Skip to content

“ชาติศิริ” แบงก์กรุงเทพ ลั่นธุรกิจธนาคารเผชิญโจทย์ท้าทาย เร่งปรับตัว-ใช้เทคโนโลยี

17 ก.ย. 2568 | 16:25น.
“ชาติศิริ” แบงก์กรุงเทพ ลั่นธุรกิจธนาคารเผชิญโจทย์ท้าทาย เร่งปรับตัว-ใช้เทคโนโลยี

“ชาติศิริ” ซีอีโอธนาคารกรุงเทพ เผยธุรกิจแบงก์มีความท้าทายจากนโยบายเศรษฐกิจโลก ย้ำองค์กรต้องเร่งปรับ-ดึงเทคโนโลยี เน้นดูแลลูกค้าใกล้ชิด ชี้สัญญาณหนี้เสียยังปกติ มองหน้าตา ครม.ใหม่มีความรู้ความสามารถหนุนเศรษฐกิจไทยเดินหน้า

นายชาติศิริ โสภณพนิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงเทพ กล่าวภายในงานสัมมนาที่จัดโดย “สมาคมการจัดการธุรกิจแห่งประเทศไทย หรือ TMA” ภายใต้ธีม FUTURE FORUM 2025 | THE GREAT TRANSFORMATION ว่าการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญที่กำลังเกิดขึ้นในโลกธุรกิจและภาคธนาคารว่า ปัจจุบันเรากำลังขับเคลื่อนเพื่อการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ ซึ่งเป็นสิ่งจำเป็นอย่างยิ่งในโลกที่กำลังเปลี่ยนแปลงไปอย่างรวดเร็ว การเปลี่ยนแปลงนี้ไม่ได้จำกัดอยู่เพียงแค่บางส่วนของธุรกิจ แต่เป็นสิ่งที่บริษัทขนาดใหญ่ก็กำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงในลักษณะเดียวกัน

ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงพลวัตของโลกที่ทำให้องค์กรทุกขนาดต้องปรับตัวเพื่อความอยู่รอดและความสำเร็จ ในบริบทนี้ โดยมองว่าหัวใจสำคัญของความสำเร็จคือการเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลของเทคโนโลยี เป็นพลังขับเคลื่อนกระแสหลักในขณะนี้ การเปลี่ยนแปลงสู่ดิจิทัลไม่ได้เป็นเพียงทางเลือก แต่เป็นปัจจัยกำหนดทิศทางของการดำเนินธุรกิจและกลยุทธ์ในปัจจุบัน ทำให้องค์กรต้องนำเทคโนโลยีดิจิทัลมาใช้เป็นแกนหลักในการขับเคลื่อนและสร้างความได้เปรียบในการแข่งขัน

ดังนั้น ปัจจุบันภาคธนาคารกำลังเผชิญกับการเปลี่ยนแปลงครั้งสำคัญ จากการขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยี โดยเฉพาะการชำระเงินดิจิทัลได้นำไปสู่การเปลี่ยนแปลงมากมาย โดยในปัจจุบันการทำธุรกรรมกว่า 90% ของธุรกรรมต่าง ๆ สามารถทำได้ผ่านโมบายแบงกิ้ง ส่งผลให้การเผชิญหน้ามีน้อยลงมาก และมีเพียงไม่กี่กรณีเท่านั้นที่จำเป็นต้องมีการดำเนินการผ่านสาขา

“โจทย์ของธนาคารขณะนี้คือ การมีปฏิสัมพันธ์กับลูกค้าของเราอย่างไร จะใช้ประโยชน์จากข้อมูลที่มีอยู่มากมาย ได้อย่างไรอย่างมีประสิทธิภาพ เพื่อให้เราสามารถปรับแต่งบริการให้ตรงตามความต้องการเฉพาะบุคคล และคาดการณ์ความต้องการของลูกค้าได้ล่วงหน้า สิ่งเหล่านี้ล้วนเป็นส่วนสำคัญที่เราต้องลงมือทำมากขึ้น”

