ททท. ลุยกลยุทธ์ท่องเที่ยวยั่งยืน ดันเสน่ห์ไทยกระตุ้นรายได้ 2.79 ล้านล้านปี’69
นักท่องเที่ยว
“ณัฐ ครุฑสูตร” รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เผยแผนขับเคลื่อนการท่องเที่ยวไทยปี 2568-2569 เน้นสร้างมูลค่าผ่านสุขภาพ-ยั่งยืน พร้อมจัดกิจกรรมใหญ่รับไฮซีซั่น “Diwali-วิจิตรเจ้าพระยา-ลอยกระทง-เคานต์ดาวน์ภูมิภาค” หวังยกระดับแบรนด์ไทยสู่เวทีโลก ดันรายได้แตะ 2.79 ล้านล้านบาทในปี 2569
นาย ณัฐ ครุฑสูตร รองผู้ว่าการด้านสินค้าและธุรกิจท่องเที่ยว การท่องเที่ยวแห่งประเทศไทย (ททท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ถึงกลยุทธ์สำคัญปี 2568 เน้นขับเคลื่อนการท่องเที่ยวด้วย “ความยั่งยืน” (Sustainable Tourism) พร้อมผลักดันสินค้าใหม่ภายใต้แนวคิด Health & Wellness สร้างมูลค่าเพิ่มจากนักท่องเที่ยวเชิงคุณภาพแทนปริมาณ
ทำให้ในปี 2567 ที่ผ่านมา (1 ม.ค.-31 ธ.ค.) มีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าไทย ประมาณ 35.54 ล้านคน สร้างรายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติในปี 2567 อยู่ที่ 1.67 ล้านล้านบาท (หรือประมาณ 1.6-1.8 ล้านล้านบาท) เนื่องจากความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจโลกและการฟื้นตัวของตลาดนักท่องเที่ยวระยะไกลยังช้า
สำหรับปี 2568 แนวโน้มตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศคาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 33.4 ล้านคน ลดลง 6% จากปีก่อนหน้า สร้างรายได้ประมาณ 1.51 ล้านล้านบาท ลดลง 5% ขณะที่ตลาดท่องเที่ยวในประเทศมีแนวโน้มเติบโตเล็กน้อย โดยมีนักท่องเที่ยวในประเทศเดินทางอยู่ที่ 204.57 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 2% สร้างรายได้ 1.15 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 2%
สำหรับช่วง 4 เดือนแรกของปีจัดตั้งรัฐบาล ของ นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีคนปัจจุบัน (ตุลาคม 2568 – มกราคม 2569) ในแผนของรัฐบาลใหม่ คาดการณ์ว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเข้ามาประเทศไทยประมาณ 12 ล้านคน ลดลง 7% และมีรายได้รวมประมาณ 5.8 แสนล้านบาท ลดลง 3%
ขณะที่แนวโน้มปี 2569 ตลาดท่องเที่ยวต่างประเทศจะกลับมาเติบโตอีกครั้ง คาดว่าจะมีนักท่องเที่ยวต่างชาติเดินทางเข้าประเทศไทยประมาณ 34.9 ล้านคน เพิ่มขึ้น 4% สร้างรายได้ประมาณ 1.63 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 8% ส่วนตลาดท่องเที่ยวในประเทศจะมีนักท่องเที่ยวเดินทางประมาณ 210.43 ล้านคน-ครั้ง เพิ่มขึ้น 3% และมีรายได้ประมาณ 1.16 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 1% ส่งผลให้เป้าหมายรายได้รวมปี 2569 อยู่ที่ 2.79 ล้านล้านบาท เพิ่มขึ้น 5%
“สินค้าไฮไลต์ปีนี้ เน้น ‘สุขภาพ-สุขภาวะ’ และ ‘ความยั่งยืน’ ตอบโจทย์นักท่องเที่ยวยุคใหม่”
