ผู้เขียน : จิระวัฒน์ ภูมิศรีแก้ว ที่ปรึกษาและผู้เชี่ยวชาญด้านนโยบายสาธารณะ Thai Digital Platform Trade Association
เศรษฐกิจโลกชะลอตัว ฉุดเศรษฐกิจไทยโตต่ำ ผู้ประกอบการรับผลกระทบหนัก โดยเฉพาะกลุ่มเปราะบางอย่าง SMEs ขนาดเล็ก เศรษฐกิจดิจิทัลกลายเป็นเครื่องยนต์ใหม่ชดเชยการเติบโตที่ขาดหายไป แพลตฟอร์มดิจิทัลถูกจับตามองในฐานะโอกาสและความเสี่ยงที่รัฐต้องการเข้าควบคุม
ล่าสุด ที่ประชุมคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เดือนตุลาคม 2568 ย้ำทิศทาง GDP ไทยปี 2568 ขยายตัวเพียง 1.8-2.2% เท่านั้น
ทั้งนี้ กระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม (DE) และสำนักงานคณะกรรมการดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคมแห่งชาติ (สดช.) คาดมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัลแบบกว้าง หรือ Broad Digital GDP (CVM) มีแนวโน้มพุ่งสูงถึง 4.69 ล้านล้านบาท หรือขยายตัว 6.2% สูงกว่าการขยายตัวของ GDP รวมถึง 3.4 เท่า ตอกย้ำบทบาทของ Digital GDP ในฐานะเครื่องยนต์ใหม่ช่วยพยุงเศรษฐกิจไทย
ปัจจัยสนับสนุนการเติบโตของ Digital GDP ในปี 2568 มาจากการส่งออกสินค้าดิจิทัล นโยบายรัฐและการลงทุนของเอกชนในการขยายโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล ส่วนด้านบริการดิจิทัลขยายตัว 5.7% ยังมีการเติบโตที่ดีแม้การบริโภคชะลอลง สะท้อนความสำคัญในฐานะช่องทางการทำธุรกิจ ธุรกรรม และกิจกรรมต่าง ๆ ในชีวิตประจำวันของผู้คนในปัจจุบัน
เศรษฐกิจแพลตฟอร์ม แตะ 1.49 ล้านล้านบาท
ขณะเดียวกัน รายงานเศรษฐกิจดิจิทัลเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ฉบับล่าสุด (e-Conomy SEA 2024 Report) จาก Google, Temasek และ Bain & Company ยังประเมินมูลค่าเศรษฐกิจดิจิทัล โดยระบุว่าในปี 2067 เศรษฐกิจดิจิทัลไทยมีมูลค่าสูงเป็นอันดับ 2 ในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ คาดมูลค่าสินค้ารวม (GMV) แตะ 4.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ หรือ 1.49 ล้านล้านบาท หรือเติบโต 19% จากปีก่อนหน้า
องค์ประกอบของเศรษฐกิจดิจิทัลในรายงานดังกล่าว มาจากธุรกิจแพลตฟอร์ม 4 ประเภท ได้แก่
● อีคอมเมิร์ซ : คาดว่ามีมูลค่าราว 2.6 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 โต 19% จากปีก่อนหน้า
