอร์ป จำกัด ภายใต้ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย ร่วมกับหน่วยงานพันธมิตรจากภาครัฐและเอกชน อาทิ สภาอุตสาหกรรมแห่งประเทศไทย, SME D Bank, บสย., สวทช., สสว., บพข., NIA, depa, TEDFund, AIS, Humanica, สมาคมการค้าสตาร์ทอัพไทย, สมาคมเทคโนโลยีเพื่อการตลาดประเทศไทย, สมาคมการตลาดแห่งประเทศไทย และสมาคมโฆษณาแห่งประเทศไทย

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ รองผู้จัดการใหญ่อาวุโส ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร กลุ่มงาน Economic Intelligence Center (EIC) ธนาคารไทยพาณิชย์ จำกัด (มหาชน) กล่าวในหัวข้อ “Thailand Business Outlook : ฝ่าคลื่นเศรษฐกิจ มองหาโอกาสใหม่” ว่า หลังโควิดตั้งแต่ปี 2564 จนถึงปัจจุบัน เศรษฐกิจไทยโตช้าลงเรื่อย ๆ เหลือแค่ประมาณ 2% ต่อปี โดยในปี 2568 และปีหน้าอาจจะโตไม่ถึง 2% จากหลายปัจจัย โดยเฉพาะการลงทุนของไทยที่ปัจจุบันน่าจะต่ำที่สุดในเอเชีย รวมไปถึงตลาดแรงงานมีความเปราะบาง อัตราการว่างงานเริ่มสูงขึ้น แต่รายได้แท้จริงของแรงงานไทยกลับลดลงต่อเนื่องรอบ 5 ปี

ขณะที่หนี้ครัวเรือนไทยพุ่งไป 95% ของ GDP ถือว่าเป็นตัวเลขที่สูงมาก รวมถึงหนี้ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (NPL) ก็สูงขึ้นเรื่อย ๆ ภาคครัวเรือนจึงต้องปรับตัว เพราะหนี้สูงมากเมื่อเทียบกับรายได้ ทำให้ต้องลดการใช้จ่าย หรือระมัดระวังการก่อหนี้ใหม่ ทำให้การใช้จ่ายต่าง ๆ ซบเซาลง

“ผมว่าต้องใช้เวลาอีก 2-3 ปี ถึงจะค่อย ๆ ทำให้บาลานซ์ของครัวเรือนแข็งแรงอีกที”

ในมุมของ SMEs ค่อนข้างท้าทาย สภาพคล่องยังเป็นปัญหาอยู่ ซึ่งผู้ประกอบการต้องการการกระตุ้นการใช้จ่ายจากภาครัฐ ต้องเหยียบคันเร่ง กระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ในปีนี้มีข้อจํากัด จากหนี้สาธารณะที่กระโดดขึ้นไปใกล้ ๆ 70% แล้ว

“เม็ดเงินที่รัฐบาลอัดฉีดเข้าไปในระบบ จะเริ่มติดลบในปีหน้า ตรงนี้คงต้องรอให้ภาครัฐตัดสินใจ ว่าจะขยายเพดานหนี้ไหม เพราะอาจจะต้องมีความจำเป็นในการกู้เงินเพิ่ม เพื่อมากระตุ้นเศรษฐกิจ แต่ต้องระวังกระทบเรื่องความเชื่อมั่นต่าง ๆ ตอนนี้ถ้าจำเป็นต้องกู้เพิ่ม ต้องเน้นการสื่อสารกับตลาดให้เกิดความเชื่อมั่น ว่าเงินที่กู้เพิ่มจะเอาไปใช้เพื่อปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ หรือเพิ่มการเติบโตในอนาคต”

ทั้งนี้ ต้องมีแผนว่าจะทําอย่างไรให้สถานะทางการคลังมีความยั่งยืนในอนาคต โดยเม็ดเงินที่จะเพิ่มเติมควรนำมาใช้เพื่อปรับโครงสร้างและเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันให้กับเศรษฐกิจไทย

ส่วนนโยบายการเงิน ในปีนี้ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ลดดอกเบี้ยมาแล้ว 3-4 ครั้ง โดยคาดว่ายังคงต้องลดดอกเบี้ยต่อ อย่างน้อยในปีนี้อีก 1 ครั้ง และปีหน้าอีก 1 ครั้ง ลงไปอยู่ประมาณ 1.0% หรืออาจจะมีโอกาสต่ำกว่านั้น เพราะตอนนี้เงินเฟ้อของไทยต่ำและเริ่มติดลบแล้ว

