Skip to content

พาณิชย์สั่งลุยแก้ปัญหาค่ายาแพง เพิ่มทางเลือกผู้ป่วยซื้อยานอกโรงพยาบาล

08 ต.ค. 2568 | 09:37น.
พาณิชย์สั่งลุยแก้ปัญหาค่ายาแพง เพิ่มทางเลือกผู้ป่วยซื้อยานอกโรงพยาบาล

พาณิชย์ยุค “ศุภจี” เริ่มแล้ว มาตรการดูแลราคายา-เวชภัณฑ์ตามนโยบาย Quick Big Win กรมการค้าภายในเซ็นเอ็มโอยูร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ให้เปิดเผยราคาก่อนจ่ายเงิน เพิ่มทางเลือกซื้อยานอกโรงพยาบาลได้ รุกคืบขั้นต่อไป ดึงร้านขายยา 2 หมื่นแห่งเข้าร่วม ย้ำชัดไม่ใช่ “ควบคุมราคา” แต่ให้เปิดเผย-โปร่งใส เพิ่มช่องทางซื้อยาเอง

จากกรณีที่นางศุภจี สุธรรมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ ได้แถลงนโยบายและแผนงานขับเคลื่อนเศรษฐกิจ ต่อที่ประชุมรัฐสภา เมื่อวันที่ 29 กันยายน 2568 โดย 1 ใน 7 นโยบายที่มอบข้าราชการกระทรวงพาณิชย์ และเป็นส่วนหนึ่งของ Quick Big Win ของรัฐบาล คือ ประเด็นด้านสุขภาพ การลดค่ายาและเวชภัณฑ์ในโรงพยาบาลเอกชน เพราะปัจจุบันเรื่องสุขภาพมีค่าใช้จ่ายสูงขึ้น และประชาชนมีทางเลือกน้อยลง และพบว่าการใช้บริการในโรงพยาบาลรัฐรอคิวนาน ใช้เวลาทั้งวันในการเข้าใช้บริการ ซึ่งเป็นสิ่งสำคัญที่รัฐบาลต้องการเข้าไปดูแลและช่วยเหลือลดค่าครองชีพให้กับประชาชน

เมื่อวันที่ 7 ตุลาคม 2568 กระทรวงพาณิชย์ได้จัดมีการลงนามบันทึกข้อตกลง (MOU) ร่วมกับสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เนื้อหาสาระสำคัญ คือ การให้มีการเปิดเผยราคายา ก่อนที่จะมีการชำระเงิน และเพิ่มทางเลือกให้กับประชาชนสามารถซื้อยานอกโรงพยาบาลเอกชนได้ คาดว่าจะสามารถดำเนินการได้ช่วงสิ้นเดือนตุลาคม 2568 และคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายให้กับประชาชน โดยมีการประเมินร่วมกับกระทรวงสาธารณสุขกว่า 32,400 ล้านบาทต่อปี

สำหรับเวชภัณฑ์ที่จำเป็นจะเข้าไปติดตามดูแลโครงสร้างต้นทุนเวชภัณฑ์ เช่น ผ้าก๊อซ สำลี แผ่นแปะแผล ถุงมือยาง ชุดตรวจ ATK เป็นต้น โดยการควบคุมต้นทุน ราคายาและเวชภัณฑ์ เพื่อลดความเหลื่อมล้ำและป้องกันการตั้งราคาที่เกินความเหมาะสม โดยคาดว่าจะช่วยลดภาระค่าครองชีพประชาชนในหมวดเวชภัณฑ์ได้ถึง 1,100 ล้านบาทต่อปี

