Skip to content

แม่ทัพ AIS ตีโจทย์ทางรอดยุค AI Transformation “รวดเร็ว แม่นยำ ลึกซึ้ง”

23 ก.ย. 2568 | 15:45น.
แม่ทัพ AIS ตีโจทย์ทางรอดยุค AI Transformation “รวดเร็ว แม่นยำ ลึกซึ้ง”

ถอดแนวคิด “สมชัย” ซีอีโอ AIS กลยุทธ์ AI Transformation “คน” ทำงานและสังคมได้รับผลกระทบมากที่สุด ชี้ ไม่ต้องตั้งเป้าพัฒนาเอไอใหญ่โต แค่ “รวดเร็ว แม่นยำ ลึกซึ้ง”

นายสมชัย เลิศสุทธิวงค์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บมจ.แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS) ได้บรรยายพิเศษในหัวข้อ AI for Sustainability Nation งานสัมมนา PRACHACHAT ESG FORUM 2025 The TURNING POINT #ตีแตก Sustainability จัดโดย “ประชาชาติธุรกิจ” โดยเน้นย้ำการเปลี่ยนแปลงที่สำคัญของพฤติกรรมและวิธีคิดของผู้คนในยุคปฏิวัติอุตสาหกรรมครั้งต่อไป คือ ยุค AI Transformation

สมชัยกล่าวว่า ความน่ากังวลที่เกิดขึ้นหลัง คลื่นปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ที่เข้ามาเปลี่ยนแปลงพฤติกรรมคนสร้างความกังวลแก่ผู้คนจำนวนมาก ด้วยข่าวการเลิกจ้างพนักงานในบริษัทเทคโนโลยียักษ์ใหญ่อย่าง Microsoft และ Google แม้กระทั่งในประเทศไทยเองที่ธนาคารกสิกรไทยก็ออกมาเสนอให้เกษียณตอน 45 ปี อีกทั้งรายงานของกองทุนการเงินระหว่างประเทศ (IMF) ที่คาดการณ์ว่า AI อาจเข้ามาทดแทนตำแหน่งงานเดิมได้สูงถึง 40%

อย่างไรก็ตาม ประเด็นที่น่าเป็นห่วงยิ่งกว่า คือ “ความเหลื่อมล้ำของคนที่ใช้เอไอเป็นกับใช้เอไอไม่เป็น”

สมชัยอธิบายว่า การเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจและอุตสาหกรรมในแต่ละครั้งมีการเปลี่ยน “เจ้าโลก” ปฎิวัติอุตสาหกรรม ครั้งที่ 1 ขับเคลื่อนด้วยเครื่องจักรไอน้ำ และโรงงาน ผู้ชนะคือผู้ที่มีโรงงานอุตสาหกรรมที่ดีที่สุด เช่น ชาติต่าง ๆ ในยุโรป ครั้งที่ 2 ขับเคลื่อนด้วยศาสตร์การจัดการและการตลาด ผู้ชนะคือผู้ที่มีระบบบริหารจัดการองค์กรที่ดีที่สุด คือ สหรัฐอเมริกา ครั้งที่ 3 ขับเคลื่อนด้วยดิจิทัลและแพลตฟอร์ม ผู้ชนะคือผู้ที่มีแพลตฟอร์มที่ดีที่สุด เช่น Alibaba หรือ Netflix ส่วนครั้งที่ 4 เป็นที่แน่ชัดแล้วว่าขับเคลื่อนด้วยเอไอ ผู้ชนะยังไม่มีใครถูกตัดสินไม่มี “เจ้าโลก” ที่ชัดเจน

คำถามสำคัญ คือ ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงครั้งที่ 4 นี้ จะปรับตัว และทำ Transformation อย่างไร

แม่ทัพ AIS ได้จำแนกเอไอออกเป็น 3 ระดับตามความซับซ้อน คือ

1.Narrow AI (AI เฉพาะทาง) เชี่ยวชาญในงานใดงานหนึ่งโดยเฉพาะ เช่น แชตบอต หรือระบบวิเคราะห์ข้อมูลการตลาด