“ถ้าไปคำนวณด้วยอัตราดอกเบี้ยที่แท้จริง โดยที่เงินเฟ้อมันยังต่ำลงเรื่อย ๆ จะเห็นว่าอัตราดอกเบี้ยมันยังสูงอยู่ ซึ่งอาจจะยังต้องลดดอกเบี้ยเพิ่มเพื่อกระตุ้นเศรษฐกิจ และคิดว่าดอกเบี้ยจะต่ำค่อนข้างนานในรอบนี้”

ดร.ยรรยง ไทยเจริญ
ดร.ยรรยง ไทยเจริญ

ดร.ยรรยงกล่าวอีกว่า ในระยะสั้นช่วงนี้มีประเด็นความไม่แน่นอนทางการเมืองเสริมเข้ามาด้วย เช่น ต้องรอจัดตั้งรัฐบาลใหม่ ซึ่งคาดหวังและเชื่อมั่นว่า หากเลือกตั้งนายกรัฐมนตรีคนใหม่ได้เร็ว จะไม่กระทบงบประมาณกระตุ้นเศรษฐกิจ 1.57 แสนล้าน ที่ยังไม่ได้จัดสรรอีกกว่า 2 หมื่นล้านบาท จะได้ไม่ล่าช้ามาก และที่สำคัญคืองบประมาณปี 2569 ซึ่งยังอยู่ในสภา หากรัฐบาลใหม่มาได้เร็วก็จะมีส่วนช่วย ไม่เช่นนั้นแล้วงบฯลงทุนภาครัฐจะมีความล่าช้าออกไป

“ตอนนี้เศรษฐกิจครึ่งหลังของปีจะแผ่วลงค่อนข้างเยอะ ถ้างบฯลงทุนกระทบไปด้วย จะยิ่งไปซ้ำเติมโมเมนตัมเศรษฐกิจ ก็หวังว่าอย่างน้อยในระยะสั้น หากสามารถลดความไม่แน่นอนทางการเมือง มีรัฐบาลใหม่มาขับเคลื่อนเศรษฐกิจได้ ผมคิดว่าก็จะลดความเสี่ยงระยะสั้นและน่าจะเป็นปัจจัยบวก”

ทั้งนี้ EIC มองไว้ว่าปีนี้เศรษฐกิจไทยน่าจะโตประมาณ 1.8% ปีหน้า 1.5% และปีถัดไป อาจจะขึ้นไปที่ประมาณ 2% ได้ โดยต่อจากนี้ความท้าทายของเศรษฐกิจไทยจะมีเรื่องสงครามทางการค้า คือ จะมีกำหนดราคาสินค้าวัตถุดิบให้คู่ค้าในราคาที่สูงอย่างไม่เป็นธรรม (Margin Squeeze) อย่างคนที่ส่งออกไปสหรัฐจะถูกต่อรองแน่นอน รวมถึงผลของการที่เศรษฐกิจชะลอจะทำให้การส่งผ่านต้นทุนไปให้ลูกค้าทำได้ยากขึ้น

ซึ่งกลยุทธ์หลักที่จะก้าวข้ามผ่านความท้าทายนี้ ได้แก่ 1.ต้องลดต้นทุน โดยนำเทคโนโลยีต่าง ๆ ไม่ว่าจะเป็นปัญญาประดิษฐ์ (AI) หรือ Green Economy มาช่วยในการลดต้นทุน 2.ต้องหา Partner ใหม่-ตลาดใหม่ ซึ่งเป็นการบริหารความเสี่ยงของซัพพลายเชน 3.ยกระดับ Value Chain จาก Low Value-Added ไปสู่ High Value-Added เพื่อตอบโจทย์ลูกค้าได้มากขึ้น และ 4.พลิกวิกฤตเป็นโอกาส โดยการปรับตัวให้เข้ากับกระแส ควบคู่ไปกับพัฒนาศักยภาพแรงงาน Reskill/Upskill บุคลากร

“สิ่งที่อยากจะชี้ให้เห็นก็คือ 1.8% ที่มองในปีนี้ ครึ่งแรกของปีโต 3% โดยไตรมาส 1 โต 3.2% ไตรมาส 2 โต 2.8% แล้วถ้าทั้งปีโต 1.8% แปลว่าครึ่งหลังจะโตแค่ประมาณสัก 0.7-0.8% จะเป็นช่วงเวลาที่ท้าทายมาก เพราะหลาย ๆ ปัจจัยมันจะแผ่ว ทั้งการส่งออก รวมถึงภาครัฐ หลาย ๆ เรื่องที่มีความไม่แน่นอนทางการเมือง จะเกี่ยวเนื่องกับเรื่องเม็ดเงินหรืองบประมาณ ซึ่งก็ต้องระวังเพราะจะต่อเนื่องไปถึงครึ่งแรกของปีหน้า” ดร.ยรรยงกล่าว

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SCB ธนาคารไทยพาณิชย์