รพ.เอกชนกว่า 300 แห่งเข้าร่วม

นายวิทยากร มณีเนตร อธิบดีกรมการค้าภายใน เปิดเผยภายหลังการประชุมร่วมกับกรมสนับสนุนบริการสุขภาพ (สบส.) สำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) และสมาคมโรงพยาบาลเอกชน เพื่อขอความร่วมมือจากเครือโรงพยาบาล เดิมมีโรงพยาบาลเข้าร่วมโครงการ 5 เครือ แต่ปัจจุบันสนใจเข้าร่วมเพิ่มขึ้นเป็น 9 เครือ จากทั้งหมด 11 เครือ และยังมีโรงพยาบาลอีก 1 แห่ง ทำให้จำนวนโรงพยาบาลที่เข้าร่วมโครงการเพิ่มขึ้นเป็นมากกว่า 300 แห่ง จากสมาชิก 354 แห่ง

ได้แก่ เครือ BDMS อาทิ รพ.กรุงเทพ รพ.พญาไท เป็นต้น เครือโรงพยาบาลธนบุรี เครือ BCH เช่น กลุ่มโรงพยาบาลเวิลด์เมดิคอล โรงพยาบาลเกษมราษฎร์ และโรงพยาบาลการุญเวช เครือบางปะกอก-ปิยะเวช เครือรามคำแหง-วิภาราม เครือ PCL (พริ๊นซิเพิล) เครือจุฬารัตน์ เครือนวมินทร์ และเครือสินแพทย์ และโรงพยาบาลหัวเฉียว ทั้งนี้ เพื่อเตรียมความพร้อมในการปฏิบัติร่วมกันตาม MOU เพื่อยกระดับความร่วมมือในการเปิดเผยค่ายาในโรงพยาบาลเอกชน รวมถึงเพิ่มทางเลือกให้ผู้ป่วยสามารถเลือกซื้อยาภายนอกโรงพยาบาลได้

ขั้นต่อไปหารือร้านขายยา

นายวิทยากรกล่าวต่อว่า ความร่วมมือนี้จะเป็นการยกระดับการคุ้มครองสิทธิของผู้บริโภค ในการ “ขอทราบราคายา” และ “มีสิทธิเลือกซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้” โดย Quick Win MOU มุ่งให้โรงพยาบาลเปิดเผยราคายาก่อนการชำระเงิน และเปิดโอกาสให้ผู้ป่วยสามารถไปซื้อยาจากภายนอกโรงพยาบาลได้ โดยขั้นตอนต่อไป กรมจะต้องเตรียมความพร้อมและลงทะเบียนร้านขายยาที่มีกว่า 20,000 กว่าแห่ง โดยจะประชุมหารือกันในวันที่ 10 ตุลาคม 2568 นี้

โดยหลังจากมีการหารือกันทุกด้านแล้ว จะเริ่ม Kick off โครงการ “สุขกาย สบายกระเป๋า” ในวันที่ 28 ตุลาคม 2568 และหลังจากนั้นทุกโรงพยาบาลและร้านขายยาที่เข้าร่วมโครงการจะมีป้ายประชาสัมพันธ์ให้ประชาชนได้รับทราบเพื่อใช้บริการได้อย่างทั่วถึงต่อไป

ไม่คุมราคาแค่ให้โปร่งใส-เป็นธรรม

“ในการแสดงรายละเอียดของโรงพยาบาล จะมี ‘รายการยาและค่ายา’ อย่างชัดเจนในใบแจ้งค่าใช้จ่าย ใบแจ้งหนี้ และใบเสร็จรับเงิน เพื่อให้ผู้รับบริการสามารถตรวจสอบและเปรียบเทียบราคาได้ และเป็นสิทธิของผู้รับบริการเลือกซื้อยาจากโรงพยาบาลหรือภายนอกโรงพยาบาลเอกชน ซึ่งจะช่วยแบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายด้านการรักษาพยาบาล โดยทุกฝ่ายจะมีการร่วมมือประชาสัมพันธ์สร้างความเข้าใจแก่ประชาชนเกี่ยวกับสิทธิในการรับบริการและการเลือกซื้อยาให้ทั่วถึง โดยในเฟสต่อไปจะขยายมาตรการไปยังคลินิกต่าง ๆ และเข้าไปดูแลเรื่องโครงสร้างราคาต้นทุนยาให้เหมาะสมและเป็นธรรม”

