Skip to content

4 บิ๊กคอร์ปรวมพลัง SX2025 สู้พายุเศรษฐกิจ-ลดโลกร้อนยั่งยืน

09 ต.ค. 2568 | 11:19น.
4 บิ๊กคอร์ปรวมพลัง SX2025 สู้พายุเศรษฐกิจ-ลดโลกร้อนยั่งยืน

เมื่อโลกเปลี่ยนไป คนต้องเปลี่ยนตาม เปลี่ยนในแง่การปรับตัว ยอมรับสิ่งที่เกิดขึ้นตามความเป็นจริง ทั้งในแง่สังคม เศรษฐกิจ และการเมือง เพื่อให้องค์กรและประเทศชาติอยู่รอดปลอดภัย

บนเวที CEO Panel ซึ่งจัดขึ้นในงาน มหกรรมด้านความยั่งยืน (Sustainability Expo 2025) ซีอีโอจาก 4 บริษัทชั้นนำของประเทศไทยได้ร่วมถอดบทเรียน “การปรับตัว” เพื่อสู้กับพายุเศรษฐกิจโลกสู่อนาคตที่ยั่งยืน ภายใต้การแลกเปลี่ยนมุมมอง ประสบการณ์ ข้อเสนอแนะในมิติต่าง ๆ ล้วนมีเนื้อหาน่าสนใจ

เอกชนต้องเชื่อมโยง-ชูคนรุ่นใหม่

ศุภชัย เจียรวนนท์ ประธานคณะผู้บริหาร เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด กล่าวว่า การปรับตัวของ 2 มหาอำนาจทางเศรษฐกิจโลก คือ สหรัฐอเมริกาและจีน ทำให้ระบบซัพพลายเชนของโลกเปลี่ยนไป ประเทศไทยได้รับผลกระทบโดยตรงทั้งนำเข้า-ส่งออก แต่เรามองวิกฤตเป็นโอกาสได้ การที่อเมริกาทวนกระแสโลกาภิวัตน์ (Deglobalization) โดยใช้นโยบายคุ้มครองทางการค้า (Protectionism) เพื่อปกป้องอุตสาหกรรมภายในประเทศ

ทำให้จีนปรับนโยบายมาเน้นโลกาภิวัตน์ด้วยการผลักดันทุนออกนอกประเทศ ซึ่งไทยได้อานิสงส์จากบริษัทต่างชาติรวมทั้งจีน ย้ายฐานการผลิตมาลงทุนในนิคมอุตสาหกรรมของไทยมากขึ้น ผู้ประกอบการที่มาลงทุน ล้วนมีเป้าหมายด้านความยั่งยืน

ศุภชัย เจียรวนนท์ Sustainability Expo 2025
ศุภชัย เจียรวนนท์

หากไทยจะเป็นศูนย์กลางการกระจายทุนสีเขียว หรือ Green Financing ภาครัฐสามารถตั้งกองทุน สร้างแรงจูงใจให้มีการย้ายฐานการผลิตมามากขึ้น รวมถึงช่วยเอสเอ็มอีให้ปรับตัวสู่ธุรกิจสีเขียว ต้องลงทุนอัพเกรดโรงงานและสร้างสแตนดาร์ดใหม่ให้สอดคล้องกับอุปสงค์อุปทาน เมื่อเศรษฐกิจโลกเข้าสู่ยุคเทคโนโลยีและนวัตกรรม องค์กรธุรกิจต้องถามตัวเองว่า ปรับตัวทันหรือไม่ สร้างนวัตกรรม วิธีการทำงาน และประยุกต์ใช้เทคโนโลยีใหม่ ๆ หรือเปล่า โดยเฉพาะการเข้าถึง AI ภายในองค์กร และการทำให้โรงงานฉลาดขึ้น