นายชาติศิริกล่าวว่า ในส่วนของธนาคารกรุงเทพพยายามช่วยเหลือดูแลลูกค้าและผู้ประกอบการอย่างใกล้ชิด และช่วยลูกค้าปรับตัวและวางแผนธุรกิจ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน โดยใช้เครือข่ายสาขาที่มีอยู่ทั้งในและต่างประเทศในการขยายธุรกิจ โดยรวมการปล่อยสินเชื่อจะพยายามทำให้ได้ตามเป้าหมายที่ตั้งไว้ ซึ่งธนาคารยังให้ความสำคัญกับสินเชื่อต่างประเทศ

ส่วนหนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ธนาคารยังไม่ได้เห็นการเพิ่มขึ้นของเอ็นพีแอลที่มีความผิดปกติแต่อย่างใด ทั้งในส่วนของลูกค้ารายใหญ่ และธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (เอสเอ็มอี) และยังอยู่ในวิสัยการบริหารจัดการได้ และดูแลลูกค้าอย่างใกล้ชิด โดยธนาคารยังไม่ได้มีแผนการตัดขายหนี้เอ็นพีแอลให้กับบริษัท บริหารสินทรัพย์ (AMC) แต่อย่างใด

ขณะที่ผลกระทบจากแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงต่อส่วนต่างอัตราดอกเบี้ยสุทธิ (NIM) ของธนาคารนั้น ยอมรับว่า มีผลกระทบบ้าง แต่เชื่อว่าสามารถบริหารจัดการได้ โดยธนาคารพยายามหารายได้จากแหล่งอื่นมาชดเชย เช่น รายได้ที่ไม่ใช่ดอกเบี้ย (Fee Income) เป็นต้น อย่างไรก็ดี มองว่าแนวโน้มดอกเบี้ยขาลงน่าจะช่วยลูกค้าในการลดภาระหนี้ได้มากขึ้นด้วย

“ภาพเศรษฐกิจยังขึ้นอยู่กับการเคลื่อนไหวของโลกไม่น้อย ทำให้ธุรกิจแบงก์ยังคงมีความท้าทาย ซึ่งเราคงต้องปรับตัวตลอดเวลา โดยการนำเทคโนโลยีเข้ามาช่วยให้สอดคล้องกับนโยบายของโลก”

สำหรับการเปลี่ยนแปลงของธนาคารในการลดขนาดภายใต้ความท้าทาย มองว่าในส่วนของพนักงาน ธนาคารมีโปรแกรม ER อยู่แล้ว ซึ่งไม่ได้ขึ้นอยู่กับอายุ แต่ขึ้นอยู่กับลักษณะของงาน และเป้าหมายให้สอดคล้องทำตามเหมาะสม

“ธนาคารกรุงเทพมีการปรับเปลี่ยนตลอด โดยการนำเทคโนโลยี และจุดแข็งของเครือข่ายช่วยเหลือลูกค้าในการขยายธุรกิจ รวมถึงเจ้าหน้าที่สามารถให้ข้อมูลต่าง ๆ ให้บริการลูกค้าได้มีประสิทธิภาพ ดังนั้น แนวโน้มพนักงานและสาขา มีการเปลี่ยนแปลงตลอดเวลา”

นายชาติศิริกล่าวเพิ่มเติมว่า สำหรับหน้าตาคณะรัฐบาลใหม่นั้น มองว่าจากรายชื่อคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่มีออกมานั้น เป็นผู้ที่มีความรู้ความสามารถที่จะนำเสนอแนวนโยบายที่จะเป็นประโยชน์ต่อผู้ประกอบการ เพื่อให้เศรษฐกิจสามารถเดินหน้าต่อไปได้ ขณะที่ ธปท.ก็ได้ดูแลสถาบันการเงินอย่างเข้มแข็งมีเสถียรภาพอย่างต่อเนื่อง สามารถรองรับความผันผวนที่เกิดขึ้นได้