ทั้งนี้ ความร่วมมือของทุกฝ่ายในครั้งนี้ วัตถุประสงค์คือ แบ่งเบาภาระค่าใช้จ่ายของประชาชน เพิ่มทางเลือก และยกระดับความร่วมมือในการให้บริการของโรงพยาบาลเอกชน นอกจากนี้ ยังเป็นการเพิ่มโอกาสให้ประชาชนเข้าถึงบริการในโรงพยาบาลเอกชนมากขึ้น และช่วยลดความแออัดของโรงพยาบาลภาครัฐในภาพรวมด้วย อย่างไรก็ดี การดำเนินการครั้งนี้ไม่ใช่การควบคุมราคา แต่จะกำหนดโครงสร้างต้นทุนที่เหมาะสม เช่น ต้นทุนค่าบริหารจัดการ ค่าการตลาด ซึ่งจะมีคณะทำงานที่เกี่ยวข้องในการดูแลเพื่อความโปร่งใสและเป็นธรรม

เริ่มต้นคุมยาปี 2562

รายงานข่าวจากกระทรวงพาณิชย์ระบุว่า กรมการค้าภายใน กระทรวงพาณิชย์ เข้ามาติดตามดูแลควบคุมราคายาและเวชภัณฑ์ ภายใต้ พ.ร.บ.ว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ พ.ศ. 2542 ซึ่งเริ่มต้นในช่วงปลายรัฐบาลยุค คสช. ซึ่งมีนายสนธิรัตน์ สนธิจิรวงศ์ เป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพาณิชย์ เนื่องจากมีปัญหาราคายาสูง ส่งผลให้กระทรวงพาณิชย์เข้าไปติดตามดูแล และได้กำหนดให้ยาและเวชภัณฑ์ ตามประกาศของคณะกรรมการกลางว่าด้วยราคาสินค้าและบริการ (กกร.) เป็นสินค้าควบคุมตั้งแต่ปี 2562 จนถึงปัจจุบัน ภายใต้กฎหมายดังกล่าว

สำหรับมาตรการที่บังคับใช้ คือ การเป็นสินค้าและบริการควบคุม ประกอบด้วย 1.ยารักษาโรค เวชภัณฑ์เกี่ยวกับการรักษาโรค และบริการรักษาพยาบาล บริการทางการแพทย์ และบริการอื่นของสถานพยาบาล ถูกกำหนดให้เป็น สินค้าและบริการควบคุมโดย กกร. ซึ่งมีการต่ออายุการควบคุมอย่างต่อเนื่องทุกปี (ล่าสุดมีการต่ออายุจนถึงปี พ.ศ. 2569)

2.การแจ้งราคา : โรงพยาบาลเอกชน ผู้ผลิต ผู้นำเข้า และผู้จำหน่าย ต้องแจ้งราคาซื้อและราคาจำหน่ายยาและเวชภัณฑ์ รวมถึงอัตราค่าบริการทางการแพทย์บางรายการ ให้แก่กรมการค้าภายใน 3.การแสดงราคาและทางเลือก : โรงพยาบาลต้องแสดง QR Code หรือช่องทางอื่น เพื่อให้ผู้บริโภคสามารถเปรียบเทียบราคาซื้อ-ขายยาและเวชภัณฑ์ได้ โดยโรงพยาบาลต้องประเมินค่ารักษาเบื้องต้น ให้ผู้ป่วยทราบเมื่อร้องขอ และโรงพยาบาลต้องออกใบสั่งยาที่ชัดเจน เพื่อให้ผู้ป่วยสามารถนำใบสั่งยาไปซื้อยานอกโรงพยาบาลได้ หากไม่ประสงค์จะซื้อจากโรงพยาบาล

