Skip to content

ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ฟื้นครั้งแรกรอบ 8 เดือน หวัง ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

08 ต.ค. 2568 | 13:31น.
ดัชนีเชื่อมั่นผู้บริโภค ก.ย. ฟื้นครั้งแรกรอบ 8 เดือน หวัง ‘คนละครึ่งพลัส’ ช่วยกระตุ้นเศรษฐกิจ

ศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ ม.หอการค้าไทย เผยดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือน ก.ย. 68 อยู่ที่ 50.7 ปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน มองโครงการคนละครึ่งพลัสจะเป็นตัวช่วยก็กระตุ้นเศรษฐกิจในไตรมาสสุดท้าย ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้ายังลดลง ยังคงคาดหวังมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจเข้ามาช่วย

นายธนวรรธน์ พลวิชัย ประธานที่ปรึกษาศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ และอธิการบดีมหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า การที่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคเดือนกันยายน 2568 นี้ปรับตัวดีขึ้นทุกรายการ เนื่องจากผู้บริโภคมีความหวังและมีความเชื่อมั่นว่ารัฐบาลใหม่ ภายใต้การนำของนายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี พร้อมด้วยคณะรัฐมนตรีชุดใหม่จะสามารถใช้นโยบายของรัฐบาลกระตุ้นให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวดีขึ้นได้

“โครงการคนละครึ่งพลัสจะมีผลในเรื่องความเชื่อมั่นและฟื้นเศรษฐกิจได้ โดยเฉพาะในช่วงไตรมาส 4 ซึ่งจะเริ่มมีผลบังคับใช้ในช่วงเดือน พ.ย.-ธ.ค.นี้”

อย่างไรก็ดี แม้ว่าประชาชนจะยังมีความกังวลเกี่ยวกับผลกระทบจากสงครามการค้าของสหรัฐ และสถานการณ์ความขัดแย้งระหว่างไทย-กัมพูชา ที่อาจกดดันให้เศรษฐกิจไทยฟื้นตัวได้ช้าก็ตาม แต่ดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภคหลังจากได้รัฐบาลชุดใหม่ และมีรัฐมนตรีคนนอกที่ได้รับการตอบสนองที่ดีจากประชาชน รวมถึงมีนโยบายคนละครึ่งพลัส ทำให้ความเชื่อมั่นปรับตัวในเชิงบวก แม้ภาวะเศรษฐกิจไทยจะไม่ได้เติบโตโดดเด่นมากนัก แต่เป็นความเชื่อมั่นที่ถือว่าจุดติด ทำให้ประชาชนพร้อมจะกลับมาจับจ่ายใช้สอย เป็นการตอบสนองในเชิงบวกต่อนโยบายของรัฐบาล

นายวิทิตร รักษ์ธรรม ผู้ช่วยผู้อำนวยการศูนย์พยากรณ์เศรษฐกิจและธุรกิจ มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย กล่าวว่า ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภค (Consumer Confidence Index : CCI) เดือนกันยายน 2568 ปรับตัวดีขึ้นจากระดับ 50.1 เป็น 50.7 ปรับตัวดีขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือน

การที่ดัชนีความเชื่อมั่นของผู้บริโภคโดยรวมยังคงเคลื่อนไหวอยู่ต่ำกว่าระดับ 100 แสดงให้เห็นว่าผู้บริโภคยังคงเห็นว่าสถานการณ์เศรษฐกิจโดยรวมยังคงฟื้นตัวช้า และค่าครองชีพสูง ตลอดจนปัญหาสงครามการค้ายังคงมีโอกาสบั่นทอนความเชื่อมั่นของผู้บริโภคทั้งในปัจจุบันและในอนาคตได้อย่างต่อเนื่องในระยะอันใกล้นี้

ขณะที่ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับเศรษฐกิจโดยรวมอยู่ที่ 44.4 ดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับโอกาสในการหางานอยู่ที่ 48.5 และดัชนีความเชื่อมั่นเกี่ยวกับรายได้ในอนาคตอยู่ที่ 59.3 ซึ่งดัชนีความเชื่อมั่นทุกรายการปรับตัวขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบ 8 เดือนเช่นเดียวกัน

ปัจจัยบวกสำคัญที่มีผลต่อดัชนีความเชื่อมั่นผู้บริโภค ได้แก่

1.การเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจนขึ้น หลังจากได้นายกรัฐมนตรีคนใหม่ และแถลงนโยบายต่อรัฐสภาเป็นที่เรียบร้อย ซึ่งจะหนุนความเชื่อมั่น บรรยากาศการลงทุน และภาวะเศรษฐกิจโดยรวม

