เตือน 3 ความเสี่ยงการคลัง สศช. แนะสร้างสมดุล “วินัย-สวัสดิการ”
เตือน 3 ความเสี่ยงการคลัง หนี้สาธารณะสูง-จัดเก็บรายได้น้อยลง-ตัดลดรายจ่าย สศช. แนะสร้างสมดุล “วินัย-สวัสดิการ”
นายดนุชา พิชยนันท์ เลขาธิการสภาพัฒนาการเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สศช.) หรือสภาพัฒน์ เปิดเผยว่า นโยบายการคลังมีบทบาทมากในด้านเศรษฐกิจ กล่าวคือเมื่อประเทศเจอวิกฤต ภาครัฐต้องใช้มาตรการการคลังช่วยประคับประคองรายได้ ภาคธุรกิจ หรือเมื่อเงินลงทุนภาคเอกชนลดลง จากโอกาสทางธุรกิจที่ลดลง ภาครัฐก็ต้องใส่เม็ดเงินลงทุนเข้าไปในระบบ เพื่อให้เกิดการลงทุนในระบบเศรษฐกิจ
อย่างไรก็ตาม คำถามสำคัญคือเรามีทรัพยากร และพื้นที่ทางการคลังเพียงพอหรือเปล่า หากต้องทำเรื่องที่จำเป็น รวมไปถึงการเตรียมพร้อมรับมือกับความเสี่ยงอื่นๆ ที่อาจเกิดขึ้นในอนาคต
“สิ่งที่ต้องกลับมาดูคือการตัดสินใจของเราในวันนี้ ต้องไม่เป็นการผลักภาระหรือต้นทุนไปในอนาคต เช่น ในช่วงปี 2566-2567 เราใช้พื้นที่ทางการคลังไปเยอะโดยที่เราคิดว่าน่าจะเป็นประโยชน์ แต่จริงๆ แล้วอาจไม่เป็นเช่นนั้นก็ได้ ดังนั้นการตัดสินใจในวันนั้นกลายเป็นปัญหาในวันนี้ คืองบประมาณปี 2570 ที่มีการตัดลดงบไปเยอะมาก ซึ่งตอนนี้พื้นที่ทางการคลังเหลืออยู่ 3-4% แปลว่าหากเกิดวิกฤตใหญ่อีกรอบหนึ่ง เราจะพร้อมหรือเปล่าที่จะจัดการด้วยมาตรการทางการคลัง” นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวว่า ในอนาคตสัดส่วนคนทำงานจะลดลง แต่ภาระการดูแลสุขภาพ หลักประกันหลังเกษียณจะเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ กล่าวคือคนที่จะสร้างรายได้ให้ภาครัฐนั้นลดลง แต่คนที่ต้องการการดูแลมีมากขึ้น อย่างไรก็ตาม สภาพัฒน์ได้พัฒนาข้อมูล Social Budget ขึ้นมา ซึ่งจะวิเคราะห์สถานภาพระบบการดูแลสวัสดิการสังคมได้ในช่วง 10 ปี และเห็นถึงความสมดุลของระบบสวัสดิการสังคมว่าเป็นอย่างไร โดยจะเห็นว่าหากยังไม่ปฏิรูปนโยบายสังคม ก็จะมีปัญหาในวันที่รายจ่ายไม่เพียงพอกับภาระที่เกิดขึ้น จึงต้องจัดลำดับความสำคัญของรายจ่าย ให้ชัดเจน
“เราอาจมองว่าต้องเลือกระหว่างสวัสดิการสังคมกับวินัยการคลัง เพราะหากเรามีวินัยการคลังสูง สถานะทางการคลังแข็งแกร่ง ด้วยข้อจำกัดที่มี อาจทำให้ระบบสวัสดิการสังคมของเราไม่อาจตอบสนองความต้องการของประชาชนได้ เพราะฉะนั้นมันไม่ควรเป็นการเลือกระหว่างวินัยการคลังกับสวัสดิการสังคม แต่ต้องออกแบบสวัสดิการสังคมที่ดูแลประชาชนได้ และอยู่บนฐานที่ทำให้ฐานะการคลังมีความยั่งยืนในระยะยาว” นายดนุชา กล่าว
นายดนุชา กล่าวว่า นโยบายการคลังที่เหมาะสมคือการหาจุดสมดุลระหว่างการสร้างประโยชน์ปัจจุบัน และไม่ใช้ทรัพยากรทั้งหมดในวันนี้เพื่อแก้ปัญหาในวันนี้ แต่ต้องจัดสรรทรัพยากร โดยมองปัจจุบันและอนาคตไปพร้อมๆ กัน หากระมัดระวังเรื่องการใช้จ่าย และประสิทธิภาพการจัดเก็บรายได้ จัดลำดับความสำคัญรายจ่าย ก็จะช่วยให้พร้อมรับปัญหาในอนาคตที่อาจเกิดขึ้น
อย่างไรก็ตาม สถานการณ์โลกปัจจุบันมีความผันผวนทั้งภูมิรัฐศาสตร์ โรคระบาด และภัยธรรมชาติที่เกิดขึ้นอย่างไม่ทันตั้งตัว โดยนายดนุชา มองว่า มีความเสี่ยงการคลัง 3 เรื่อง ดังนี้
1.ความเสี่ยงเรื่องหนี้สาธารณะที่เพิ่มสูงขึ้น จากเดิมก่อนโควิด หนี้สาธารณะอยู่ที่ 41.1% ต่อจีดีพี ขณะที่ปัจจุบันอยู่ที่ 67.5% ต่อจีดีพี ซึ่งแสดงให้เห็นว่ามีพื้นที่ทางการคลังลดลง ซึ่งต้องคำนึงว่าหากเกิดสถานการณ์ไม่ปกติ หรือเกิดหลายความเสี่ยงพร้อมกันจะรับมืออย่างไร ภายใต้ข้อจำกัดที่มี
