4 องค์กรระดับโลก “มิชลิน-ดาว เคมิคอล-ดูปองท์-เอสซีจีแพกเกจจิ้ง” แชร์ประสบการณ์สร้างเศรษฐกิจหมุนเวียนเพื่อโลกยั่งยืน
เอสซีจี จัดงานสัมมนาระดับโลกในไทย “SD Symposium 2018” เป็นงานสัมมนาทางวิชาการว่าด้วยการพัฒนาอย่างยั่งยืน ครั้งที่ 5 โดยปีนี้จัดขึ้นภายใต้แนวคิดเศรษฐกิจหมุนเวียน “Circular Economy : The Future We Create” เมื่อวันที่ 9 กรกฎาคม 2561
เริ่มต้นด้วย Dr. Antoine Sautenet, Diplomatic Advisor, Group Public Affairs Department Asia & Market Access, Michelin กล่าวว่า มิชลินเป็นที่รู้จักในนามของผู้ผลิตยางรถยนต์ โดยไทยเป็นประเทศหลักในการทำธุรกิจของบริษัทมากว่า 30 ปี โดยร่วมธุรกิจกับ SCG มีโรงงานทั้งหมด 6 แห่ง อย่างไรก็ตาม มิชลินยังมีการดำเนินธุรกิจอื่นๆ อย่างหลากหลาย เช่น Michelin guide
มิชลินให้ความสำคัญกับสังคมไทยด้านการพัฒนาและดูแลสิ่งแวดล้อม วันนี้ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทาย ทั้งเรื่องอากาศ ป่าไม้ สัตว์ป่า และเรื่องสิ่งแวดล้อมอื่นๆ ทรัพยากรธรรมชาติกำลังลดลง มิชลินต้องเปลี่ยนแปลงการทำงานไปสู่เส้นทางแห่งความยั่งยืน
ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนเป็นเรื่องที่มิชลินให้ความสำคัญ โดยมองเป็นเป้าหมายที่ต้องบรรจุเป็น DNA และเป็นกลยุทธ์ของบริษัท ดังสโลแกนที่ว่า Better way forward ที่จะช่วยสร้างความยั่งยืนในทุกกระบวนการทำงานขององค์กร ตั้งแต่การผลิต การเลือกวัสดุในการผลิต จนถึงปลายทาง
เมื่อกล่าวถึงเศรษฐกิจหมุนเวียน ในปี 2050 จากการคาดการณ์ว่าจะมีปริมาณรถที่เพิ่มขึ้นนั้น นับเป็นเป้าหมายที่ท้าทายสำหรับผู้ผลิตอย่างมิชลิน โดยต้องนำกลยุทธ์ 4Rs : Reduce Reuse Renewable Recycle มาใช้ในการออกแบบผลิตภัณฑ์แบบ Eco design ให้สามารถยืดอายุการใช้งาน อีกทั้งยังประหยัด และลดการผลิตขยะให้โลก ปัจจุบันในกระบวนการผลิต โรงงานทุกแห่งของมิชลินใช้แนวคิด recycle / reuse มาใช้ในกระบวนการผลิตแล้วกว่า 2 ทศวรรษ
ในอนาคต ยานพาหนะจะฉลาดขึ้น จะมีการใช้ไบโอเมตริกในการออกแบบ และใช้ไบโอดีเกรดเดเบิลเป็นวัตถุดิบในกระบวนการผลิต มิชลินจึงต้องพัฒนายางรถยนต์ให้ตอบโจทย์ โดยใช้วัสดุที่มาจากธรรมชาติ
สำหรับมิชลินนั้น ระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนจึงหมายถึง นวัตกรรม และการเติบโตอย่างยั่งยืน
สำหรับความท้าทายของการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จริงนั้น เริ่มต้นที่ DNA ของมิชลิน “Better Way Forward” โดยต้องประเมินการเกิดผลกระทบในกระบวนการผลิตตั้งแต่เริ่มต้นหาวัตถุดิบ จนถึงปลายทาง ซึ่งเป็น กระบวนการการทำงานที่เป็นระบบของมิชลิน
ผู้บริหารคนที่ 2 Mr. Surendra Bade, Country Leader, Dupont Industrial Bioscience Thailand, DuPont กล่าวว่า DuPont ทำงานบนพื้นฐานของการร่วมมือกันระหว่างพันธมิตร โดยเชื่อว่าการร่วมมือกันเป็นเรื่องที่ทำให้ DuPont ประสบความสำเร็จ