“ความเสี่ยงหลัก คือ ขณะที่เรากำลังใช้ Narrow AI พวกแชตบอตต่าง ๆ กันอย่างสนุกและสบาย มีองค์ความคุ้มมากมาย เป็นการฆ่าความรู้ความสามารถของมนุษย์ลง ทำให้สกิลที่เคยแข็งแกร่งกลับอ่อนด้อยลง เหมือนกับในยุคปัจจุบันที่เราไม่สามารถจดจำเบอร์โทรศัพท์ได้อีกต่อไป เพราะพึ่งพาโทรศัพท์มือถือมากเกินไป”

2.Artificial General Intelligence (AGI) ที่มีความเก่งเท่ามนุษย์ สามารถทำงานได้หลากหลาย การพัฒนา AGI ก่อให้เกิดภาระด้านสิ่งแวดล้อมและทรัพยากรอย่างมหาศาล เนื่องจากต้องใช้พลังงาน และทรัพยากรน้ำจำนวนมากในการฝึกฝนโมเดล ตัวอย่างที่ชัดเจนคือประเทศสิงคโปร์ต้องสั่งระงับการสร้างดาต้าเซ็นเตอร์แห่งใหม่ เพราะกังวลว่าจะไม่มีพลังงานและน้ำเพียงพอ

3.Super AI มีสติปัญญาสูงกว่ามนุษย์อนาคตของ Super AI ยังคงเป็นที่ถกเถียงกันอย่างกว้างขวาง โดยแบ่งออกเป็นสองมุมมองที่แตกต่างกันสุดขั้ว มุมหนึ่งมองว่าจะเป็น “โลกแห่งสวรรค์” แบบยูโทเปีย ขณะที่อีกมุมกังวลว่าจะนำไปสู่สังคมแบบ “Winner-takes-all” ที่ความเหลื่อมล้ำทางชนชั้นจะถ่างกว้างออกไปอย่างที่ไม่เคยเป็นมาก่อน

โดยส่วนตัวไม่ได้มองว่าเอไอระดับตัวไหนเก่งอย่างไร อยากให้ดูผลกระทบที่จะเกิดขึ้นกับผู้คนและสังคม หากมองตามแนวคิดของชาร์ล ดาร์วิน ในการเปลี่ยนแปลงแต่ละครั้ง ผู้ที่ชนะและอยู่รอดคือผู้ที่ปรับตัวได้อย่างรวดเร็วและเหมาะสม ดังนั้นจึงต้องมาดูว่าจะปรับตัวอย่างไร ซึ่งใน AI Transformation นี้ ยังไม่มีใครรู้ว่าทำอย่างไร

“สำหรับ AIS เองมีประสบการณ์จากการทำ Digital Transformation เมื่อ 10 ปีที่แล้ว เราพบว่า ‘คน’ สำคัญที่สุดทั้งในระดับองค์กรและระดับประเทศ ทำให้คนเข้าใจและปรับใช้ดิจิทัลในการทำงาน ในชีวิตได้เร็วและมากที่สุดจะอยู่รอดและชนะ”

“ในตอน Digital Transformation ผมเห็นว่าต้องทำแค่ 3 อย่าง คือ การทำให้โปรดักต์และธุรกิจเป็นดิจิทัล การทำอินเตอร์เฟซที่สอดรับกันระหว่างโลกจริงและโลกดิจิทัล และสุดท้ายคือการมีโมเดลธุรกิจที่สามารถสเกลไปได้ด้วยดิจิทัล ซึ่งตอนนี้มีหลักสูตรให้อบรมมากมาย ขณะที่ AI Transformation ยังไม่มีใครรู้ว่าจะทำอย่างไร”

