‘อนุทิน’ อัพเกรดประเทศไทย ชิงผู้นำเศรษฐกิจภูมิภาค
แม้รัฐบาลอนุทิน เข้ามาบริหารประเทศในฐานะ “รัฐบาลเฉพาะกิจ” 4 เดือน แต่จากการดึง-ดูด “นักเลือกตั้ง” เข้าพรรค เตรียมเลือกตั้งในไตรมาสแรกของปี 2569
ย่อมชี้ชัดว่า “พรรคภูมิใจไทย” ที่มี “อนุทิน ชาญวีรกูล” นายกรัฐมนตรี และ รมว.มหาดไทย เป็นหัวหน้าพรรค ย่อมต้องการปักหมุดอยู่ต่ออีก 4 ปี
แม้เป็นรัฐบาลเฉพาะกิจ 4 เดือน แต่วางโครงสร้างเพื่อเป็นอำนาจรัฐต่อ ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจ-การเมืองโลกที่ผันผวน ผสมกับเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว แต่ขีดความสามารถด้านการแข่งขันของไทย กลับตามหลังคู่แข่งเพื่อนบ้าน อย่างเวียดนาม-มาเลเซีย
“อนุทิน” นายกรัฐมนตรี คนที่ 32 ฉายภาพการวางโครงสร้างประเทศ ในงานสัมมนาใหญ่เศรษฐกิจไทย ประจำปี 2568 จัดโดยสมาคมผู้สื่อข่าวเศรษฐกิจ ในการปาฐกถาพิเศษ THE FUTURE DIRECTION OF THAILAND 2025 : เมื่อโลกเปลี่ยน…ประเทศไทยไปทางไหน ? ไว้อย่างน่าสนใจ
ไม่ปรับตัว เป็นไดโนเสาร์
อนุทินยอมรับว่า โลกทุกวันนี้อยู่ยากกว่าสมัยที่เราเป็นเด็กและเติบโตขึ้นมา โดยสงคราม ความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ การเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ โรคอุบัติใหม่ ของพวกนี้มากับเทคโนโลยี นวัตกรรมที่มาเปลี่ยนแปลงไป โดยเฉพาะอย่างยิ่ง AI ที่กำลังเกิดขึ้นพร้อมกันและกำลังเปลี่ยนรูปเศรษฐกิจของโลก ประเทศที่ปรับตัวช้าจะไม่เพียงสูญเสียโอกาสทางเศรษฐกิจเท่านั้น แต่จะสูญเสียอำนาจต่อรองในเวทีโลกด้วย
รีเซตความมั่นคง-ปราบทุจริต
นายอนุทินกล่าวว่า การรีเซตประเทศไม่ใช่เป็นเพียงการเปลี่ยนนโยบาย แต่คือการเปลี่ยนวิธีคิด วิธีทำงาน และวิธีบริหารความร่วมมือ ซึ่งเราจะต้องใช้ความร่วมมือจากทุกภาคส่วน ทั้งภาครัฐและเอกชน รวมถึงพี่น้องประชาชนที่จะต้องปรับตัว และให้ความร่วมมือไปพร้อมกัน
สำหรับในส่วนของภาครัฐบาล ที่มีผมเป็นหัวหน้าคณะรัฐมนตรี (ครม.) นั้น สิ่งที่ต้องรีเซตเพื่อวางรากฐานใหม่ให้กับประเทศ ดังนี้
1.การรีเซตด้านความมั่นคง ก่อนที่เศรษฐกิจจะเดินหรือจะวิ่งต่อไปได้ ความมั่นคงของประเทศจะต้องมีความชัดเจน ทั้งภายในและภายนอกประเทศ โดยรัฐบาลกำลังแก้ไขปัญหาด้านความมั่นคงตามแนวชายแดน โดยใช้พลังทั้งการทูต การทหาร และพลังทางเศรษฐกิจ เพื่อนำสันติภาพกลับคืนสู่ชีวิตพี่น้องประชาชน เปลี่ยนความตึงเครียดให้กลับมาเป็นความร่วมมือในอนาคตอันใกล้ และนี่คือความคาดหวังและทิศทางที่จะดำเนินต่อไป
ขณะเดียวกัน เราต้องจัดการกับปัญหาภัยทางสังคมที่กัดกร่อนประเทศ ทั้งยาเสพติด พนันออนไลน์ อาชญากรรมข้ามชาติ และการหลอกลวงทางเทคโนโลยี เพราะสิ่งเหล่านี้ไม่เพียงแต่เป็นการทำลายชีวิตของประชาชนในประเทศเท่านั้น แต่ยังมีผลกระทบต่อผู้ประกอบการทุกคน โดยมีผลกระทบต่อความเชื่อมั่นและเศรษฐกิจของประเทศเราด้วย
