Skip to content

‘ฟิทช์-มูดีส์’ จ้องหั่นเครดิต โจทย์หิน…ขุนคลัง-รัฐบาล ‘อนุทิน’

27 ก.ย. 2568 | 14:55น.
‘ฟิทช์-มูดีส์’ จ้องหั่นเครดิต โจทย์หิน…ขุนคลัง-รัฐบาล ‘อนุทิน’

หลังรัฐบาลชุดใหม่แถลงนโยบายของรัฐสภาเรียบร้อยแล้ว คงต้องเร่งเดินหน้าทำงาน ทั้งด้านเศรษฐกิจและการเมือง ยิ่งนายกรัฐมนตรีประกาศทำตามพันธสัญญาที่จะ “ยุบสภา” เมื่อครบ 4 เดือน หรือในเดือน ม.ค. 2569 การทำงานทุกอย่างก็ต้องเร่งมือเต็มที่ ซึ่งในส่วนการแก้โจทย์ด้านเศรษฐกิจรัฐบาลได้ “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” ลูกหม้อกระทรวงการคลัง เข้ามาเป็นรองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง ดังนั้น จึงรู้โจทย์ต่าง ๆ เป็นอย่างดี

โดยโจทย์ที่ดูจะเป็นเรื่องใหญ่ที่สุดในตอนนี้ เพียงแต่การแก้ต้องอาศัยเวลา แต่ก็ต้องเริ่มทันที ก็คือ “ความเสี่ยงการถูกปรับลดเครดิต” ของประเทศไทย ซึ่งล่าสุด “ฟิทช์ เรทติ้งส์” ได้ปรับลดมุมมองเครดิตไทยลงเป็น “เชิงลบ” จากเดิม “มีเสถียรภาพ” โดยอ้างถึงความเสี่ยงที่เพิ่มขึ้นในส่วนฐานะการเงินภาครัฐ ความไม่แน่นอนทางการเมืองที่ยืดเยื้อและแนวโน้มการเติบโตทางเศรษฐกิจที่อ่อนแอลง แต่ยังคงอันดับเครดิตที่ “BBB+”

ท่าทีของ “ฟิทช์” เป็นเสียงเตือนที่ “ดังมากขึ้น” เกี่ยวกับฐานะการคลังของประเทศ เพราะย้อนไปเมื่อช่วงต้นปีที่ผ่านมา บริษัท มูดีส์ อินเวสเตอร์ เซอร์วิส (Moody’s) อีกสถาบันจัดอันดับเครดิตชั้นนำของโลก ก็ได้นำร่องปรับลดแนวโน้มอันดับเครดิตของประเทศไทยลงสู่มุมมอง “เชิงลบ” (Negative) จากเดิมที่มีเสถียรภาพ (Stable) ไปก่อนแล้ว

“ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย” หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) ระบุว่า เป็นการส่งสัญญาณว่าไทยมีโอกาสถูก Downgrade (ปรับลดเครดิต) มากกว่า Upgrade (เพิ่มเครดิต) ในอนาคต ซึ่งการปรับมุมมองครั้งนี้ไม่ได้สร้างความประหลาดใจ

“จริง ๆ แล้วข่าวนี้ไม่น่าสร้างความประหลาดใจมากนัก เพราะก่อนหน้านี้ Moody’s ก็เพิ่งปรับมุมมองของไทยเป็น “ลบ” ไปแล้วก่อนหน้านี้ (และคาดได้ว่าเดี๋ยว S&P ก็จะตามมาในเร็ว ๆ นี้) แต่มันสะท้อนภาพความเสี่ยงทางการคลังที่ก่อตัวชัดเจนขึ้นเรื่อย ๆ”

โดยสิ่งที่ทั้ง Fitch และ Moody’s ชี้ชัดว่าปัญหาการเมืองบวกกับความท้าทายเชิงโครงสร้างของเศรษฐกิจไทย กำลังทำให้ความเสี่ยงด้านการคลังสูงขึ้น หากไม่มีแผนการลดหนี้และสร้างความยั่งยืนทางการคลัง (Fiscal Consolidation) อย่างจริงจัง