2.ครม.ชุดใหม่เห็นชอบขยายเวลาการคงอัตราภาษีมูลค่าเพิ่ม (VAT) ที่ 7% ออกไปอีก 1 ปี เพื่อส่งเสริมการกระตุ้นเศรษฐกิจประเทศ

3.SET Index เดือน ก.ย. 68 ปรับตัวเพิ่มขึ้นจากเดือน ส.ค. 37.56 จุด มาเป็น 1,274.17 จุด

4.การส่งออกของไทยเดือน ส.ค. 68 มีมูลค่า 27,743 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.79% ซึ่งยังคงขยายตัวอย่างต่อเนื่อง

5.ผลจากการเจรจาการค้าระหว่างรัฐบาลไทย-สหรัฐที่ทำให้สินค้าไทยได้ลดอัตราภาษีนำเข้าในสหรัฐลงเหลือ 19% จากเดิมที่คาดว่าจะถูกเรียกเก็บ 36%

6.ราคาน้ำมันขายปลีกในประเทศปรับตัวลดลง

7.รัฐบาลออกมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจด้านการท่องเที่ยวผ่านโครงการ “เที่ยวไทยคนละครึ่ง” ประจำปี’68 ซึ่งจะช่วยเพิ่มสภาพคล่องให้ผู้ประกอบธุรกิจโรงแรม-ที่พัก และธุรกิจเกี่ยวเนื่อง

ปัจจัยลบสำคัญ ได้แก่

1.ผู้บริโภคยังกังวลว่าเศรษฐกิจฟื้นตัวช้า และยังมีปัญหาค่าครองชีพ รายได้ไม่สอดคล้องกับรายจ่าย

2.ความกังวลต่อสถานการณ์ความขัดแย้งตามแนวชายแดน ระหว่างไทย-กัมพูชา

3.ราคาพืชผลเกษตรอยู่ในระดับต่ำกว่าปีก่อน เช่น ข้าวเปลือกเจ้า, ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์, มันสำปะหลัง และยางพารา

4.ความกังวลต่อสถานการณ์อุทกภัยในหลายพื้นที่ของประเทศ

5.เงินบาทปรับตัวแข็งค่า ซึ่งกระทบต่อความสามารถในการแข่งขันด้านราคาสินค้าของไทยกับประเทศคู่แข่ง

6.ความกังวลต่อปัญหาความขัดแย้งของโลกที่ยังคงยืดเยื้อ เช่น รัสเซีย-ยูเครน และอิสราเอล-กลุ่มฮามาส

ดัชนีหอการค้ายังลดลง

นายวชิร คูณทวีเทพ รองอธิการบดีฝ่ายยุทธศาสตร์ และผู้อำนวยการสถาบันยุทธศาสตร์การค้า มหาวิทยาลัยหอการค้าไทย เปิดเผยว่า ดัชนีความเชื่อมั่นหอการค้าไทยประจำเดือนกันยายน 2568 ได้สำรวจกลุ่มตัวอย่าง 369 ตัวอย่าง ระหว่างวันที่ 23-30 กันยายน 2568 พบว่าความเชื่อมั่นหอการค้าไทยอยู่ที่ระดับ 44 ลดลงจากเดือนที่ผ่านมา และเป็นการลดลงต่อเนื่องตั้งแต่เดือนมีนาคม 2568

โดยมีปัจจัยมาจากสถานการณ์ความขัดแย้งบริเวณชายแดนไทย-กัมพูชาที่ยังคงเฝ้าระวังอย่างต่อเนื่อง ความกังวลตอนแนวทางนโยบายเศรษฐกิจของสหรัฐ เศรษฐกิจฟื้นตัวช้า ความกังวลต่อสถานการณ์น้ำท่วมที่สร้างความเสียหายต่อทรัพย์สินของประชาชน

ราคาเข้าเปลือกเจ้า ข้าวโพดเลี้ยงสัตว์ มันสำปะหลัง และยางพารายังอยู่ในระดับต่ำ ปัญหาเรื่องต้นทุนของผู้ประกอบการสถานการณ์ความขัดแย้งทางภูมิศาสตร์ของโลกและค่าเงินบาทแข็งค่าขึ้นเล็กน้อย

ส่วนปัจจัยบวกที่มีผลกระทบ คือสถานการณ์ทางการเมืองในประเทศเริ่มมีความชัดเจน การส่งออกของไทยขยายตัวดีขึ้น ผลการเจรจาทางการค้าระหว่างรัฐบาลไทยและสหรัฐได้ในอัตราภาษีนำเข้า 19% ราคาน้ำมันขายปลีกลดลง มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ เป็นต้น