และที่สำคัญ ต้องทำทุกวิถีทางเพื่อปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น ซึ่งคือส่วนหนึ่งที่เป็นต้นทุนแฝงอยู่ในระบบเศรษฐกิจของประเทศเรา และมีผลกระทบต่อผู้เป็นผู้ประกอบการไม่มากก็น้อย
ประเทศไทยกำลังอยู่ในกระบวนการสมัครเข้าสู่การเป็นสมาชิก OECD หรือ Organization for Economic Cooperation and Development หากประเทศไหนได้เข้าเป็นสมาชิกได้ จะเป็นการยกระดับเรตติ้งของประเทศเช่นกัน ซึ่งมีเกณฑ์พิจารณาเป็นพิเศษ คือ กระบวนการยุติธรรมของประเทศที่จะต้องเป็นไปตามหลักนิติธรรม เป็นเหตุผลหนึ่งที่ไทยจะต้องเร่งยกเครื่องปฏิรูปกระบวนการยุติธรรม ปรับปรุงกฎระเบียบต่าง ๆ ให้ได้มาตรฐานสากล และตอบสนองต่อความต้องการของสังคมในโลกยุคปัจจุบัน
คนละครึ่งพลัส ช่วยเศรษฐกิจหมุน
2.รีเซตด้านเศรษฐกิจ โดยรัฐบาลชุดนี้กำลังขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยมุ่งเน้นเรื่องสำคัญคือ การสร้างรายได้ ลดรายจ่าย ลดหนี้ ส่งเสริมภาคเกษตรกร และการสนับสนุนให้ธุรกิจ SMEs ฟื้นตัวได้ โดยในเรื่องการสร้างรายได้ ลดรายจ่ายให้กับประชาชนนั้น ได้เร่งดำเนินการลดค่าครองชีพต่าง ๆ รวมถึงลดค่าพลังงาน ลดค่าขนส่ง รวมถึงจัดให้มีโครงการต่าง ๆ ให้เข้าถึงทุกชุมชน โดยเฉพาะในพื้นที่ห่างไกลความเจริญ เพื่อให้ประชาชนเข้าถึงสินค้าที่จำเป็นในราคาที่เป็นธรรม
นอกจากนี้ โครงการ “คนละครึ่งพลัส” ซึ่งเป็นนโยบายเศรษฐกิจเฉพาะกิจ ที่เป็นการกระตุ้นสั้น ได้ผลยาว และกระจายตัว ซึ่งได้ผ่าน ครม.เรียบร้อยแล้ว และเชื่อว่าในอีกไม่กี่สัปดาห์ จะมีเม็ดเงินหมุนเวียนในระบบเศรษฐกิจตั้งแต่ระดับฐานรากไม่ต่ำกว่า 100,000 ล้านบาท
“เชื่อว่าเขาเหล่านั้นจะทำการใช้จ่ายเพื่อให้เกิดการหมุนเวียนและกระจายตัวของเม็ดเงิน มั่นใจว่าจะทำให้มีการเสริมรายได้เพิ่มมากขึ้นในวงกว้าง” นายอนุทินกล่าว
สร้างเศรษฐกิจสีเขียว-ชิป
นายอนุทินกล่าวว่า ขณะเดียวกันจะเสริมความมั่นคงทางการเกษตร และพลังงาน ด้วยแนวทาง Smart Farming โดยจะสนับสนุนเรื่องพลังงาน โดยเฉพาะพลังงานแสงอาทิตย์และภาคครัวเรือนและภาคเกษตร รวมถึงบริหารราคาสินค้าเกษตรให้อยู่ในระดับที่เหมาะสม ซึ่งจะเป็นการสร้างเศรษฐกิจสีเขียวที่ช่วยทั้งชาวนา และทำให้อยู่ในกติกาใหม่ของโลกไปพร้อมกัน
ส่วนเรื่องการเสริมศักยภาพของภาคเอกชนและเอสเอ็มอี รัฐบาลแจ้งว่า ท่านกำลังเผชิญกับแรงกดดันทางการค้า สงครามการค้า และความผันผวนจากตลาดโลก ซึ่งไทยจะต้องเร่งเจรจาข้อตกลงภาษีต่างตอบแทน Agreement on Reciprocal Tax นอกจากนี้ยังผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลอย่างจริงจัง โดยการนำ AI และ Big Data มาปรับใช้ในการผลิต การค้า และการบริการ รวมถึงอุตสาหกรรมอนาคตอย่างเซมิคอนดักเตอร์ อิเล็กทรอนิกส์ขั้นสูง และกรีนเทคโนโลยี เป็นต้น
ฝันร้ายตามหลังเวียดนาม
“วันนี้เราต้องตั้งเป้า เพราะวันนี้เราตามเวียดนาม เป็นฝันร้ายของผม ผมไม่คิดว่าวันหนึ่งประเทศไทยจะมีเศรษฐกิจที่เติบโตช้ากว่าประเทศในภูมิภาค โดยพวกเราจะต้องช่วยกัน ซึ่งไม่เกินความสามารถ เรานำมาไกลมาก จนเราอาจจะรู้สึกอยู่ตัวเลยชะลอตัว ต่อต้านการเปลี่ยนแปลง และ Happy อยู่กับสิ่งที่เกิดขึ้น แต่พอเผลอแป๊บเดียว เหมือนกระต่ายกับเต่า ที่พอตื่นขึ้นมาเขานำหน้าไปแล้ว ดังนั้น เราอย่าเหมือนนิทานอีสป จะต้องกระโดดให้ทัน”