ปัจจุบันจึงร่วมมือกับบริษัทหลายแห่ง เช่น Home care company ที่ช่วยให้สามารถออกแบบผลิตภัณฑ์ที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อมและประหยัดพลังงาน การเปลี่ยนแปลงของ DuPont ไปสู่การทำงานในระบบเศรษฐกิจหมุนเวียนนั้น เริ่มต้นจากการใช้วัสดุที่มาจากชีวภาพโดยใช้นวัตกรรมในการขับเคลื่อนเพื่อให้สามารถตอบตอบโจทย์นี้ได้
ล่าสุด DuPont ได้ร่วมมือกับบริษัทผู้ผลิตไบโอพลาสติก ทำให้สามารถผลิตพลาสติกแบบใหม่ นอกจากนั้น Recycle and renewable เป็นเรื่องที่ DuPont ให้ความสำคัญ เพื่อใช้ทรัพยากรให้เกิดประสิทธิภาพสูงสุด
โดยปัจจุบัน DuPont ใช้เทคโนโลยีไบโอแมทโพลีเมอร์ ซึ่งนับเป็นการพัฒนาของ DuPont ที่สามารถนำวัตถุดิบตั้งต้น คิดเป็นร้อยละ 27 ไปรีไซเคิลได้ นับเป็นตัวอย่างของแนวคิดการใช้นวัตกรรมบนพื้นฐานเศรษฐกิจหมุนเวียน และช่วยให้การบริหารจัดการขยะทำได้อย่างมีประสิทธิภาพมากขึ้นเช่นกัน
ปัจจุบันที่มีขยะจากเศษอาหารมากมายเหลือทิ้ง DuPont ได้ทำงานร่วมกับผู้ผลิตอาหารสัตว์เพื่อพัฒนาอาหารที่จะช่วยเสริมคุณภาพของปศุสัตว์ให้ดียิ่งขึ้น ตามหลักด้านความยั่งยืนข้อ 12 : Food Waste นอกจากนั้น DuPont ได้ให้ความสำคัญเรื่องการออกแบบและการพัฒนาแพคเกจจิ้ง
ทั้งนี้ ความสำเร็จจะเกิดขึ้นได้ต้องอาศัยความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งรัฐบาล เอ็นจีโอ ผู้บริโภค เพื่อนร่วมองค์กร และเพื่อนในอุตสาหกรรม
สำหรับความท้าทายของการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จริงนั้น DuPont เชื่อว่านวัตกรรมจะสร้างการเติบโตให้กับทุกคน โดยเริ่มต้นจากการปรับเปลี่ยนมุมมองในการซื้อสินค้าของผู้บริโภค ซึ่งจะนำไปสู่การเปลี่ยนแปลงด้านพฤติกรรม การร่วมมือกันของแต่ละภาคส่วน จะทำให้ทุกคนหันมาสนใจเรื่องนี้ ซึ่งไม่จำเป็นต้องรอการขับเคลื่อนจากภาครัฐ แต่เอกชนก็สามารถเป็นผู้นำ ทำให้ผู้บริโภคเห็นความสำคัญของสินค้าที่เป็นมิตรต่อสิ่งแวดล้อมได้เช่นกัน
ผู้บริหารคนที่ 3 Mr. Jeff Wooster, Global Sustainability Director, The Dow Chemical Company กล่าวว่า ปัจจุบันต้องยอมรับว่าเราเหลือทรัพยากรไม่เพียงพอต่อความต้องการของคนทั้งโลกแล้ว ซึ่งประเด็นนี้สำคัญมาก และไม่เพียงแต่สังคมหรือบริษัทที่ต้องตระหนัก แต่เป็นเรื่องที่สังคมโลกต้องให้ความสำคัญ
ในฐานะภาคเอกชน Dow Chemical ให้ความสำคัญเรื่องเศรษฐกิจหมุนเวียนมาเป็นระยะเวลานาน โดยได้ถอดบทเรียน เพื่อให้เป็นประโยชน์ต้ององค์กรอื่นๆ ได้นำไปปรับใช้ เช่น การกำหนดเป้าหมายด้านความยั่งยืน 2025 และทิศทางการดำเนินการ การออกแบบกระบวนการผลิต การออกแบบผลิตภัณฑ์ การออกแบบและผลิตแพคเกจจิ้งที่สามารถรีไซเคิลและนำกลับมาใช้ใหม่ได้ การทำงานร่วมกันพันธมิตร กระบวนการทำงานที่มีนวัตกรรม และการใช้เทคโนโลยี และการดำเนินธุรกิจบนแนวทางความยั่งยืน
ปัจจุบัน Dow Chemical ตระหนักถึงการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศของโลกด้วยเช่นกัน จึงได้มีความพยายามคิดหาทางออก โดยเริ่มต้นคิดจากภาพใหญ่และคิดหา Solution เพื่อแก้ปัญหาโดยไม่ให้เกิดผลกระทบกับโลกและธุรกิจ