โลกเข้าสู่ยุค Unmanned มากขึ้นเรื่อย ๆ ฉะนั้น เราต้องทำงานเชิงรุก ต้องกลับเข้าห้องเรียน คือ กลับไปเป็นห้องทดลองเล็ก ๆ แล้วเปิดโอกาสให้คนรุ่นใหม่ทดลองเรื่องใหม่ ๆ พร้อมเชื่อมโยงกับแล็บอื่น ๆ ที่เก่งกว่าในด้านต่าง ๆ ซึ่งจะเป็นตัวเร่งให้เราคล่องตัวและปรับตัวได้เร็ว

ทุกขนาดองค์กรต้องร่วมมือ ต้องเปลี่ยนคู่ต่อสู้หรือศัตรูมาเป็นอาจารย์สอนเรา เอกชนต้องพึ่งพากัน ที่ผ่านมาไม่ค่อยเชื่อมโยงกัน ไม่เชื่อมโยงผู้ประกอบการในต่างประเทศ และไม่เชื่อมโยงกับมหาวิทยาลัย

“วันนี้เราต้องกลับไปเรียนใหม่ เพราะความคิด วิธีการล้าสมัยแล้ว ศักยภาพเราไม่ด้อย แต่ยังคิดนอกกรอบไม่ได้ คนที่คิดนอกกรอบได้อยู่ในมหาวิทยาลัย ธุรกิจเป็นฐานปฏิบัติ นักศึกษาก็อยากฝึกงาน ดังนั้น ธุรกิจควรให้คนรุ่นใหม่มาเรียนรู้และพัฒนาเชิงปฏิบัติ ก็จะเกิดแล็บใหญ่ ให้คนรุ่นใหม่ช่วยทรานส์ฟอร์มองค์กรและเศรษฐกิจ”

บทเรียน TU-ประสบการณ์ 37 ปีไม่ได้ช่วย

ธีรพงศ์ จันศิริ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยยูเนี่ยน กรุ๊ป จำกัด (มหาชน) หรือ TU กล่าวว่า ซัพพลายเชน ผู้ประกอบการควรเข้าใจบริบทของสถานการณ์โลก การประกาศขึ้นภาษีนำเข้าของสหรัฐเป็นผลกระทบที่หนักที่สุด เป็นเรื่องที่ไม่คาดคิด ซัพพลายเชนต้องกลับมาคิดใหม่ เราจะอยู่อย่างไร เพราะการค้าโลกเปลี่ยนแปลงกติกาแล้ว

“ผมอยู่ในธุรกิจอาหารทะเล 90% เป็นตลาดต่างประเทศ รายได้ 40% มาจากตลาดอเมริกา 30% อยู่ที่ยุโรป 5 ปีที่ผ่านมาธุรกิจของไทยยูเนี่ยนเจอมรสุมค่อนข้างมาก ทั้งเศรษฐกิจโลกที่ชะลอตัว ดอกเบี้ยสูง ภาวะเงินเฟ้อ สงครามรัสเซีย-ยูเครน จนกระทั่งการขึ้นภาษีนำเข้าของอเมริกา ทำให้ผมได้เข้าใจและตระหนักถึงโลกธุรกิจมากขึ้น ประสบการณ์ 37 ปีแทบใช้ไม่ได้เลย เพราะวันนี้เราอยู่ในโลกที่เป็นเรื่องใหม่”

ความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่ดีมีความสำคัญจริง ๆ เพราะการเจรจาต่อรองภาษีกับสหรัฐเป็นเรื่องรัฐกับรัฐ แต่ภาคธุรกิจก็ต้องคิดว่า ถ้าพึ่งพาภาครัฐไม่ได้จะทำอย่างไร ซึ่งองค์กรต้องกลับมาทบทวน ต้องเพิ่มศักยภาพในการแข่งขัน ต้องปรับตัวตลอดเวลา แต่ต้องเข้าใจบริบทโลก โดยเฉพาะที่เกี่ยวธุรกิจเรา ทบทวนว่ามีอะไรที่จะทำให้ดีขึ้นได้ มีแผนป้องกันความเสี่ยง เตรียมพร้อมรับเทรนด์ สร้างบุคลากร ใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่ หาโอกาสใหม่ ๆ

