กระทรวงการคลังรายงานผลการจัดเก็บรายได้ในปีงบประมาณ 2568 (ต.ค. 67-ก.ย. 68) ล่าสุด โดยพบว่าภาพรวมรัฐบาลจัดเก็บรายได้สุทธิได้ที่ 2,822,709 ล้านบาท ต่ำกว่าประมาณการตามเอกสารงบประมาณ 64,291 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 2.2% แต่สูงกว่าช่วงเดียวกันปีก่อน 25,030 ล้านบาท หรือเพิ่มขึ้น 0.9%
อย่างไรก็ดี เมื่อพิจารณาการจัดเก็บรายได้ของแต่ละหน่วยงาน พบว่า 3 กรมภาษีเก็บรายได้รวมกันต่ำกว่าประมาณการไปถึง 112,416 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 3.6% เมื่อแยกเป็นรายกรม จะเห็นว่ากรมสรรพากรเก็บต่ำกว่าประมาณการไป 37,200 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 1.6% กรมสรรพสามิตเก็บต่ำกว่าประมาณการถึง 72,160 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 11.8% และกรมศุลกากรเก็บต่ำกว่าประมาณการไป 3,056 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 2.5%
ในขณะที่รัฐวิสาหกิจนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการเล็กน้อยที่ 879 ล้านบาท หรือสูงกว่าเป้า 0.5% และหน่วยงานอื่นนำส่งรายได้สูงกว่าประมาณการ 47,945 ล้านบาท หรือเกินเป้า 27.6%
สำหรับกรมสรรพสามิตที่จัดเก็บต่ำกว่าประมาณการมาก กระทรวงการคลังให้เหตุผลว่ามาจากภาษีรถยนต์ที่เก็บได้ต่ำกว่าเป้า จากมาตรการส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) เป็นสำคัญ

ส่วนกรมสรรพากรจัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากภาษีเงินได้นิติบุคคลและภาษีมูลค่าเพิ่มจากการนำเข้าจัดเก็บได้ลดลง
ด้านกรมศุลกากรจัดเก็บต่ำกว่าประมาณการ เนื่องจากค่าเงินบาทที่แข็งค่ากว่าที่ประมาณการไว้ ตลอดจนการเปิดเสรีทางการค้าและการนำเข้ารถยนต์ประเภทเครื่องยนต์สันดาปที่ลดลง ส่งผลให้อากรขาเข้าขยายตัวต่ำกว่าประมาณการ
จะเห็นได้ว่านโยบายส่งเสริมรถ EV ส่งผลกระทบต่อรายได้รัฐค่อนข้างมาก จากอดีตที่กรมสรรพสามิตเคยมีรายได้จากภาษีรถยนต์ปีละกว่า 100,000 ล้านบาท แต่หลังจากมีนโยบายส่งเสริมรถ EV ภาษีรถยนต์หายไปร่วม 50% ซึ่งเมื่อประกอบกับภาวะที่ยอดขายรถยนต์ชะลอตัว ยิ่งส่งผลกระทบต่อรายได้ภาษีรถยนต์มากขึ้น
โดยในปีงบประมาณ 2568 ที่ผ่านมา ภาษีรถยนต์จัดเก็บได้ 56,500 ล้านบาท จากประมาณการที่ตั้งไว้ 107,300 ล้านบาท ต่ำเป้าไป 50,700 ล้านบาท หรือต่ำเป้า 47%
ขณะที่มองไปข้างหน้า โครงสร้างภาษีสรรพสามิตรถยนต์ใหม่ที่จะมีผลบังคับใช้ตั้งแต่วันที่ 1 ม.ค. 2569 เป็นต้นไป ซึ่งหลังจากเข้าสู่โครงสร้างภาษีปกติ กระทรวงการคลังและกรมสรรพสามิตคาดการณ์ว่ารายได้ภาษีรถยนต์จะค่อย ๆ ฟื้นกลับมาได้
ส่วนจะเป็นไปตามคาดหรือไม่นั้น คงต้องติดตามกันต่อไป