อย่างไรก็ดี จากมาตรการดังกล่าวจะไม่มีการกำหนด “เพดานราคาขาย” (Price Cap) โดยตรง แต่กฎหมายยังคงใช้มาตรการ “ควบคุมการแจ้งราคา” และ “สร้างความโปร่งใส” เพื่อป้องกันการคิดราคาสูงเกินควร และเพิ่มอำนาจให้ผู้บริโภคในการตัดสินใจและร้องเรียนได้ง่ายขึ้น

รายการยาที่ต้องแจ้งหมื่นรายการ

นอกจากนี้ รายการและจำนวนยา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์ที่ต้องแจ้งราคาตามประกาศของ กกร. มีจำนวนหลายหมื่นรายการ โดยแบ่งออกเป็นกลุ่มหลัก ๆ ดังนี้ 1.รายการยา ในระยะเริ่มต้นของการควบคุม (พ.ศ. 2562) ได้กำหนดให้แจ้งราคาของยาตามบัญชีเจ็บป่วยฉุกเฉินวิกฤตมีสิทธิทุกที่ (UCEP) ประมาณ 3,892 รายการ ยาตามรหัสบัญชีข้อมูลยาและรหัสยามาตรฐานไทย (TMT) ในการดำเนินการจะมีการขยายผลให้ครอบคลุม ซึ่งในภาพรวม บัญชียาทั้งหมดมีประมาณ 32,000 รายการ 2.รายการเวชภัณฑ์ตามบัญชี UCEP ประมาณ 792 รายการ เวชภัณฑ์พื้นฐาน มีการเน้นให้แจ้งราคาของเวชภัณฑ์พื้นฐานที่ใช้บ่อย เช่น น้ำเกลือ เข็มฉีดยา ผ้าก๊อซ 3.ค่าบริการทางการแพทย์ 5,286 รายการ ทั้งนี้ เพื่อมุ่งเน้นในการสร้างความโปร่งใส ด้วยการให้โรงพยาบาลเอกชนแจ้งข้อมูลราคาทั้งยา เวชภัณฑ์ และค่าบริการทางการแพทย์

ทั้งนี้ กรณีพบความไม่ถูกต้อง สามารถร้องเรียนผ่านสายด่วน 1569 และช่องทางอื่น ๆ ซึ่งตั้งแต่เริ่มมีการกำกับดูแลในปี 2562 พบว่า มีการร้องเรียนเบื้องต้นกว่า 100 ราย ซึ่งส่วนใหญ่เป็นเรื่องของค่ารักษาพยาบาลและค่ายาแพงเกินไป

รพ.ห่วงเสี่ยงซื้อยาเอง

ด้านนายแพทย์ไพบูลย์ เอกแสงศรี นายกสมาคมโรงพยาบาลเอกชน ระบุว่า ความร่วมมือครั้งนี้เป็นประโยชน์ต่อผู้ป่วยมีสิทธิเลือกซื้อยาได้ โดยมีใบสั่งยาจากแพทย์ ส่วนปัญหายาแพงนั้น ยอมรับว่ามีหลายปัจจัยเข้ามาเกี่ยวข้องที่เป็นต้นทุนในการกำหนดราคายา เช่น ค่าที่ดิน เครื่องมือแพทย์ ทั้งค่าบริหารจัดการ ค่าการตลาด ซึ่งแต่ละโรงพยาบาลจะแตกต่างกัน โดยมีกำไรเฉลี่ยอยู่ที่ 10% ทั้งนี้ ตนเป็นห่วงกรณีผู้ป่วยที่ต้องการซื้อยาจากข้างนอกโรงพยาบาล ต้องมีหน่วยงานที่เกี่ยวข้องเข้าไปกำกับดูแลอย่างใกล้ชิด เพื่อป้องกันยาที่ไม่ได้คุณภาพหรือยาปลอม ทั้งนี้ ยอมรับว่าโครงการลดค่าครองชีพครั้งนี้ส่งผลกระทบต่อรายได้ของโรงพยาบาล

แท็กที่เกี่ยวข้อง

คุมค่ายา