ธีรพงศ์ จันศิริ Sustainability Expo 2025
ธีรพงศ์ จันศิริ

ไทยยูเนี่ยนได้ตัดสินใจปรับโครงสร้างองค์กรมากที่สุดเมื่อปี 2567 หลัก ๆ คือทำให้องค์กรมีความยืดหยุ่น คล่องตัว เพื่อปรับให้ทันกับสถานการณ์โลก

การขึ้นภาษีของอเมริกาทำให้เกิด Wake-up Call ครั้งใหญ่ เพราะการฉีกกฎกติกาทั้งหมดเป็นสิ่งที่เราไม่เคยคิดมาก่อน เราต้องเตรียมพร้อมกับสิ่งที่จะเกิดขึ้นอีก และคาดการณ์ไม่ได้เลยในอนาคต

เพิ่มศักยภาพซัพพลายเชน

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม กรรมการผู้จัดการใหญ่ เอสซีจี กล่าวว่า นโยบายภาษีสวมสิทธิของสหรัฐอเมริกา (Transshipment Policy) ที่จะเก็บภาษีนำเข้าสูงถึง 40% หากใช้วัตถุดิบในประเทศน้อยกว่า 50% เป็นตัวกำหนดการดีไซน์ซัพพลายเชน พร้อมเตือนว่า นโยบายทรัมป์มีความไม่แน่นอน วันนี้เก็บ 40% แต่อีก 3 เดือนข้างหน้า อาจเพิ่มเป็น 60%

ฉะนั้น การดีไซน์ซัพพลายเชนต้องยืดหยุ่น เผื่อเหลือเผื่อขาด เราไม่สามารถปรับตัวได้ภายใน 3 เดือน ถ้าจะอยู่รอดในระยะยาว ซัพพลายเชนต้องเร่งยกระดับขีดความสามารถในการแข่งขัน ควบคู่ไปกับความคล่องตัว ถ้าเรามีซัพพลายเชนที่เข้มแข็งในหลาย ๆ จุด และร่วมมือกันได้ เราก็จะเชื่อมเครือข่ายซัพพลายเชนได้เร็วและง่ายขึ้น

ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม Sustainability Expo 2025
ธรรมศักดิ์ เศรษฐอุดม

ทุกคนในเครือข่ายธุรกิจห่วงโซ่อุปทานแห่งประเทศไทย (Thailand Supply Chain Network : TSCN) ต้องเปลี่ยนผ่านสู่ Green Supply Chain ซึ่งเป็นเรื่องที่ไม่ต้องลองผิดลองถูก ถ้าใครที่ทดลองทำแล้วไม่ได้ผล ใครที่ทำแล้วได้ผลก็เอาข้อมูลมาแชร์กัน จะทำให้ซัพพลายเชนของประเทศมีประสิทธิภาพมากขึ้น

เอสซีจีจะดูว่าธุรกิจไหนรอดหรือไม่รอด หากธุรกิจไหนไม่มีความสามารถในการแข่งขัน ไม่ตอบโจทย์เทรนด์ระยะยาวก็จะปิด ส่วนธุรกิจที่จะสู้ต่อไปก็ต้องทรานส์ฟอร์ม

เราเจอปัญหาพายุลูกใหญ่ที่ถาโถมเข้ามา ต้องสู้ไปอีก 1-2 ปีข้างหน้า แต่ถ้าทรานส์ฟอร์มธุรกิจได้ ถึงในจุดที่ใช่ เราจะก้าวสู่การเติบโตได้ ยังมีพายุอีกหลายลูกในปีหน้า เราต้องเข้มแข็ง ยืดหยุ่น ปูทางสู่ New Engine

