สมาคมธนาคารไทยเผยสถาบันการเงินเข้มงวด KYC ยืนยันตัวตนตามกฎหมายสากล ชี้มาตรการยกระดับสกัดทุนเทาต้องเชื่อมโยงข้อมูล “Connect the Dot” หลังธุรกรรมบางส่วนอยู่นอกเหนือบริบทของธนาคาร
นายผยง ศรีวณิช ประธานสมาคมธนาคารไทย (TBA) และกรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย กล่าวถึงกรณีที่ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ยกระดับกระบวนการติดตามและตรวจสอบธุรกรรมที่ไม่พึงประสงค์ให้เข้มข้นขึ้น เพื่อป้องกันและเร่งแก้ไขปัญหาทุนเทานั้น จะเห็นว่าในส่วนของสถาบันการเงินมีการยกระดับกระบวนการยืนยันตัวตน (KYC) ลูกค้าเข้มข้นและระมัดระวังอยู่แล้ว ซึ่งเป็นไปตามกฎเกณฑ์ระดับสากล เนื่องจากหากไม่ทำตามกฎเกณฑ์จะไม่มีประเทศไหนอยากร่วมงานกับไทย
อย่างไรก็ดี ที่มาและที่ไปของเงินมาจากช่องทางที่หลากหลาย ข้อมูลต่าง ๆ กระจัดกระจาย โดยธนาคารพาณิชย์ไม่สามารถมองเห็นข้อมูลข้ามธนาคารพาณิชย์ หรือข้ามระบบที่นอกเหนือจากธนาคารพาณิชย์ เพราะจะเห็นว่าปัจจุบันมีการให้บริการผ่านกิจกรรมอื่น ๆ ที่ไม่ใช่ธนาคารพาณิชย์รูปแบบเดิม ๆ อีกต่อไป ดังนั้น กฎเกณฑ์ต่าง ๆ ที่ออกมาหลายครั้งยังตามไปไม่ทัน และการร่วมมือของหน่วยงานที่เกี่ยวข้องของผู้ทำระบบต่าง ๆ มันยังไม่ Connect the Dot เท่าที่ควร
ดังนั้น การ Connect the Dot ธนาคารอาจจะต้องมีการปรับเปลี่ยนรูปแบบการส่งข้อมูล แต่การประมวลข้อมูล โดยการรวมศูนย์ข้อมูลธนาคารพาณิชย์ใดหรือธนาคารพาณิชย์หนึ่งนั้น ทำไม่ได้ เพราะติดปัญหากฎหมาย เช่น กฎหมายข้อมูลส่วนบุคคล (PDPA) และมีกฎหมายเฉพาะอื่น ๆ ที่เกี่ยวข้องกับธุรกรรมต่าง ๆ เช่น คริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งธนาคารพาณิชย์ไม่มีส่วนเกี่ยวข้อง เพราะธนาคารดำเนินธุรกิจทางการเงินที่มีใบอนุญาต (License) ของสถาบันการเงิน ดังนั้น การเชื่อมโยง Connect the Dot ยังเป็นเรื่องสำคัญ
“สิ่งที่ผู้ว่าฯ ธปท.พูดเมื่อวาน คือการยกระดับ ซึ่งเชื่อว่าเป็นการ “Connect the Dot” เชื่อมโยงจุดต่าง ๆ เข้าด้วยกัน เพราะกิจกรรมหลายอย่างที่มาอยู่นอกบริบทของธนาคารพาณิชย์ อาจจะต้องถูกยกระดับ เพราะธนาคารไม่สามารถเข้าไปยุ่งเกี่ยวกับคริปโตฯได้ เพราะธนาคารไม่มีใบอนุญาต และรูปแบบของคริปโตฯไม่ถือว่าเป็น “เงิน” และระบบการชำระบัญชี (Settlement) ที่ใช้ในกิจกรรมเหล่านี้อยู่เหนือกว่า (Above and Beyond) คำว่า “เงิน“ ดังนั้น การเชื่อมโยง (Connect the Dot) นี้มีความสำคัญ”