Skip to content

‘เอไอ’ ช่วย ‘กอบกู้’ ค้าโลก เติบโตได้ดี ‘ฝ่าพายุ’ ภาษีทรัมป์

11 ต.ค. 2568 | 12:18น.
‘เอไอ’ ช่วย ‘กอบกู้’ ค้าโลก เติบโตได้ดี ‘ฝ่าพายุ’ ภาษีทรัมป์
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : นงนุช สิงหเดชะ

การค้าโลกปี 2025 และอาจจะปีต่อ ๆ ไป น่าจะกล่าวได้ว่าเป็นปีแห่งความ “โกลาหลอลหม่าน” แทบจะทำลายการค้าเสรีและการค้าพหุภาคีไปเลย แต่ความโกลาหลนั้น ไม่ได้เกิดจากโรคระบาด แต่เกิดจากน้ำมือมนุษย์ที่ชื่อว่า โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีแห่งสหรัฐ ซึ่งปรับขึ้นภาษีศุลกากรกับทุกประเทศคู่ค้าในอัตราสูงมาก จากที่เคยเก็บเฉลี่ยในอัตรา 2 เปอร์เซ็นต์เศษ พรวดพราดขึ้นมาเป็นหลักสิบและหลายสิบเปอร์เซ็นต์ จึงหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่การค้าโลกจะเหี่ยวเฉาชะลอลง โดยเฉพาะปีหน้า ซึ่งทั่วโลกจะได้รับผลกระทบจากภาษีของทรัมป์เต็มที่

องค์การการค้าโลก (WTO) ได้ออกรายงานปรับปรุงล่าสุด โดยคาดการณ์ว่าการค้าโลกปี 2025 จะเติบโต 2.4% ซึ่งเป็นการปรับเพิ่มขึ้นมาก จากการประเมินครั้งก่อนหน้าที่เชื่อว่าจะเติบโตเพียง 0.9% โดยชี้ว่าสาเหตุที่ทำให้ปรับเพิ่มการเติบโต ก็เพราะช่วงครึ่งแรกของปีปริมาณการค้าโลกพุ่งขึ้นถึง 4.9% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อนหน้า ซึ่งเกิดจากหลายปัจจัย รวมถึงการที่ผู้นำเข้าของสหรัฐ “เร่งนำเข้า” สินค้าล่วงหน้าก่อนที่ภาษีของทรัมป์จะมีผลบังคับใช้

นอกจากนั้น ภาวะ “เศรษฐกิจมหภาค” ที่เงินเฟ้อลดลง นโยบายการคลังที่สนับสนุนเศรษฐกิจ ตลอดจนการจ้างงานที่แข็งแกร่ง ช่วยเพิ่มรายได้แท้จริงของประชาชน นำไปสู่การจับจ่ายใช้สอยเพิ่มขึ้นของผู้บริโภคในประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่

การเติบโตอย่างแข็งแกร่งในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ และความต้องการสินค้าที่เกี่ยวข้องกับปัญญาประดิษฐ์ (เอไอ) ไม่ว่าจะเป็นเซมิคอนดักเตอร์ เซิร์ฟเวอร์ และอุปกรณ์สื่อสารโทรคมนาคม มีส่วนทำให้การค้าโลกปี 2025 ขยายตัวกว่าที่คาด โดยการค้าขายเกี่ยวกับสินค้าเอไอเพิ่มขึ้นถึง 20% ในแง่มูลค่าคิดเป็นเกือบครึ่งหนึ่งของการขยายตัวทั้งหมดของการค้าครึ่งปีแรก

รายงานระบุว่า ในส่วนของการค้าเกี่ยวกับสินค้าเอไอ อันมีบทบาทสำคัญทำให้การค้าโลกโดยรวมยังคงขยายตัวได้มากนั้น พบว่าในครึ่งปีแรกการค้าสินค้าเกี่ยวกับเอไอของสหรัฐมีส่วนประมาณ 1 ใน 5 ในการทำให้การค้าเซ็กเมนต์นี้เติบโต

อย่างไรก็ตาม การขยายตัวมากที่สุดมาจาก “เอเชีย” ซึ่งมีสัดส่วนเกือบ 2 ใน 3 ของการเติบโตด้านการค้าเกี่ยวกับเอไอทั้งหมด สอดคล้องกับการลงทุนทั่วโลกในด้านนี้ที่พุ่งขึ้นมาก ในไตรมาส 2 ของปี 2025

“โมเมนตัม” ของการค้าสินค้าเกี่ยวกับเอไอ ไม่ได้จำกัดอยู่แค่สหรัฐอเมริกา แต่เกิดกับประเทศอื่น ๆ ด้วย โดย “ซัพพลายเออร์ในเอเชีย” และตลาดเศรษฐกิจเกิดใหม่เป็นผู้เล่นสำคัญมากขึ้น ซึ่งตอกย้ำให้เห็นว่าการขยายตัวของการค้าเกี่ยวกับเอไอ ไม่ได้ถูกผลักดันด้วยนโยบายการค้าที่เปลี่ยนแปลงไปเท่านั้น แต่ยังแสดงให้เห็นถึง “คลื่นแห่งการลงทุน” ด้านโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลที่แผ่กว้างขึ้น