2.ความเสี่ยงเรื่องการจัดเก็บรายได้ของรัฐ จากรายได้สุทธิรัฐบาลต่อจีดีพี ในปี 2559 อยู่ที่ 16.7% ขณะที่ปี 2568 อยู่ที่ 15% ซึ่งถือว่าไม่ดีนักเมื่อเทียบกับประเทศที่อยู่ในกลุ่ม OECD นอกจากนี้ยังมีข้อจำกัดในการจัดหารายได้ของรัฐ ซึ่งต้องศึกษาวิธีการจัดเก็บภาษีแบบใหม่ เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการจัดเก็บภาษี นอกจากนี้สังคมสูงวัยอาจทำให้การจัดเก็บภาษีบุคคลลดลงด้วย
3.ความเสี่ยงเรื่องรายจ่ายของรัฐบาล ไทยประสบกับการขาดดุลมาต่อเนื่องหลายปี และกู้เงินมาเป็นงบประมาณแผ่นดินปีละหลายแสนล้านบาท ขณะที่รายจ่ายหลายตัวตัดลดยากเพราะมีภาระผูกพัน ทำให้มีข้อจำกัดต่อการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้จ่ายและตัดลดงบประมาณยากขึ้น ดังนั้นต้องดูนโยบายการคลังให้เหมาะกับช่วงเวลา หากมีข้อจำกัดสูงก็ต้องตัดลดงบประมาณ เพื่อไม่ให้มีปัญหาในระยะยาว
“ดังนั้น 3 เรื่องนี้สำคัญมาก เรากำลังเผชิญแรงกดดันจากหลายด้านพร้อมกัน ด้านหนึ่งต้องการหาเงินลงทุนเพิ่ม อีกด้านต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโตของประเทศ ต้องลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน มนุษย์ และเทคโนโลยี ขณะเดียวกันก็มีรายจ่ายผูกพันเพิ่มขึ้น” นายดนุชา กล่าว
อย่างไรก็ดี นายดนุชา กล่าวว่า ระบบการคลังสามารถเกิดความเข้มแข็งได้จาก 3 หลักคิด ที่จะช่วยสร้างศักยภาพการคลังระยะยาวได้ ดังนี้
1.ให้ความสำคัญกับการบริหารการคลังระยะยาว มีการจัดสรรงบประมาณ เพื่อสร้าง Productivity ให้เกิดขึ้นได้ ไม่ใช่การเพิ่มรายจ่ายระยะสั้นเพื่ออัดเม็ดเงินลงระบบเท่านั้น ต้องลงทุนระยะยาวด้วย เช่น ระบบสาธารณสุข ระบบการศึกษา หรือเทคโนโลยี
2.ปรับระบบสวัสดิการสังคมให้ตรงกับกลุ่มเป้าหมาย ซึ่งต้องใช้การเชื่อมโยงข้อมูลระหว่างหน่วยงาน เพราะมีบางส่วนได้รับสวัสดิการซ้ำซ้อน จะต้องปรับระบบใหม่เพื่อพุ่งเป้า แทน Universal ที่อาจนำไปสู่ปัญหาเก็บภาษีสูง แต่รายจ่ายไม่เพียงพอกับสวัสดิการที่เคยให้
3.ขยายฐานรายได้ของรัฐให้มากขึ้น ครอบคลุมขึ้น และเอาคนเข้าระบบภาษีมากขึ้น เพราะการเสียภาษีไม่ใช่เรื่องน่ากลัว แต่เป็นหน้าที่ เพื่อให้เกิดสวัสดิการในอนาคต โดยการปฏิรูปภาษี เช่น การขยายฐานภาษี ต้องทำให้คนเชื่อว่าทุกบาทที่คนจ่ายภาษี เกิดประโยชน์ต่อภาพรวมประเทศ จับต้องได้จริง และได้รับการดูแลจริง
“การขยายฐานภาษีนั้นช่วยได้เยอะ แต่ถ้าคนไทยยังคิดว่าการหนีภาษีเป็นเรื่องฉลาดหรือเป็นการแสดงความสามารถ มันก็ไม่รอด เพราะฉะนั้นต้องทำหลายๆ เรื่องพร้อมกัน ทั้งลดรายจ่ายภาครัฐที่ไม่จำเป็น และขยายฐานภาษี เอาคนเข้าระบบ การจ่ายเงินทางแอปก็เช็กได้ หากจะทำจริงๆ ร้านค้าหลายร้านไม่เคยอยู่ในระบบภาษีก็ถูกดึงเข้าได้ หากเช็ก Transaction จริงๆ” นายดนุชา กล่าว
ดังนั้นการบริหารการคลังประเทศ ไม่ใช่แค่การรักษาระดับหนี้สาธารณะให้อยู่ใต้เพดาน แต่คือเรื่องความสามารถของรัฐในการตอบสนองอนาคตที่กำลังจะเข้ามา เพราะหากพื้นที่การคลังลดลง หมายถึงทางเลือกที่จะใช้นโยบายการคลังจัดการปัญหาด้วย กล่าวคือ การปฏิรูปเศรษฐกิจและปฏิรูปทางการคลังไม่แยกจากกัน มันเป็นโจทย์ร่วมที่ต้องทำควบคู่กันบนฐานทรัพยากรที่มีอยู่