● การขนส่งและบริการส่งอาหารออนไลน์ : คาดว่ามีมูลค่ากว่า 4 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 โต 6% จากปีก่อนหน้า
● การท่องเที่ยวออนไลน์ : คาดว่ามีมูลค่าราว 1 หมื่นล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 โต 32% จากปีก่อนหน้า และมีอัตราการเติบโตเร็วที่สุดในภูมิภาคเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
● สื่อออนไลน์ เช่น วิดีโอออนดีมานด์ เพลงออนดีมานด์ และเกม : คาดว่ามีมูลค่ากว่า 6 พันล้านเหรียญสหรัฐ ในปี 2567 โต 7% จากปีก่อนหน้า
แพลตฟอร์ม VS ตลาดดั้งเดิม
ผศ.ดร.พรเทพ เบญญาอภิกุล อาจารย์คณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ ชี้แพลตฟอร์มทำหน้าที่เป็นตัวกลางเชื่อมโยงผู้ใช้งานเข้าหากัน เช่น ผู้ซื้อ-ผู้ขาย ไรเดอร์-ผู้โดยสาร หรือ ผู้บริโภค-ร้านอาหาร-ไรเดอร์ เข้านิยามของคำว่าตลาด แต่คุณสมบัติที่ทำให้แพลตฟอร์มแตกต่างจากตลาดรูปแบบเดิม ได้แก่ “ขนาด” หรือจำนวนผู้ใช้งานซึ่งขยายได้โดยแทบไร้ข้อจำกัด และ “ธุรกรรม” บนแพลตฟอร์มซึ่งเกิดขึ้นได้หลายทาง กล่าวคือแพลตฟอร์มเป็นตลาดที่พัฒนาไปอีกขั้น ซึ่งจะมีประสิทธิภาพมากขึ้น เมื่อผู้ซื้อและผู้ขายบนแพลตฟอร์มมีจำนวนมากขึ้น
ผู้ซื้อได้ประโยชน์ในแง่ความหลากหลายของสินค้าและบริการ ราคาสินค้าและบริการที่ถูกลง โปรโมชั่นที่ดีขึ้น
ผู้ขายได้ประโยชน์ด้านการเข้าถึงตลาดจากฐานผู้บริโภคจำนวนมากบนแพลตฟอร์ม ทั้งยังเข้าถึงลูกค้าทั่วประเทศได้ตลอด 24 ชั่วโมงเพียงปลายนิ้ว นำไปสู่โอกาสการขายที่สูงขึ้น แพลตฟอร์มยังลดอุปสรรคในการเริ่มต้นธุรกิจ ให้ผู้ประกอบการรายย่อยสร้างร้านค้าออนไลน์ได้ทันทีโดยไม่ต้องใช้เงินลงทุนจำนวนมาก
ในช่วงกว่า 10 ปีที่ผ่านมา แพลตฟอร์มแข่งขันกันอย่างดุเดือด อัดฉีดเงินลงทุนเพื่อสร้างความเชื่อมั่นให้ผู้ใช้ไทยยอมรับแพลตฟอร์มดิจิทัลเป็นช่องทางใหม่ในการซื้อ-ขายสินค้าและใช้บริการต่าง ๆ ทั้งนี้ วิกฤตโควิด-19 เป็นจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ผู้คนจำนวนมากเริ่มใช้แพลตฟอร์มเป็นครั้งแรก และยังใช้ต่อเนื่องจนถึงทุกวันนี้เพราะความสะดวกสบายและคุ้มค่า
เนื่องจากพฤติกรรมผู้บริโภคยุคปัจจุบันใช้แพลตฟอร์มหลายแอปพลิเคชั่นพร้อมกัน และพร้อมสลับไปใช้แพลตฟอร์มอื่นทุกเมื่อหากคุ้มค่าและสะดวกกว่า นี่เป็นอีกปัจจัยที่แพลตฟอร์มยังคงจำเป็นต้องทุ่มเม็ดเงินจำนวนมหาศาลอย่างต่อเนื่อง เพื่อนำเสนอนวัตกรรมและประสบการณ์ที่ต่างหรือเหนือกว่าแพลตฟอร์มคู่แข่ง เพื่อดึงดูดและรักษาฐานผู้ใช้งาน นำมาสู่ภาวะการแข่งขันอันเข้มข้นในปัจจุบัน