นาย ณัฐ บอกอีกว่า ปีนี้จะเป็นปีที่สินค้าท่องเที่ยวต้องลึกซึ้งกับพฤติกรรมที่เปลี่ยนแปลงของนักท่องเที่ยว โดยเฉพาะในกลุ่ม Luxury Tourism ที่ต้องการประสบการณ์ที่แตกต่างจากเดิมมากขึ้น ไม่ใช่แค่การใช้จ่าย แต่ต้องตอบโจทย์ด้านสุขภาพ การฟื้นฟูร่างกาย และการท่องเที่ยวที่ใส่ใจสิ่งแวดล้อม
“เราจะไม่โฟกัสแค่จำนวน แต่เน้นสร้างมูลค่าและประสบการณ์ที่ลึกซึ้งขึ้น เพื่อรองรับนักท่องเที่ยวกลุ่มคุณภาพสูง”
สำหรับในช่วงโค้งสุดท้ายของปี 2568 ททท. เร่งเดินหน้ากลยุทธ์กระตุ้นเศรษฐกิจผ่านกิจกรรมท่องเที่ยวขนาดใหญ่ทั่วประเทศ โดยเฉพาะในช่วงไฮซีซั่นที่เริ่มต้นตั้งแต่ไตรมาส 4 ปีนี้ไปจนถึงต้นปี 2569 ซึ่งเป็นช่วงเวลาทองของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทย ท่ามกลางการแข่งขันด้านจุดหมายปลายทางอย่างดุเดือดในระดับภูมิภาค
กิจกรรมสำคัญที่ถูกจัดวางให้เป็น “แม่เหล็ก” ของช่วงไฮซีซั่นปีนี้ ได้แก่ งานดิวาลี , วิจิตรเจ้าพระยา (Vijit Chao Phraya 2025) , เทศกาลลอยกระทงระดับชาติ , งานวิ่ง “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน” รวมถึงกิจกรรมเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปี ซึ่งไม่เพียงมุ่งเน้นดึงดูดนักท่องเที่ยวในประเทศและต่างชาติ แต่ยังตั้งเป้าให้เกิดการกระจายรายได้สู่ภูมิภาค และใช้พลังของ Soft Power ไทยเป็นกลไกขับเคลื่อนเศรษฐกิจท่องเที่ยวแบบยั่งยืน
Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025
โดย ททท. เตรียมจัดงาน “Amazing Thailand Grand Diwali Festival 2025” อย่างยิ่งใหญ่ตลอดเดือนตุลาคม 2568 เพื่อเฉลิมฉลองเทศกาลแสงสี “ดิวาลี” ของชาวอินเดีย พร้อมส่งเสริมความสัมพันธ์ทางวัฒนธรรมไทย-อินเดีย
กิจกรรมหลักจัดขึ้นที่ คลองโอ่งอ่าง (16–20 ต.ค.) และย่านพาหุรัด (18–20 ต.ค.) ประกอบด้วยขบวนแห่พระแม่ลักษมี-พระพิฆเนศ การแสดงไทย-อินเดีย การตกแต่งไฟ แสดงศิลปวัฒนธรรม และกิจกรรมบนถนนศิลปะอินเดีย (16–31 ต.ค.)
งานนี้ได้รับความร่วมมือจากภาครัฐ เอกชน และสมาคมชาวอินเดียในไทย คาดมีนักท่องเที่ยวร่วมงานกว่า 100,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่ต่ำกว่า 200 ล้านบาท ยกระดับภาพลักษณ์ไทยในสายตานักท่องเที่ยวอินเดียต่อเนื่องจากสถิติผู้มาเยือนกว่า 1.8 ล้านคน ตั้งแต่ต้นปีจนถึงสิ้นกันยายน 2568
“วิจิตรเจ้าพระยา” ชูแสงสีเสียง 45 วัน บูสต์ธุรกิจริมแม่น้ำ
หนึ่งในกิจกรรมหลักที่ได้รับการจับตามองอย่างสูงคือ “วิจิตรเจ้าพระยา” ซึ่งปีนี้ขยายระยะเวลาการจัดงานเป็น 45 วันเต็ม ตั้งแต่ 1 พฤศจิกายน ถึง 15 ธันวาคม 2568 บริเวณสองฝั่งแม่น้ำเจ้าพระยากรุงเทพมหานคร โดย ททท. ร่วมกับภาคีเครือข่ายทั้งภาครัฐและเอกชนจัดแสดงโชว์แสงสีเสียงกลางน้ำ การแสดงศิลปวัฒนธรรมไทยร่วมสมัย พร้อมกิจกรรมจากผู้ประกอบการท่องเที่ยว โรงแรม และร้านอาหารริมแม่น้ำ เพื่อสร้างประสบการณ์ท่องเที่ยวที่แปลกใหม่ในยามค่ำคืน