“และผมมีความเชื่อมั่นว่า ด้วยความสามารถ ประสบการณ์พื้นฐานที่ดีของระบบเศรษฐกิจไทย ที่วางรากฐานมาอย่างยาวนาน พื้นฐานโครงสร้างอุตสาหกรรมเศรษฐกิจ สังคม มั่นใจว่าเรายังสามารถเกิดใหม่ โตใหม่ได้ Catch up ให้ทัน ผมได้อาศัยสิ่งที่เราได้พบ ได้ประสบ ได้เห็น และสิ่งที่เราเกลียดไม่อยากเห็น นำมาวางเป็นกรอบโครงสร้างนโยบาย เพื่อให้เกิดการเติบโต และเรียกความเป็นผู้นำทางเศรษฐกิจในภูมิภาคกลับคืนมา” นายอนุทินกล่าว
แก้ปมสังคมสูงวัย-เด็กเกิดน้อย
นายอนุทินกล่าวว่า การฟื้นฟูเหล่านี้ต้องฟื้นฟูศักยภาพของคนไทย ความท้าทายจากนี้ถ้าเราไม่ฟื้นฟู ทำให้เราเติบโตเพิ่มมากขึ้น การลงทุนเข้ามาน้อยลง เสียภาษีน้อยลง จ้างงานน้อยลง รัฐเอาเงินที่ไหนมาบริหารประเทศ จากนี้ไปคนตายยาก สมัยก่อน 75 ปี แง้มฝาโลงแล้ว แต่ตอนนี้อายุ 90 ยังออกกำลังกายสวนลุมพินีเป็นแถว เราหลีกเลี่ยงไม่ได้ เราเป็นสังคมสูงวัยอย่างเต็มรูปแบบ แต่พวกสูงวัยต้องมีคุณภาพชีวิตที่ดี
สร้างระบบให้ผู้สูงอายุมีงานทำ มีรายได้ ซึ่งตนได้พูดถึงการปรับอายุการเกษียณราชการไว้ นายบวรศักดิ์ อุวรรณโณ รองนายกฯ จะไปหาทางในการปรับเรื่องการเกษียณอายุของภาคราชการ และเชื่อว่าภาคเอกชนมีการรองรับด้านนี้อยู่แล้ว
เราจะไม่ปล่อยให้วิกฤตเด็กเกิดน้อย กลายเป็นปัญหาของเราในอนาคต กระทรวงที่เกี่ยวข้องทั้งหมดจะร่วมกันส่งเสริมให้เด็กไทยของเรา เกิดและเติบโตอย่างมีคุณภาพ
ไม่ให้ไทยเสียเปรียบการค้า
3.รีเซตด้านสุดท้าย คือ ด้านสิ่งแวดล้อมและดิจิทัล ซึ่งโลกกำลังเดินหน้าสู่สังคมคาร์บอนต่ำอย่างจริงจัง โดยรัฐบาลตั้งเป้าหมาย Net Zero หรือการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิเป็น 0 ในปี ค.ศ. 2050 หรืออีก 25 ปีข้างหน้า ซึ่งไทยจะดำเนินการจัดตั้งให้มีตลาดซื้อขายคาร์บอนเครดิตมาตรฐาน ผลักดันพลังงานสะอาดในภาคอุตสาหกรรม และเกษตรให้ได้ตามเป้า เพื่อให้ไทยมีที่ยืนในเวทีโลก ประชากรของไทยจะได้รับการยอมรับในทุกประเทศ ไม่ให้มีการตั้งกฎเกณฑ์ที่ทำให้เราเสียเปรียบในเรื่องการค้า
ขณะที่ดิจิทัล จะเร่งสร้างความเป็นรัฐบาลดิจิทัลเชื่อมโยงกันทุกระบบ เป็นระบบที่เชื่อมโยงกันทั้งประเทศ ซึ่งจะมีผลคือ ความโปร่งใส ตรวจสอบได้ เป็นผลบวกต่อการป้องกันและปราบปรามการทุจริต คอร์รัปชั่น เป็นผลดีต่อประเทศแน่นอน
“วันนี้อยากให้เรากลับมามองประเทศไทยของเราด้วยสายตาที่เป็นมิตร จริงใจซึ่งกันและกัน และเราจะเห็นประเทศที่ไม่ใช่เพียงประเทศที่ต้องการฟื้นตัว แต่เป็นประเทศไทยเวอร์ชั่นที่พร้อมจะเติบโตอีกครั้งอย่างยั่งยืน ต้องแซงเพื่อนบ้านให้ได้ เป็นหนึ่งในภูมิภาคให้ได้ เราต้องเซต Goal ไว้ ไม่เกินความสามารถ ยืนยัน ด้วยความมั่นใจมากว่าการเลือกตั้งครั้งหน้าของพรรคภูมิใจไทย” นายอนุทินกล่าว