รัฐเพ่งเล็ง เดินหน้าคุม “แพลตฟอร์มใหญ่”
ในขณะที่แพลตฟอร์มขนาดใหญ่กำลังสร้างประโยชน์มากมายให้ผู้ใช้งาน รวมถึงผู้ประกอบการ SMEs แต่ “ความใหญ่” ก็อาจนำมาสู่ความกังวลด้านการผูกขาด เมื่อเร็ว ๆ นี้ สำนักงานพัฒนาธุรกรรมทางอิเล็กทรอนิกส์ (ETDA) ยังเดินหน้าออกประกาศรายชื่อแพลตฟอร์มตลาดสินค้า (Online Marketplace) ที่ต้องปฏิบัติตามพระราชกฤษฎีกาการประกอบธุรกิจบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลที่ต้องแจ้งให้ทราบ พ.ศ. 2565 หรือที่เรียกกันว่า กฎหมาย Digital Platform Services หรือ DPS
โดยแพลตฟอร์มดิจิทัลที่มีชื่อในประกาศ มีหน้าที่เพิ่มเติมนอกเหนือจากหน้าที่ทั่วไป ตามประกาศ คธอ. เรื่อง การดำเนินการอื่น เช่น ต้องดำเนินการพิสูจน์ตัวตนและลงทะเบียนผู้ประกอบการ (ร้านค้า) บนแพลตฟอร์มของตน ต้องดำเนินการแสดงเครื่องหมายหรือสัญลักษณ์หรือข้อความว่าสินค้านั้นเป็นสินค้าที่ต้องมีมาตรฐาน อาทิ เครื่องหมายของสำนักงานคณะกรรมการอาหารและยา (อย.) เป็นต้น
รวมถึงออกประกาศกำหนดบทบาทเพิ่มเติมของแพลตฟอร์มประเภทบริการรถยนต์หรือรถจักรยานยนต์รับจ้างโดยสารสาธารณะ (Ride Sharing) ให้เป็นผู้กำกับดูแลและควบคุมดูการให้บริการ เพิ่มเติมจากหน้าที่ทั่วไป เช่น พิสูจน์และยืนยันตัวตนไรเดอร์และผู้โดยสาร ควบคุมให้ไรเดอร์ใช้รถที่จดทะเบียนเป็นรถสาธารณะและมีใบอนุญาตขับรถสาธารณะตามกฎหมาย ให้บริการเฉพาะพื้นที่ที่กำหนด และห้ามใช้บัญชีแทนกัน เป็นต้น
ล่าสุด กระทรวงดีอี ภายใต้การนำของนายไชยชนก ชิดชอบ ยังแถลงนโยบาย เตรียมหารือกับภาคเอกชนเพื่อลดค่าธรรมเนียมการใช้งานแพลตฟอร์ม และเพิ่มทางเลือกบริการขนส่ง
ทั้งนี้ ปัจจัยหลักที่เร่งการเติบโตของแพลตฟอร์มให้เกิดขึ้นอย่างรวดเร็ว การที่ผู้ประกอบการกระโดดเข้าสู่ช่องทางดิจิทัล เพราะต้องการลดต้นทุน เช่น ค่า GP (Gross Profit) ค่าเช่าที่ ค่าวางสินค้า หรือค่าใช้จ่ายระยะยาวที่เป็นภาระผูกพันซึ่งนำไปสู่การขาดสภาพคล่อง รวมถึงพื้นที่ชั้นวางสินค้าในร้านค้าปลีกที่มีจำกัดและอำนาจการตัดสินใจตกอยู่ที่ผู้ค้าปลีกรายใหญ่ ทำให้สินค้าของ SMEs เข้าถึงผู้บริโภคได้ยาก
โดยบริการของแพลตฟอร์มเข้ามาลดช่องว่างและตอบโจทย์ด้านต้นทุนการดำเนินธุรกิจได้ดี โดยเฉพาะต้นทุนค่า GP ที่เป็นค่าส่วนแบ่ง หรือค่าดำเนินการของช่องทางขาย ซึ่งแพลตฟอร์มดิจิทัลยังมีการเรียกเก็บในอัตราที่ต่ำกว่าเมื่อเทียบกับโมเดิร์นเทรด ที่เรียกเก็บค่า GP และค่าบริหารจัดการอื่น ๆ รวมแล้วประมาณ 40-50% ของยอดขาย