“AI Transformation” ที่กำลังจะเกิดและยังไม่มีใครรู้ว่ามันทำอย่างไรนี้ ผมมองว่ามีเป้าหมาย 3 อย่าง คือ เพื่อทำให้กระบวนการทำงาน “เร็วขึ้น แม่นยำขึ้น และลึกซึ้งขึ้น” เพื่อให้องค์กรหรือบุคคลได้เปรียบและอยู่รอดได้ ไม่ต้องฝันถึง AGI หรือ Super AI ซึ่งหลายองค์กรในไทยที่มีการลงทุนในเอไอไปมหาศาลก่อนหน้านี้ เริ่มเห็นแล้วว่าไม่จำเป็น มีการลดงบฯลงเอาเฉพาะเอไอยูสเคสที่ดี เฉพาะเอไอที่แก้ปัญหาให้องค์กรได้

เริ่มทรานส์ฟอร์มที่ตัวคน

การอยู่รอดในยุคเอไอ ยังต้องคำนึงถึงผู้คนระดับประเทศด้วย จะต้องมี 1.ความเท่าเทียม AI Inclusivity อยากให้ทุกบริษัทใช้ AI เพื่อเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขัน และต้องออกแบบระบบให้ครอบคลุมถึงผู้มีความต้องการที่แตกต่างกัน เช่น คนพิการ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำในสังคม 2.การสร้างความตระหนักรู้ AI Literacy เป็นหัวใจสำคัญในการเตรียมความพร้อมของคนไทย ซึ่งประกอบด้วย 3 องค์ประกอบหลัก คือ 1) เข้าใจ AI คืออะไร 2) ใช้งาน AI เป็น และ 3) ใช้งานอย่างรอบคอบและมีวิจารณญาณ

อีกส่วนที่พูดบ่อยครั้ง คือ ยุทธศาสตร์ AI for Sustainability Nation จะเกิดขึ้นไม่ได้หากปราศจากรากฐานของประเทศที่แข็งแกร่ง ซึ่งประกอบด้วย “พาย 3 ชิ้น” หรือ 3P คือ 1.Profit 2.Planet ในเรื่องของพลังงานสะอาดและสิ่งแวดล้อม ซึ่งเป็นสิ่งที่องค์กรธุรกิจคำนึงอยู่แล้ว ส่วนที่ผมมองว่าสำคัญที่สุดคือ 3.People ต้องเตรียมคนของเราให้พร้อม ไม่ต้องถึงกับให้เหมือนสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ที่ให้ประชาชนทุกคนใช้เอไอฟรี แต่ต้องเน้นย้ำเรื่องการตระหนักรู้และความเหลื่อมล้ำให้มากขึ้น

“ในการเริ่มต้นพัฒนาคน เริ่มได้เลย ทุกคนควรเริ่มสร้าง AI Literacy ให้กับตนเอง คือ ทำความเข้าใจ ฝึกใช้งาน และใช้ด้วยวิจารณญาณ”

“สมชัย” เน้นย้ำด้วยว่า ในยุคแห่งปัญญาประดิษฐ์นี้ “คน” คือปัจจัยที่สำคัญและเป็นตัวชี้ขาดอย่างแท้จริง เทคโนโลยีเป็นเพียงเครื่องมือ แต่ผู้ที่จะสร้างความเปลี่ยนแปลงและกำหนดทิศทางของอนาคตคือมนุษย์ “ถ้าใครเปลี่ยนแปลงคนได้เร็ว คนนั้นกลายเป็นเจ้าโลก”

นอกจากนี้ ไม่ใช่แค่ในส่วนของบริษัทหรือองค์กร แต่ผู้รับผิดชอบตามกฎหมาย หรือรัฐบาลผู้มีอำนาจต้องสร้างรากฐาน 3 ประการ คือ 1) สร้างการเมืองที่มั่นคงและมีเสถียรภาพ 2) สังคมที่เป็นธรรม ลดความเหลื่อมล้ำ ในแง่ของการปฏิบัติตามกฎหมายอย่างเท่าเทียม และ 3) สร้างเศรษฐกิจระบบใหม่ ต้องเปลี่ยนผ่านจากระบบเศรษฐกิจแบบเดิม ๆ ไปสู่เศรษฐกิจที่สามารถใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยี AI ในการสร้างมูลค่าและแข่งขันกับนานาชาติได้