การขยายตัวส่วนใหญ่ของการค้าสินค้าเอไอมาจากเอเชีย โดยเอเชียตะวันออกนั้น เกาหลีใต้ ญี่ปุ่น จีน และไต้หวัน ยังคงเป็นซัพพลายเออร์สำคัญด้านเซมิคอนดักเตอร์และอุปกรณ์โทรคมนาคมขั้นสูง ส่วนเอเชียตะวันออกเฉียงใต้นั้น เวียดนามและไทยเพิ่มบทบาทมากขึ้น โดยได้รับแรงหนุนจากการลงทุนด้านนี้ที่เพิ่มขึ้นจากบรรดานักลงทุน เพื่อกระจายความเสี่ยงห่วงโซ่อุปทาน

“การที่ประเทศต่าง ๆ ตอบสนองต่อการเปลี่ยนแปลงของภาษีศุลกากรอย่างระมัดระวัง การเติบโตของเอไอ และการเพิ่มการค้าระหว่างกัน โดยเฉพาะในประเทศเศรษฐกิจเกิดใหม่ ได้ช่วยบรรเทาการถดถอยของการค้าโลก ความยืดหยุ่นของการค้าโลกในปี 2025 เป็นผลมาจากเสถียรภาพที่เกิดจากระบบการค้าที่ยังยึดเอาการค้าพหุภาคีเป็นฐาน” รายงานระบุ

แต่สำหรับปี 2026 WTO ชี้ว่า “แนวโน้มไม่สดใส” จึงปรับลดคาดการณ์ปริมาณการค้าลงอย่างมากเหลือเพียง 0.5% จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 1.8% เพราะเศรษฐกิจโลกจะอ่อนตัวลงจากการรับผลกระทบจากภาษีทรัมป์เต็มปี และเมื่อมองไปข้างหน้า มีสัญญาณ “ความอ่อนแอ” ในการค้าและการผลิต ซึ่งมีให้เห็นแล้วในประเทศพัฒนา เช่นเดียวกับการลงทุนของธุรกิจต่าง ๆ ความมั่นใจของผู้บริโภคที่ลดลง การเติบโตด้านการจ้างงาน และรายได้ก็อ่อนแอลงด้วยเช่นกัน

สำหรับ “ความเสี่ยงด้านลบ” หลัก ๆ มาจากมาตรการ “จำกัดการค้า” ที่จะแพร่ขยายเป็นวงกว้างมากขึ้น รวมทั้งความไม่แน่นอนด้านนโยบายที่จะเกิดขึ้นกับประเทศที่มีขนาดเศรษฐกิจใหญ่ หรือเซ็กเตอร์ใหญ่ ๆ เพิ่มขึ้น ส่วนด้านบวกก็คือ การค้าสินค้าและบริการเกี่ยวกับเอไอที่ยั่งยืน จะช่วยเพิ่มการเติบโตของการค้าโลกในระยะกลางได้

ทางด้านธนาคารโลกได้ “ปรับเพิ่ม” คาดการณ์จีดีพีของจีน ซึ่งเป็นประเทศที่มีเศรษฐกิจใหญ่อันดับ 2 ของโลก และเป็นคู่ขัดแย้งด้านการค้าใหญ่กับสหรัฐ โดยระบุว่าในปี 2025 มีแนวโน้มจะขยายตัว 4.8% สูงจากคาดการณ์ก่อนหน้านี้ที่เชื่อว่าจะขยายตัวเพียง 4% ตัวเลขดังกล่าวใกล้เคียงกับเป้าหมายอย่างเป็นทางการของจีนที่ประเมินว่าจะเติบโต 5% โดยธนาคารโลกชี้ว่าการขยายตัวดังกล่าวเกิดจากนโยบายสนับสนุนเศรษฐกิจของรัฐบาล

นอกจากนี้ การส่งออกไปเอเชียตะวันออกเฉียงใต้และยุโรปที่เพิ่มขึ้น ได้ช่วยชดเชยการส่งออกไปสหรัฐที่ลดลงอย่างมาก

อย่างไรก็ตาม สำหรับปี 2026 คาดว่าจีดีพีจีนจะเติบโตลดลงเหลือ 4.2% เนื่องจากมาตรการสนับสนุนจากรัฐบาลจะน้อยลง เพราะรัฐบาลจะลดการกระตุ้นเศรษฐกิจเพื่อป้องกันไม่ให้ “หนี้สาธารณะ” สูงขึ้นเร็วเกินไป

ทั้งนี้ หากจีดีพีของจีนลดลง 1% คาดว่าจะทำให้ “จีดีพี” ของประเทศกำลังพัฒนาในเอเชียตะวันออกและแปซิฟิกลดลง 0.3% การที่จีพีดีของจีนถูกปรับเพิ่มขึ้นในครั้งนี้ คาดว่าจะทำให้เศรษฐกิจของภูมิภาคดังกล่าวขยายตัว 4.8% ในปีนี้ จากเดิมที่คาดว่าจะขยายตัว 4%