การขยายตัวของฐานผู้ใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัล มาจากทั้งด้านผู้บริโภคในปัจจุบันที่ต้องการใช้งานแพลตฟอร์มดิจิทัลเพิ่มขึ้น ในขณะเดียวกันผู้ประกอบการก็มีทางเลือกมากขึ้น ในการเลือกช่องทางทำธุรกิจและเข้าถึงกลุ่มลูกค้า ซึ่งถือเป็นทางเลือกที่ทุกฝ่ายได้รับประโยชน์ร่วมกัน ทั้งในแง่ของผู้บริโภคที่ได้รับประสบการณ์ที่สะดวก รวดเร็ว และตอบโจทย์ความต้องการเฉพาะบุคคล ขณะที่ผู้ประกอบการสามารถลดต้นทุน เข้าถึงตลาดใหม่ และพัฒนานวัตกรรมสินค้าและบริการได้อย่างต่อเนื่อง ส่งผลให้ระบบนิเวศของเศรษฐกิจดิจิทัลขยายตัวอย่างต่อเนื่อง
สมการยาก “ควบคุม” อย่างไรไม่ให้ “ฆ่านวัตกรรม” ?
ในปี 2567 สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) ภายใต้การสนับสนุนจาก ETDA ดำเนินโครงการประเมินผลสัมฤทธิ์และวิเคราะห์ผลกระทบของกฎหมายกำกับดูแลบริการดิจิทัลในต่างประเทศ โดยชี้ว่าการกำกับดูแลต้องสร้างสมดุล ระหว่างการ “ควบคุม” และ “ส่งเสริมนวัตกรรม” โดยกฎหมายที่นิยมใช้เป็น “ต้นแบบ” คือ กฎหมายตลาดดิจิทัล หรือ Digital Markets Act (DMA) ของสหภาพยุโรป
แม้กฎหมาย DMA จะมีจุดประสงค์หลักในด้านการส่งเสริมให้การแข่งขันในตลาดดิจิทัลโปร่งใส เท่าเทียม แต่การบังคับใช้อย่างพอดียังมีความสำคัญ เพราะล่าสุด EU ส่งสัญญาณลดความเข้มการควบคุม หวั่น DMA กำกับเข้มไป ส่งผลกระทบทำให้มีอัตราการลงทุนต่ำจนไปขวางการพัฒนาความสามารถในการแข่งขันทางเทคโนโลยีของยุโรป โดยเฉพาะอย่างยิ่งในภาคส่วนปัญญาประดิษฐ์ (AI)
ทั้งนี้ นอกจาก DMA และกฎหมายระดับสหภาพยุโรป แพลตฟอร์มยังถูกกำกับโดยกฎหมายท้องถิ่นที่แตกต่างกันไปในแต่ละประเทศ ทำให้การขยายขนาดธุรกิจ (Scale) ใน EU เป็นไปอย่างยากลำบาก ซึ่งอาจส่งผลให้การลงทุนและการสร้างสรรค์นวัตกรรมลดลง อีกทั้งการดำเนินการตามกฎเกณฑ์จำนวนมากยังอาศัยบุคลากรจำนวนมากและมีค่าใช้จ่ายสูงเกินกว่าที่สตาร์ตอัพขนาดเล็กจะแข่งขันและอยู่รอดได้
ขยาย “ควบคุม” ให้ “ครอบคลุม”
การกำกับดูแลแพลตฟอร์มดิจิทัลจากภาครัฐจำเป็นต้องเป็นไปอย่างทั่วถึงและเป็นธรรม โดยไม่ควรจำกัดเฉพาะแพลตฟอร์มที่จดทะเบียนอย่างถูกต้องในประเทศไทยเท่านั้น แต่หน่วยงานรัฐต้องเร่งขยายการกำกับดูแลให้ครอบคลุมถึงแพลตฟอร์มระหว่างประเทศที่ไม่ได้จดทะเบียนในไทยด้วย