ที่ผ่านมา พลาสติกถูกกล่าวหาว่าเป็นภัยร้าย Dow Chemical จึงได้พัฒนารูปแบบการใช้พลาสติก โดยมีแนวคิดเรื่องการรีไซเคิลพลาสติกผ่านการบริหารจัดการที่เป็นมิตรกับสิ่งแวดล้อม โดยทำงานร่วมกับองค์กรที่มีความเชี่ยวชาญ สำหรับประเทศไทยที่เริ่มต้นทำงานเรื่องดังกล่าว การสื่อสารกับผู้บริโภคเป็นเรื่องสำคัญ
สำหรับความท้าทายของการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จริงนั้น Dow Chemical มีเป้าหมายที่จะผลักดันให้ 6 โครงการสำเร็จภายใน 2025 โดยมีการเริ่มนำแพคเกจจิ้งที่ลูกค้าใช้แล้วเอามารีไซเคิล อีกทั้งยังมีโครงการอื่นๆ ที่ทำเพื่อสร้างประโยชน์ให้กับสังคมที่มุ่งทำให้เกิดประโยชน์จริง ที่สำคัญคือ ไม่ใช่แค่คิด แต่ต้องลงมือทำด้วย
และผู้บริหารคนที่ 4 นายธนวงษ์ อารีรัชชกุล กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี กล่าวว่า
เศรษฐกิจหมุนเวียนของธุรกิจแพคเกจจิ้ง เอสซีจี ไม่ใช่เรื่องใหม่ ในการดำเนินธุรกิจ ผู้ประกอบการจะใช้กระดาษรีไซเคิลมาใช้ในการผลิตอยู่แล้ว แต่ยิ่งไปกว่านั้น เพื่อเป็นการลดการใช้วัตถุดิบ
SCG ได้เสริมเรื่องการใช้นวัตกรรมและเทคโนโลยีในการลดความหนาของกระดาษลงร้อยละ 20-25 ในขณะเดียวกันก็ยังคงความทนทานและความแข็งแรงของกระดาษได้
ด้านการออกแบบก็เป็นเรื่องสำคัญ โดยต้องออกแบบให้เหมาะสมกับการใช้งานที่แตกต่างกันไป เช่น
พาเลทกระดาษสามารถนำมาใช้แทนพาเลทไม้ได้ รับน้ำหนักได้มากถึง 800 กิโลกรัม (เวทีการจัดงานในวันนี้ก็ใช้กระดาษเป็นโครงสร้าง) หลังจากใช้ไปแล้วก็สามารถนำกลับไปรีไซเคิลเป็นแพคเกจจิ้งได้อีกกระบวนการนี้นับเป็นส่วนหนึ่งที่ตอบโจทย์เศรษฐกิจหมุนเวียน
นอกจากนั้น SCG ได้พัฒนาแอปพลิเคชั่นบนมือถือที่ช่วยเชื่อมต่อกับลูกค้าและคู่ค้า ไม่ใช่เพื่อความสะดวกเพียงอย่างเดียว แต่ Digital Platform นี้จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพของการเก็บข้อมูลด้วย การพัฒนานี้ต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน SCG เพียงผู้เดียวไม่สามารถทำให้สำเร็จได้ ซึ่งในอนาคต SCG จะสามารถพัฒนาต่อยอดเรื่องนี้ต่อไปได้
อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ต้องเริ่มทำคือการสร้างจิตสำนึกและการตระหนักรู้ของคนให้รู้จักการคัดแยกขยะ ผนวกกับเร่งปลูกฝังความคิดเรื่องความยั่งยืน โดยจะมีภาครัฐ ภาคเอกชน สื่อ และสังคม เป็นผู้สนับสนุน และหากทุกภาคส่วนร่วมทำงานไปพร้อมกัน เชื่อเป็นอย่างยิ่งว่า เศรษฐกิจหมุนเวียนในประเทศไทยจะเกิดขึ้นได้
สำหรับความท้าทายของการนำเศรษฐกิจหมุนเวียนมาใช้จริงนั้น สิ่งสำคัญที่สุด อยู่ที่ความคิดของคน การสร้างการตระหนักรู้ และสื่อสารเพื่อสร้างความเข้าใจ และให้เห็นความสำคัญ ทั้งหมดนี้ ลำพังเพียงคนเดียวไม่สามารถทำได้ทั้งหมด ความร่วมมือกันถือเป็นเรื่องสำคัญ สำหรับการดำเนินงานด้านเศรษฐกิจหมุนเวียนของ SCG ต้องเริ่มจากการสร้างความเข้าใจให้ทุกคนเข้าใจทิศทางการทำงานที่ตรงกัน หากทำได้ก็จะช่วยให้สามารถบริหารจัดการทรัพยากรได้ดีขึ้น