ดังนั้น ทางออกจึงอาจจะไม่ใช่การอัดฉีดแบบเดิม ๆ แต่รัฐบาลจำเป็นต้องมีแผนฟื้นฟูความน่าเชื่อถือการคลัง ในขณะที่เพิ่มศักยภาพของเศรษฐกิจในระยะยาว โดย “ฝั่งรายได้” ต้องหาทางเพิ่มรายได้โดยไม่บั่นทอนการเติบโต เช่น การดึงคนและธุรกิจเข้าสู่ระบบภาษีมากขึ้น ทบทวนสิทธิประโยชน์ทางภาษี และการเพิ่มประสิทธิภาพในการจัดเก็บให้มี Tax Buoyancy ที่สูงขึ้น

ส่วน “ฝั่งรายจ่าย” ต้องกล้าลดขนาดของรัฐ ลดการรั่วไหล และคอร์รัปชั่น พร้อมกับเลือกลงทุนในสิ่งที่มีผลคูณต่อเศรษฐกิจสูง ลงทุนที่ทำให้ Productivity ของประเทศเติบโตมากกว่าการใช้จ่ายแบบที่สิ้นเปลืองไปโดยไม่เหลืออะไร และต้องมีการควบคุมวินัยทางการคลังอย่างจริงจัง ไม่ใช่หาที่ซ่อนภาระทางการคลังไว้ที่ต่าง ๆ รวมถึงการปฏิรูปประสิทธิภาพของรัฐวิสาหกิจด้วย

โดย “เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ” รองนายกรัฐมนตรี และ รมว.คลัง กล่าวว่า ตระหนักดีว่าคำเตือนของฟิทช์เป็นสิ่งที่ต้องให้ความสำคัญ ทั้งวินัยการคลัง ฐานะการคลัง รวมถึงนโยบายเศรษฐกิจ ที่นายกรัฐมนตรีมอบหมายในระยะสั้น 4 เดือน ซึ่งจะพยายามตอบโจทย์ความกังวล

ขณะที่ “วรภัค ธันยาวงษ์” รมช.คลัง ระบุว่า รัฐบาลนี้แม้อายุเพียง 4 เดือน ก็ไม่ได้เพิกเฉย โดยได้เริ่มวางแนวทาง Fiscal Consolidation เพื่อปรับฐานะการคลังให้กลับมาอยู่ในเส้นทางที่ยั่งยืน

และในเดือน พ.ย.นี้จะเห็นการจัดทำแผนการคลังระยะปานกลาง หรือ Medium-Term Fiscal Framework (MTFF) ฉบับใหม่

“จะเป็นครั้งแรกที่รัฐบาลจะวาง “Roadmap” ชัดเจนต่อสาธารณะ ว่าจะปรับขาดดุลลงอย่างไร เพื่อไม่ให้หนี้หลุดพ้นจาก Trajectory ที่ควบคุมได้

แนวคิดหลักคือ สร้างความน่าเชื่อมั่น ว่าการขาดดุลจะทยอยลดลงหลังปีงบประมาณ 2569 และหนี้ต่อ GDP จะ Stabilise ในระดับที่ไม่เกิน 65% พร้อมทั้งเพิ่มรายได้ภาครัฐและจัดลำดับรายจ่ายอย่างมีวินัย

“วรภัค” ชี้ว่า ดังนั้น มุมมอง Negative ของ Fitch ครั้งนี้ ไม่ได้หมายถึง “วิกฤตใกล้ตัว” แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า หากไทยไม่แสดงแผนการคลังที่ชัดเจน ความเชื่อมั่นก็จะสั่นคลอน

“นี่คือโจทย์ที่รัฐบาลเราต้องทำให้ได้ในอีกไม่กี่เดือนข้างหน้า-เพื่อให้ตลาดและนักลงทุนเห็นว่าประเทศไทยยังรักษาวินัยการคลังและความน่าเชื่อถือทางเศรษฐกิจได้”

ด้านบริษัทหลักทรัพย์ อินโนเวสท์ เอกซ์ จำกัด (InnovestX) ชี้ว่า จากสถิติในอดีตบริษัทจัดอันดับเครดิตมักรอ 1-2 ปี เพื่อประเมิน และหากปัจจัยเสี่ยงผ่อนคลายก็จะคงอันดับ หรือปรับอันดับเครดิตเป็นบวกลบต่อไป ขณะที่หุ้นไทย โดยเฉพาะกลุ่มธนาคารและพลังงานมักจะถูกกดดันด้าน Sentiment ระยะสั้น แต่ไม่กระทบพื้นฐานทันที ส่วนค่าเงินบาทมักอ่อนค่าชั่วคราว