การดำเนินการดังกล่าวมีความสำคัญอย่างยิ่ง เพื่อลดความเสี่ยงที่อาจเกิดขึ้นกับผู้บริโภคและผู้ประกอบการไทย จากการดำเนินงานที่ไม่ได้มาตรฐาน และเพื่อไม่ให้ประเทศต้องสูญเสียโอกาสในการจัดเก็บภาษีที่ควรจะเป็นรายได้ของประเทศ
เป้าหมายสัดส่วน Digital GDP 30% ภายในปี 2570
อุตสาหกรรมดิจิทัล ได้ถูกกำหนดให้เป็นเครื่องยนต์สำคัญในการพัฒนาเศรษฐกิจไทย ETDA ยังเดินหน้าผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัล เพิ่มสัดส่วนมูลค่าต่อ GDP เป็น 30% (จาก 12.97% ในปี 2564) และมุ่งสู่ 30 อันดับแรกของโลกที่มีความสามารถการแข่งขันทางดิจิทัล ภายในปี 2570 โดยมุ่งเน้นการส่งเสริมให้เกิดการนำเทคโนโลยีดิจิทัลไปใช้เพื่อเพิ่มมูลค่าในสินค้าและบริการของอุตสาหกรรมหลัก
ต้องอาศัยการดำเนินการเชิงกลยุทธ์หลายด้าน เช่น การพัฒนาโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัล, การส่งเสริมการใช้ข้อมูลและ AI, การพัฒนาทักษะบุคลากรดิจิทัล, การสนับสนุนผู้ประกอบการ และการสร้างสภาพแวดล้อมที่เอื้ออำนวยต่อการลงทุนในเทคโนโลยีดิจิทัล รวมถึงการสร้างให้เกิดการวิจัยและพัฒนา (R&D) และนวัตกรรม ในประเทศไทยผ่านธุรกิจแพลตฟอร์มที่เข้ามาให้บริการอยู่ในประเทศ
บทบาทของภาครัฐในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจให้บรรลุเป้าหมาย ในขณะเดียวกันยังคงต้องกำกับดูแลแพลตฟอร์มเพื่อให้เกิดความเป็นธรรมและคุ้มครองผู้บริโภคนั้น จำเป็นอย่างยิ่งที่จะต้องรักษาสมดุลทั้งสองด้าน และระมัดระวังไม่ให้กฎระเบียบเหล่านั้นกลายเป็นข้อจำกัดที่ขัดขวางการสร้างนวัตกรรม หรือจำกัดการลงทุนใหม่ ๆ ในประเทศ เพื่อเปิดโอกาสให้แพลตฟอร์มดิจิทัลสามารถทำหน้าที่ได้อย่างเต็มศักยภาพ ในการนำเสนอผลิตภัณฑ์และบริการที่ตอบโจทย์ความต้องการของผู้บริโภคยุคใหม่ ผ่านการพัฒนาเทคโนโลยี บริการ และนวัตกรรมต่าง ๆ อย่างต่อเนื่อง และเปิดโอกาสให้ผู้ประกอบการขนาดเล็กเติบโตในยุคเศรษฐกิจดิจิทัล
ความร่วมมือระหว่างรัฐ-เอกชน-สังคมในการกำหนดทิศทางที่สามารถสร้างประโยชน์สูงสุดให้ผู้มีส่วนได้ส่วนเสียตลอดทั้งระบบนิเวศ จะเป็นปัจจัยสำคัญในการลดความเสี่ยงและเพิ่มโอกาสที่มาพร้อมกับแพลตฟอร์มดิจิทัล และขับเคลื่อนเศรษฐกิจดิจิทัลให้สามารถบรรลุเป้าหมายในการผลักดันเศรษฐกิจดิจิทัลให้เป็นฐานใหม่ของการพัฒนาเศรษฐกิจไทยในระยะยาวตามเป้าหมายที่กำหนดไว้