กิจกรรมนี้มีเป้าหมายชัดเจนในการ “ปลุกชีวิตยามค่ำ” หรือ night economy บริเวณริมแม่น้ำที่เป็นเขตเศรษฐกิจเก่าของเมือง พร้อมทั้งใช้เป็นต้นแบบของการจัดงานส่งเสริมการท่องเที่ยวที่สามารถเชื่อมโยงกับชุมชนและธุรกิจขนาดเล็กในพื้นที่ เช่น เรือท่องเที่ยว ร้านอาหารพื้นถิ่น ไปจนถึงกิจกรรมเดินชมเมืองในย่านประวัติศาสตร์ โดยมีการคาดการณ์จะมีนักท่องเที่ยวเข้าร่วม ไม่น้อยกว่า 1,500,000 คน และเกิดรายได้หมุนเวียน ช่วงจัดงาน ไม่น้อยกว่า 500 ล้านบาท
“ลอยกระทง” เสริมแบรนด์เสน่ห์ไทยดึงนักท่องเที่ยวทั่วโลก
ขณะเดียวกัน นายณัฐ ระบุว่า ททท. เตรียมยกระดับเทศกาลลอยกระทงสู่ระดับนานาชาติ ภายใต้แนวคิด “MAHA LOY KRATHONG WORLD EVENT” เพื่อส่งเสริมภาพลักษณ์ประเทศไทย ควบคู่กับการอนุรักษ์วัฒนธรรมและนวัตกรรมสมัยใหม่ พร้อมกระตุ้นเศรษฐกิจการท่องเที่ยวในพื้นที่ งานจัดขึ้นใน 2 จังหวัดหลัก ได้แก่ MAHA LOY KRATHONG WORLD EVENT @ SUKHOTHAI จะจัดขึ้นวันที่ 27 ต.ค. – 5 พ.ย. 2568 ณ อุทยานประวัติศาสตร์สุโขทัย
โดยไฮไลท์ของงานจะมี “เผาเทียน เล่นไฟ” ถ่ายทอดความรุ่งเรืองของอารยธรรมสุโขทัยผ่านแสง สี และกิจกรรมทางวัฒนธรรม ขบวนแห่ การแสดงไทยร่วมสมัย ตลาดวัฒนธรรม และกิจกรรม DIY สุดสร้างสรรค์ และ MAHA LOY KRATHONG WORLD EVENT @ AYUTTHAYA ในวันที่ 1–5 พ.ย. 2568 ณ วัดพระราม จ.พระนครศรีอยุธยา
ภายใต้ฉากหลังของมรดกโลก ร่วมเฉลิมฉลองลอยกระทงย้อนยุค พร้อมขบวนแห่สุดตระการตานำโดย Miss World 2025 “สุชาตา ช่วงศรี” ทูตการท่องเที่ยวไทย การแสดงวัฒนธรรม แสง สี เสียง และตลาดโบราณที่ถ่ายทอดวิถีชีวิตไทยอย่างแท้จริง ซึ่งคาดมีผู้ร่วมงานรวมทั้งหมดกว่า 450,000 คน สร้างรายได้หมุนเวียนไม่น้อยกว่า 800 ล้านบาท ตอกย้ำภาพลักษณ์เทศกาลไทยในเวทีโลก พร้อมส่งเสริมการท่องเที่ยวอย่างยั่งยืนและมีความรับผิดชอบ
“อะเมซิ่ง มาราธอน” เชื่อมกีฬา-ท่องเที่ยว กระตุ้นรายได้ในกรุงเทพฯ
ในช่วงสิ้นเดือนพฤศจิกายนนี้ โดย ททท. ยังร่วมเป็นหนึ่งในพันธมิตรสนับสนุนงาน “อะเมซิ่ง ไทยแลนด์ มาราธอน กรุงเทพฯ 2025” ที่จัดต่อเนื่องเป็นปีที่ 8 โดยขณะนี้ มีนักวิ่งสมัครเข้าร่วมแล้วกว่า 40,000 คน จากทั้งในและต่างประเทศ ซึ่งกิจกรรมดังกล่าวไม่เพียงเน้นการส่งเสริมการท่องเที่ยวเชิงกีฬา (Sport Tourism) เท่านั้น แต่ยังผนวกกับการส่งเสริมภาพลักษณ์ของกรุงเทพฯ ให้เป็นเมืองท่องเที่ยวที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ ผ่านการใช้เส้นทางวิ่งที่เชื่อมโยงแลนด์มาร์กสำคัญทั่วกรุง โดยจะเริ่มต้นจากถนนพญาไท (หน้าเอ็มบีเคเซ็นเตอร์) และสิ้นสุด ณ ท้องสนามหลวง กรุงเทพมหานคร
