Skip to content

‘เจ้าสัว’ ขี่หลังเสือ วิ่งเร็วก็เจ็บ-ไม่วิ่งก็เจ็บ

09 ต.ค. 2568 | 10:27น.
‘เจ้าสัว’ ขี่หลังเสือ วิ่งเร็วก็เจ็บ-ไม่วิ่งก็เจ็บ
คอลัมน์ : สามัญสำนึก
ผู้เขียน : สมถวิล ลีลาสุวัฒน์

ความจริงหนึ่งในสังคมไทย ต้องยอมรับ ความเหลื่อมล้ำยังมีอยู่จริง รวยก็รวยจัด จนก็แสนจน

รวยแล้วนิสัยดี ไม่งกก็น่าคบ ยิ่งถ้าแบ่งปันเป็น จิตใจพื้นฐานดี มีเมตตา ชอบช่วยเหลือผู้ที่ด้อยโอกาสกว่า สมควรได้รับคำชมและยกย่อง

ในแวดวงธุรกิจจะมีกลุ่มมหาเศรษฐีคุ้นหน้าคุ้นชินชื่ออยู่หลายคน ดูจากการจัดลำดับฐานะความมั่งคั่งจากพอร์ตหุ้น จำได้ เฮียตึ๋ง-อนันต์ อัศวโภคิน ผู้สร้างแบรนด์ แลนด์ แอนด์ เฮ้าส์ บอกเสมอว่า “ใบหุ้นก็เหมือนวอลล์เปเปอร์”

มหาเศรษฐีกลุ่มนี้เกินครึ่งเป็นระดับเจ้าสัว เป็นต้นตระกูลรุ่นแรก เป็นชาวจีนที่ข้ามทะเลมาจากจีนแผ่นดินใหญ่ เพื่อมาแสวงหาโอกาส ส่วนใหญ่มาตัวเปล่า เริ่มจากศูนย์ คือไม่มีอะไรเลยจริง ๆ ต้องทำงานแบกหาม ขายก๋วยเตี๋ยว เป็นลูกจ้างร้านของชำ ลูกจ้างโรงไม้ เป็นชาวเรือ ฯลฯ

ฟังดูต่ำต้อย แต่มีมานะบากบั่นเป็นเลิศ ขยันเกินมนุษย์ ทำให้เจ้านายรัก และเชื่อใจ มอบหมายงานสำคัญ ๆ ให้ทำ จนเกิดการเรียนรู้ และก้าวสู่การเป็นเถ้าแก่ หลายคนฟลุก มีโอกาส มีจังหวะที่ดี กระโดดเป็นเจ้าสัวได้ในที่สุด

แต่กว่าจะถึงระดับนี้ เจ้าสัวร้อยทั้งร้อย ลำบากมาก่อน เคยรู้รสความจน ต่างฟันฝ่าอุปสรรคมานับไม่ถ้วน

จากการตรากตรำทำงานหนักของคนต้นตระกูลรุ่นแรก ทำให้เจ้าสัวรุ่นใหม่กลายเป็นความคาดหวัง ต้องเข้ามาสานต่อธุรกิจ กิจการ ดูแลคน เพื่อค้ำจุนธุรกิจของตระกูล เป็นความกดดันลึก ๆ

นอกจากความพยายามแล้ว ไม่ว่าเจ้าสัวตระกูลไหนก็ต้องสร้างมิตร หาพันธมิตร เช่นเดียวกับสมัยรุ่นบุกเบิกที่ต้องมีพรรคมีพวก เพราะสังคมไทยเป็นสังคมที่ผู้มีอำนาจสามารถชี้จุดเป็นจุดตายได้

ฉะนั้น ทายาทรุ่นที่สอง ที่กำลังสร้างอาณาจักรธุรกิจให้กว้างใหญ่ไพศาล ต่อยอดจากรุ่นพ่อก็ต้องฝึกใจให้เข้มแข็งหนักขึ้น เพราะต้องเตรียมขยายฐานธุรกิจส่งต่อรุ่นลูกรุ่นหลานคือรุ่นที่ 3 และรุ่นที่ 4 ซึ่งเป็นเจ้าสัวน้อยที่กำลังเบ่งบานมากที่สุดในประเทศไทยยามนี้

ยามที่ปัจจัยเสี่ยงทั่วโลกถาโถมเข้ามาพอดี แต่ความเครียดของทายาทเจ้าสัวรุ่นหลัง ๆ อาจน้อยกว่ารุ่น 2 และโชคดีสามารถใช้เงินหาความสุข ตอบโจทย์ชีวิตได้แบบไม่กดดัน

อย่างไรก็ตาม สิ่งที่ลูกหลานเจ้าสัวกำลังแสวงหาในห้วงเวลานี้ คือการสร้าง connection และช่องทางการลงทุนใหม่ ๆ

เพราะโลกเปิดกว้าง และปัญหาที่ควบคุมไม่ได้ ทั้งคาดไม่ถึง เกิดขึ้นถี่ยิบ อย่างภาษีทรัมป์ระเบิดตูม ผู้นำมหาอำนาจประกาศฉีกกฎกติกา ทุกคนก็อึ้ง คำว่า “ต้องเร่งปรับตัว” จึงบรรจุอยู่ในนโยบายทุกองค์กร

บนเวที CEO Panel ในงาน SX2025 ที่ คุณฐาปน สิริวัฒนภักดี ซีอีโอไทยเบฟ ทุ่มทุนจัดขึ้นตลอด 10 วันเต็มที่ศูนย์สิริกิติ์ ให้ข้อคิดหลายอย่าง เป็นความในใจของซีอีโอกลุ่มเพื่อนธุรกิจของคุณฐาปน

ทุกคนมีเป้าหมายเหมือนกันคือ จะสู้กับพายุเศรษฐกิจโลกและเศรษฐกิจไทย เพื่อก้าวสู่อนาคตที่ยั่งยืนด้วยกัน

ที่ตกใจมาก คือ สิ่งที่ คุณธีรพงศ์ จันศิริ บอสใหญ่ทียู บอกว่า ธุรกิจไทยยูเนี่ยนเจอมรสุมบ่อยและหนัก ยิ่งเศรษฐกิจโลกชะลอตัว ดอกเบี้ยแพง เงินเฟ้อมา สงครามเกิด มาน็อกก็ตอนสหรัฐประกาศขึ้นภาษีนำเข้า

“ปัญหาเหล่านี้ทำให้ผมได้เข้าใจและตระหนักถึงโลกธุรกิจมากขึ้น และทำให้ผมรู้ว่า ประสบการณ์ทำงาน 37 ปีที่ผ่านมา แทบจะใช้ไม่ได้เลย เพราะวันนี้เราอยู่ในโลกที่เป็นเรื่องใหม่”

ความจำเป็นที่ต้องมีรัฐบาลที่ดี จึงมีความสำคัญมาก ภาคธุรกิจช่วยตัวเองอยู่แล้ว แต่รัฐเองก็ต้องผลักดัน

การทำธุรกิจองค์กรใหญ่ เหมือนคนขี่หลังเสือ จะไปเองไปเร็วก็เสี่ยง จะไม่ไปเลยก็เสียว

สุดท้ายแล้วเพื่อความอยู่รอด ทุกคนทุกค่ายก็ต้อง X

แท็กที่เกี่ยวข้อง

SX2025 ความเหลื่อมล้ำ เจ้าสัว