เลขาฯกฤษฎีกาเผยลงนาม “MOU แร่แรร์เอิร์ท” ผ่าน ครม.นัดพิเศษ ยันไม่มีผลผูกพันทาง กม.-ยึกกฎหมายไทย ชี้ไม่ใช่คู่สัญญา เป็นเพียงความร่วมมือ เชื่อสหรัฐไม่ยกต่อรองภาษี
นายปกรณ์ นิลประพันธ์ เลขาธิการคณะกรรมการกฤษฎีกา กล่าวถึงกรณีการลงนามบันทึกความเข้าใจ หรือ MOU ว่าด้วยความร่วมมือในการพัฒนาของห่วงโซ่อุปทานของแร่สำคัญแรร์เอิร์ท ระหว่างไทยและสหรัฐอเมริกาจะเป็นข้อผูกมัดหรือไม่ ว่าจากกรณีที่เว็บไซต์ทำเนียบขาวเผยแพร่รายละเอียดของ MOU ดังกล่าว ไม่ผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ
ฉะนั้น ไม่ถือเป็นหนังสือสัญญาตามมาตรา 178 ฉะนั้น ก็เป็นเพียงความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ไม่มีอะไรมากมาย และเป็นไปตามที่นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ไว้
ส่วนจะเป็นหนึ่งในการที่สหรัฐใช้เป็นมาตรการกดดันไทยเรื่องการค้าภาษีหรือไม่ เลขากฤษฎีการะบุว่าความเห็นส่วนตัวคิดว่าไม่ เพราะคล้ายกับการตกลงกัน เพราะเป็นลักษณะการคล้ายว่าตกลงกัน อย่างไรในเบื้องต้น และไม่มีผลผูกพันตามกฎหมายระหว่างประเทศ
พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายไทย และไม่ใช่แค่สหรัฐมาลงทุนที่ไทยอย่างเดียว ไทยก็มีโอกาสไปลงทุนที่สหรัฐด้วยเหมือนกัน หากมีความสามารถ ฉะนั้น เป็นเหมือนการต่างตอบแทนซึ่งกันและกัน ส่วนรายละเอียดก็ต้องไปว่ากัน ก็ต้องว่ากันตามกฎหมายแร่ของไทย ที่ระบุไว้ว่าจะต้องมีการเปิดประมูลและการแข่งขันอย่างเป็นธรรม
พร้อมยืนยันว่ากฎหมายไทยครอบคลุมในเรื่องนี้ รวมถึงข้อกังวลนี้จะมีการรับไว้พิจารณา แต่ในทางปฏิบัติจะพยายามไม่ให้เกิดปัญหา ซึ่งการลง MOU ในครั้งนี้ก็คล้ายกับที่ไทยไปลงนามกับประเทศอื่น และเขาก็ไม่ได้ทำกับเราประเทศเดียว ทั้งกัมพูชา มาเลเซีย
เมื่อถามว่า MOU ดังกล่าวสามารถยกเลิกได้ใช่หรือไม่ เลขาฯกฤษฎีการะบุว่า สามารถยกเลิกได้ เพราะมีข้อยกเลิกไว้อยู่แล้ว
เมื่อถามว่า MOU ดังกล่าวเคยนำเข้าพิจารณาในที่ประชุมคณะรัฐมนตรีหรือไม่ เลขาฯกฤษฎีกายอมรับว่าเคยนำเข้าพิจารณาในที่ประชุม ครม.นัดพิเศษฯแล้ว ซึ่งมีการพิจารณากันอย่างละเอียด และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศก็ได้ช่วยดูในเรื่องของถ้อยคำ ความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ ส่วนกฤษฎีกาก็ดูในเรื่องกฎหมาย เพราะฉะนั้นเราดูครบในทุกมิติ
เมื่อถามว่า หากต้องการยกเลิก MOU ดังกล่าวจะต้องได้รับการยินยอมทั้ง 2 ฝ่ายหรือไม่ นายปกรณ์ระบุว่ามีรายละเอียดในการยกเลิกไว้ พร้อมขออย่าดูรายละเอียดโดยใช้ AI สรุป เนื่องจากไม่ตรง ซึ่งก่อนหน้านี้ตนได้เคยทดลองแล้ว ซึ่งใน MOU ดังกล่าวไม่ได้ใช้คำว่า “คู่สัญญา” แต่ใช้ว่าว่า “ความร่วมมือ” ฉะนั้น เป็นความเท่าเทียมกันในการตกลงของทั้งสองฝ่าย พร้อมยืนยันว่าทุกอย่างเป็นไปตามกฎหมายภายใน
ขณะเดียวกัน นายปกรณ์ยังระบุอีกว่าข้อก่อนสุดท้ายใน MOU ระบุไว้ชัด ว่าหากจะทำอะไรให้เป็นไปตามกฎหมาย ระเบียบ ภายในของแต่ละฝ่าย พร้อมยืนยันว่าข้อกังวลที่มีอยู่จะต้องรับไว้ และขออย่ากังวล เนื่องจากไม่ใช่หนังสือสัญญาที่มีข้อผูกมัด