ตัดสินใจให้ดีและรวดเร็ว

ฐาปน สิริวัฒนภักดี ประธานอำนวยการจัดงาน SX2025 และประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท ไทยเบฟเวอเรจ จำกัด (มหาชน) บอกว่า วันนี้โลกเปลี่ยนจริง ๆ ผู้ประกอบการธุรกิจต้องคุยกันให้เยอะ ปรับตัวให้เยอะ เพื่อสร้างศักยภาพการแข่งขัน เป้าหมายความยั่งยืนขององค์การสหประชาชาติ ข้อ 17 : Partnerships for the Goals ยังเป็นหนึ่งในหัวข้อหลักที่อยากให้ทุกภาคส่วนทำงานร่วมกัน

ปัญหาและความท้าทายทุกอย่างที่ประดังเข้ามา ทำให้เราต้องคิดครบถึงบริบทรอบตัวเรา แต่ก็เป็นความยาก เพราะเราไม่สามารถจะรู้และเข้าใจทุกเรื่อง สิ่งที่เราเคยทำได้ดี อาจไม่ดีอีกต่อไป เพราะโลกเปลี่ยน กระทบจุดแข็งของเราจนกลายเป็นเรากลับขยับช้า

“โลกธุรกิจมีเรื่องราวให้มาทบทวนมากมาย ทีมงานกำลังรอคำตอบจากผู้บริหาร เป็นเรื่องสำคัญที่ผู้บริหารต้องตัดสินใจให้ดีและเร็ว (Make good decision quickly) เมื่อกล้าตัดสินใจก็กล้าที่จะปรับเปลี่ยน ทุกการเปลี่ยนย่อมมีผลกระทบและผลที่ตามมา”

ฐาปน สิริวัฒนภักดี Sustainability Expo 2025
ฐาปน สิริวัฒนภักดี

ในเครือข่าย TSCN ต้องถามว่า จะจับคู่ธุรกิจ หรือร่วมสร้างสรรค์เรื่องใหม่ ๆ ได้อย่างไร ผู้ประกอบการไทยในอุตสาหกรรมที่คล้ายคลึงกันก็คุยกันน้อยไปหน่อย ถ้าเราคุยกันได้จะกลายเป็น Consortium ไปขายสินค้าให้กลุ่มลูกค้าใหม่ ๆ ได้

มหาวิทยาลัยไทยหลายแห่งมีการเซ็นเอ็มโอยูกับมหาวิทยาลัยชั้นนำในต่างประเทศเยอะมาก แต่ไม่ค่อยเห็นมหาวิทยาลัยไทยเซ็นเอ็มโอยูกันเอง

ภาคอุตสาหกรรม เรากำลังค่อย ๆ ทำความรู้จัก เพราะหากไม่รวมพลังกัน เราจะเสียเปรียบ เดี๋ยวนี้นักลงทุนต่างชาติที่มาลงทุนในไทยจะมาทั้งซัพพลายเชน เช่น ญี่ปุ่น จีน มากันทั้งทีม แต่เวลาคนไทยไปลงทุนจะไปเดี่ยว ๆ เพราะคนไทยยังไม่คุ้นชินกับการทำธุรกิจในรูปแบบนี้ การรวมตัวมักเป็นการรวมตัวเฉพาะกิจ เราจะรวมตัวเร็ว แต่ก็สลายตัวเร็ว

ทั้งสภาหอการค้าแห่งประเทศไทย สภาอุตสาหกรรมฯ และสมาคมธนาคารไทยจะคอยรวบรวมข้อเสนอไปยังรัฐบาล เพื่อแก้ปัญหาการค้าการลงทุน แต่เป็นลักษณะรายพื้นที่ ซึ่งนับจากนี้เราต้องมองการแก้ปัญหาในภาพรวมและอุตสาหกรรมหลัก

สิ่งสำคัญคือ ผู้ประกอบการต้องประสานกัน เชื่อมโยงวิธีคิด เพื่อพัฒนาในอุตสาหกรรมประเภทนั้น ๆ ให้เกิดมิติของการพัฒนาที่ก้าวไปสู่อีกขั้นหนึ่งได้

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SX2025 ความยั่งยืน ลดโลกร้อน