วิสัยทัศน์ใหญ่ กับเมืองที่กำลังจม
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : วรรณโชค ไชยสะอาด
ไม่ใช่แค่เรื่อง “นํ้าท่วม” แต่ทุกปัญหาใหญ่ของประเทศและรัฐบาล ต้องการวิสัยทัศน์ ความกล้าหาญ การยอมรับ และแรงสนับสนุนที่มากและมีเอกภาพเพียงพอในการจัดการ
“กรุงเทพฯ เสี่ยงจมทะเล”
คือคำเตือนจาก จารย์เอ้ สุชัชวีร์ ที่อ้างอิงงานวิจัยจากเหล่านักวิชาการ ซึ่งสอดคล้องกับการคาดการณ์ขององค์กรสิ่งแวดล้อมโลกหลายแห่งว่า วิกฤตโลกร้อนและน้ำแข็งขั้วโลกละลาย ประกอบกับปัญหาแผ่นดินทรุด บลา ๆ เหล่านี้จะส่งผลให้น้ำทะเลกัดเซาะและท่วมสูง 3-5 เมตรในอนาคต กัดกินพื้นที่ลึกเข้ามาในโซนภาคกลางหลายจังหวัดของไทยกว่า 16,000 ตารางกิโลเมตร
นั่นแปลว่า การแก้ปัญหาน้ำท่วมของไทยไม่อาจทำแบบ “ผลาญงบฯละลายน้ำ” คอยจ่ายเงินชดเชยไปวัน ๆ ผ่านโครงการเชิงรับขนาดเล็กได้อีกต่อไป
จำเป็นต้องแก้ที่ต้นตอด้วยโครงสร้างทางวิศวกรรมขนาดใหญ่ที่ลงทุนครั้งเดียวแล้วคุ้มค่าในระยะยาว
จริง ๆ เคยมีการชงไอเดียโปรเจ็กต์ถมทะเลสร้างเกาะเทียม บริเวณอ่าวไทย จากอดีตนายกฯ ทักษิณ ชินวัตร รวมถึง ปลอดประสพ สุรัสวดี อดีตรองนายกฯ
อ้างอิงแบบอย่างความสำเร็จของเนเธอร์แลนด์ เจ้าแห่งการถมทะเล ซึ่งพื้นที่กว่า 26% อยู่ต่ำกว่าระดับน้ำทะเล รวมถึงสิงคโปร์ จีน ญี่ปุ่น และยูเออี
โมเดลเบื้องต้นคือการสร้างเกาะเทียมเรียงตัวกันในอ่าวไทยตอนใน ความยาวรวม 100-150 กิโลเมตร ห่างจากฝั่ง 5-10 กิโลเมตร รวมไม่น้อยกว่า 9 เกาะ เริ่มต้นเกาะแรกที่บางขุนเทียน
แต่ละเกาะเชื่อมต่อกันด้วยถนนและระบบราง พร้อมติดตั้งประตูระบายน้ำบานพับขนาดใหญ่
นอกจากจะป้องกันน้ำท่วมแล้ว ประเทศยังได้ประโยชน์ด้านการคมนาคม แหล่งท่องเที่ยวใหม่ พื้นที่เมืองสีเขียว และพลังงานสะอาดจากการผลิตกระแสไฟฟ้าผ่านน้ำและลม
ใช้เม็ดเงินมหาศาลมากที่สุดเท่าที่เคยลงทุน ใช้เวลาสร้างกว่า 20 ปี
แต่ปัญหาของประเทศไทยคือ “ชื่อคนชงไอเดีย” ในเชิงการเมือง กลายเป็นเงื่อนไขที่น่ากลัวเกินกว่าจะผลักดันโปรเจ็กต์ระดับชาติให้เกิดขึ้นจริง
ผู้นำรัฐบาลส่วนใหญ่เลยไม่กล้าเปิดเกมใหญ่ ทำได้แค่เล่นเกมรับ ยื้อเวลา
“รัฐบาลต้องทำอย่างแรง…ต้องรีบทำ ไม่อย่างนั้นท่วมแน่นอน” คือสิ่งที่ทักษิณเคยย้ำไว้ พร้อมกับเรียกร้องให้สังคมปล่อยวางความเกลียดชังและหันหน้าเข้าหากัน เพราะประเทศชาติต้องจมกับความล่าช้ามากว่า 20 ปีแล้ว
รัฐจำเป็นต้องปฏิรูปกฎหมายผังเมือง สิทธิในที่ดิน และสิ่งแวดล้อม
ดึงระบบผู้ว่าฯ CEO กลับมาเพื่อสร้างเจ้าภาพที่ชัดเจน มียุทธศาสตร์ เป้าหมาย การประเมินผล และการปรับปรุงประสิทธิภาพ
พร้อมเร่งส่งเสริมสิทธิประโยชน์ทางการเงินและเทคโนโลยีเพื่อดึงดูดการลงทุน
สุดท้ายแล้ว นี่ไม่ใช่เรื่องของตัวบุคคล แต่เป็นเรื่องของอนาคตประเทศ
แน่นอนว่าโครงการใหญ่ย่อมมาพร้อมข้อกังวล ทั้งผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม วิถีชีวิตชุมชนชายฝั่ง และงบประมาณ แต่คำถามคือ ประเทศไทยจะยอมเสี่ยงกับ “ต้นทุนของการไม่ทำอะไรเลย”
รอฟ้า รอฝน รอฟังกรมอุตุฯ จ่ายค่าชดเชยน้ำท่วม-น้ำแล้ง ปีละหลายแสนล้านไปเรื่อย ๆ หรือจะกล้าแลกกับการบริหารจัดการความเสี่ยงเพื่อสร้างหลักประกันให้อนาคต
รอดูกันต่อไปครับว่าอีก 5 ปีข้างหน้า น้ำจะยังท่วมบ้านคุณอยู่หรือเปล่า ?