ขณะเดียวกัน ก่อนหน้านี้ได้มีกาาคาดการณ์ว่าจะมีผู้เข้าร่วมการแข่งขันไม่น้อยกว่า 36,000 คน แบ่งเป็นชาวไทยจำนวน 28,000คน และชาวต่างชาติ รวมถึงชาวต่างชาติที่พำนักอาศัยอยู่ในประเทศไทย (Expat) จำนวน 8,000 คนและก่อให้เกิดเงินหมุนเวียนทางเศรษฐกิจจากการท่องเที่ยวไม่น้อยกว่า 894 ล้านบาท
เคานต์ดาวน์ปีใหม่ “ดาวกระจาย” ต่างจังหวัด ททท.ดันภูมิภาคเป็นเจ้าภาพ
นาย ณัฐ เปิดเผยเพิ่มเติมว่า สำหรับกิจกรรมเคานต์ดาวน์ส่งท้ายปี 2568 – ต้อนรับปี 2569 ททท. ยังคงยึดแนวทางกระจายความคึกคักออกสู่ภูมิภาค โดยสนับสนุนให้จังหวัดศูนย์กลางเศรษฐกิจท่องเที่ยวเป็นผู้จัดงานหลัก เช่น เชียงใหม่ พะเยา ขอนแก่น สงขลา ภูเก็ต และอุดรธานี โดย ททท. ได้จัดสรรงบประมาณสนับสนุนรวมกว่า 25 ล้านบาทเพื่อใช้ในการประชาสัมพันธ์และจัดกิจกรรมร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น พร้อมทั้งวางแผนส่งเสริมกิจกรรมเฉพาะถิ่นในแต่ละจังหวัด เช่น งาน Countdown เชียงใหม่ที่เน้นการแสดงพื้นเมืองและอาหารล้านนา งานปีใหม่ริมโขงในภาคตะวันออกเฉียงเหนือ และกิจกรรมเคานต์ดาวน์ริมทะเลในภาคใต้ เป็นต้น
ขณะที่ กรุงเทพฯ จะมีการจัดกิจกรรมโดยความร่วมมือของภาคเอกชน เช่น ไอคอนสยาม เซ็นทรัลเวิลด์ วัน แบงค็อก กรุงเทพฯ เป็นต้น เพื่อตอกย้ำการเป็น Global Countdown Destination โดยคาดการณ์นักท่องเที่ยวภาพรวม ในประเทศ 70,000 คน ต่างประเทศ 30,000 คน และสร้างรายได้หมุนเวียนจากการจัดงานทั่วประเทศ 80 ล้านบาท
เตรียมเปิดเกมใหญ่ต่อยอด “สงกรานต์” เทศกาลแห่งชาติ ดันขึ้นชั้น Global Event
แม้กิจกรรมช่วงไฮซีซั่นปลายปีจะเต็มไปด้วยสีสันและการขับเคลื่อนของหลายภาคส่วน แต่ ททท. ยังไม่หยุดเดินหน้า โดยเตรียมวางแผนจัดกิจกรรม “มหาสงกรานต์ 2569” ให้ยิ่งใหญ่กว่าทุกปีที่ผ่านมา ด้วยการผลักดันให้เทศกาลสงกรานต์ จาก Soft Power ระดับโลกที่ได้รับการจดจำในฐานะ เสน่ห์ไทย ที่เป็นระดับ Global Event แห่งเอเชียตะวันออกเฉียงใต้
ซึ่งภายใต้แนวทางนี้ ททท. จะร่วมมือกับกระทรวงวัฒนธรรม หน่วยงานด้านความมั่นคง และภาคเอกชนในการจัดกิจกรรมแบบบูรณาการ ทั้งในกรุงเทพฯ และจังหวัดท่องเที่ยวหลัก โดยมีเป้าหมายเพื่อผลักดันสงกรานต์ให้กลายเป็นส่วนหนึ่งของปฏิทินท่องเที่ยวโลก (World Festival Calendar) ซึ่งจะช่วยเพิ่มจำนวนนักท่องเที่ยวต่างชาติในช่วงต้นไตรมาส 2 ได้อย่างมีนัยสำคัญ
อย่างไรก็ตาม ภายใต้การดำเนินงานของ ททท. และพันธมิตร การใช้กิจกรรมท่องเที่ยวเป็นเครื่องมือกระตุ้นเศรษฐกิจช่วงไฮซีซั่นกำลังกลายเป็นนโยบายหลักที่รัฐบาลให้ความสำคัญ เพื่อผลักดันเป้าหมายรายได้จากการท่องเที่ยวให้กลับเข้าสู่ระดับ 2.79 ล้านล้านบาทภายในปี 2569
โดยในปีนี้ ททท. ยังมุ่งเน้นการประชาสัมพันธ์ผ่านทุกช่องทาง ทั้งออฟไลน์และออนไลน์ เพื่อเข้าถึงกลุ่มเป้าหมายที่หลากหลายมากขึ้น รวมถึงการทำงานร่วมกับสำนักงานส่งเสริมการท่องเที่ยวในต่างประเทศ เพื่อเชื่อมโยงกิจกรรมภายในประเทศกับความต้องการของตลาดโลก