สมประวิณ แนะปรับกลยุทธ์พัฒนาเศรษฐกิจไทย เน้นการมีส่วนร่วมจากภายใน-กระจายอำนาจ
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ
สมประวิณ เผยเศรษฐกิจไทยยังใช้แนวคิดคิดพัฒนาแบบเดิม แนะไทยต้องเลิกพึ่งคนนอก หันมาพัฒนาจากภายในให้ทุกคนมีส่วนร่วมในระบบเศรษฐกิจ พร้อมชี้การปฏิรูปกลไกการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะคือภารกิจหลักที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปให้ได้
ดร.สมประวิณ มันประเสริฐ นักเศรษฐศาสตร์และนักการเงิน กล่าวอภิปรายในงาน “Thailand Economic Outlook 2026 : Out of the Trap” หัวข้อ Wake up ! Thailand Economy ว่า แม้ประเทศไทยจะรับรู้ถึงความท้าทายทางเศรษฐกิจและพยายามหาทางปรับตัว แต่การมองและปรับกลยุทธ์ในปัจจุบันยังตั้งอยู่บนพื้นฐานเดิม ทั้งที่โลกได้เปลี่ยนไปแล้วอย่างสิ้นเชิง
“เรากำลังใช้กลยุทธ์เก่าบนภูมิทัศน์ใหม่ ซึ่งปัจจัยแวดล้อมทั้งเศรษฐกิจ สังคม เทคโนโลยี และภูมิทัศน์โลกในยุคนี้ ล้วนเป็นตัวกำหนดทิศทางการพัฒนาเศรษฐกิจของประเทศ” ดร.สมประวิณกล่าว
ดร.สมประวิณระบุว่า โลกยุคหลังสงครามโลกครั้งที่ 2 (ราวปี 1950-1980) เป็นช่วงที่ประชากรมีจำนวนมากและมีความร่วมมือสูง ส่งผลให้กิจกรรมทางเศรษฐกิจขยายตัวอย่างกว้างขวาง แต่ในปัจจุบันกลับตรงกันข้าม จะเห็นได้จากคนลดลง ความร่วมมือลดลง และหลายประเทศหันมาพึ่งตนเองมากขึ้น
ดร.สมประวิณกล่าวว่า กลยุทธ์การพัฒนาประเทศในอดีต “เคยถูก” เพราะเน้นปริมาณ ผลิตให้มาก เร็ว และราคาถูก โดยอาศัยโมเดล Outside-in ที่พึ่งพาซัพพลายเชนโลก ใช้วิธีบริหารแบบ Top Down เพื่อให้เกิดความรวดเร็ว และ Exclusive โดยมีตัวแทนไม่กี่รายเข้าร่วมการผลิตเพื่อสร้างขนาดทางเศรษฐกิจ
แต่ปัจจุบันโลกเปลี่ยนไปแล้ว เพราะ 3 อย่างที่น้อยลง คือ คนน้อยลง ความร่วมมือน้อยลง และกิจกรรมทางเศรษฐกิจพึ่งตนเองมากขึ้น ดังนั้นโมเดลเดิมใช้ไม่ได้อีกต่อไป เพราะหากยังเน้นการผลิตจำนวนมากก็ไม่สามารถแข่งขันกับจีนได้ ขณะที่ผู้คนยุคใหม่กลับมองหาความเป็นเอกลักษณ์ของตนเอง
“โมเดลใหม่ต้องเปลี่ยนจาก Outside-in เป็น Inside-out แทนที่จะพึ่งคนนอก ต้องหันมามองฐานทรัพยากรของตัวเองและผลิตจากภายในประเทศ” ดร.สมประวิณกล่าว
ดร.สมประวิณเสนอแนวทางใหม่ในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ประกอบด้วย 3 แกนสำคัญ ได้แก่
- Inside-out พัฒนาเศรษฐกิจจากฐานทรัพยากรภายในประเทศ
- Top Up แทนที่ระบบสั่งการจากบนลงล่าง ให้ทุกภาคส่วนมีส่วนร่วมอย่างทั่วถึง
- Inclusive Growth การเติบโตแบบมีส่วนร่วม โดยไม่จำเป็นต้องมี “ตัวแทน” เข้าไปในห่วงโซ่อุปทาน แต่ให้ประชาชนใช้ฐานการผลิตของตนเอง
ทั้งนี้ การเปลี่ยนผ่านดังกล่าวต้องเริ่มจากฝั่งอุปทานหรือการพัฒนาตัวเราเอง โดยทำให้ประชาชนรู้สึกว่าตนมีโอกาสทางเศรษฐกิจที่เท่าเทียม ทั้งในด้านการเข้าถึงทรัพยากร โอกาสทางการตลาด และการแข่งขันที่เป็นธรรม จากนั้นจึงยกระดับสู่นโยบายสร้างโอกาส เพื่อให้กลไกตลาดทำงานได้อย่างมีประสิทธิภาพ โดยรัฐไม่ควรเข้าไปแทรกแซง แต่ควรสร้างเงื่อนไขให้ประชาชนแข่งขันกันได้ในระบบตลาด
ดร.สมประวิณยังชี้ว่า Soft Infrastructure เป็นองค์ประกอบสำคัญที่จะช่วยให้ประชาชนเข้าถึงกิจกรรมทางเศรษฐกิจได้ง่ายขึ้น เช่น การกระจายอำนาจ การเปิดโอกาสให้คนมีส่วนร่วม และการสร้างความโปร่งใสในการทำงานของภาครัฐ
สำหรับ Priority หรือภารกิจหลักที่ประเทศไทยต้องปฏิรูปให้ได้ ดร.สมประวิณมองว่า คือ การปฏิรูปกลไกการจัดสรรทรัพยากรสาธารณะ โดยไม่จำกัดแค่การปฏิรูปรัฐ เพราะรัฐเป็นเพียงส่วนหนึ่งของระบบจัดสรรทรัพยากรเท่านั้น
โดยการปฏิรูปที่สัมฤทธิผลได้ ต้องมี 3 องค์ประกอบหลัก ได้แก่ Leadership Commitment หรือความมุ่งมั่นของผู้นำ, เครื่องมือและกลไกที่ไม่ผูกโยงกับการเมือง และการมีส่วนร่วมของทุกภาคส่วนในสังคม
ที่ผ่านมาประเทศไทยเสียเวลาไปมากกับการจัดการองค์ความรู้เรื่องการปฏิรูป แต่หัวใจแท้จริงของการปฏิรูปคือ การวางเงื่อนไขและแรงจูงใจใหม่ เพื่อจัดสรรผลประโยชน์ในระบบเศรษฐกิจให้สมดุลขึ้น ซึ่งจำเป็นต้องบริหารผู้มีส่วนได้ส่วนเสียอย่างรอบคอบ
“ถ้าเราระบุผู้มีส่วนได้ส่วนเสียได้ชัดเจน และมีกลไกบริหารจัดการที่ดี การปฏิรูปก็สามารถเกิดขึ้นได้จริง” ดร.สมประวิณกล่าว