สถานการณ์ “เด็กเกิดน้อย” เข้าขั้นวิกฤต ข้อมูลกรมปกครองชี้ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดลดลงต่อเนื่อง จากกว่า 7 แสนคน เหลือเพียง 4.6 แสนคนในปี 2567 ต่ำสุดในรอบ 70 ปี ขณะอัตราเจริญพันธุ์เหลือเพียง 1.03 ต่ำกว่าระดับทดแทน 2.1 นักวิชาการชี้ พิษเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง และแนวคิดคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก อาจกระทบโครงสร้างแรงงานและแนวทางพัฒนาประเทศในอนาคต
กรณีการปิดตัวของโรงเรียนเอกชนชื่อดัง 2 แห่ง ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการศึกษา โดยหนึ่งในนั้นคือ โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว ซึ่งประกาศยุติการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป
โดยทางโรงเรียนให้เหตุผลว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากผลกระทบของ ภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ประกอบกับอัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับ รายได้จากค่าเล่าเรียนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการเรียนการสอน จึงมีมติ “ปิดกิจการโรงเรียน” เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการศึกษา
ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมของผู้สื่อข่าวพบว่า สถิติการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากกรมปกครองระบุว่า ปี 2567 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 461,421 คน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปี ที่ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคนต่อปี และแนวโน้มดังกล่าวยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกปีที่ผ่านมา
ปี พ.ศ. 2558
- เกิด 736,352 คน
- ชาย 378,037 คน
- หญิง 358,315 คน
ปี พ.ศ. 2559
- เกิด 704,058 คน
- ชาย 362,395 คน
- หญิง 341,663 คน
ปี พ.ศ. 2560
- เกิด 703,003 คน
- ชาย 362,628 คน
- หญิง 340,375 คน
ปี พ.ศ. 2561
- เกิด 666,366 คน
- ชาย 343,227 คน
- หญิง 323,139 คน
ปี พ.ศ. 2562
- เกิด 618,205 คน
- ชาย 317,713 คน
- หญิง 300,492 คน
ปี พ.ศ. 2563
- เกิด 587,368 คน
- ชาย 302,836 คน
- หญิง 284,532 คน
ปี พ.ศ. 2564
- เกิด 544,570 คน
- ชาย 280,551 คน
- หญิง 264,019 คน
ปี พ.ศ. 2565
- เกิด 502,107 คน
- ชาย 259,558 คน
- หญิง 242,549 คน
ปี พ.ศ. 2566
- เกิด 517,934 คน
- ชาย 266,426 คน
- หญิง 251,508 คน
ปี พ.ศ. 2567
- เกิด 462,240 คน
- ชาย 238,467 คน
- หญิง 223,773 คน
มกราคม-ตุลาคม ปี พ.ศ. 2568
- เกิด 348,686 คน
- ชาย 179,959 คน
- หญิง 168,727 คน (ข้อมูลเพิ่มจากเว็บไซต์ กรมการปกครอง)
ทั้งนี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดเกิน 1 ล้านคนต่อปีในช่วงปี 2506-2526 และเคยมีเด็กเกิดจำนวนสูงสุดในปี 2514 มากถึง 1,221,228 คน ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนเด็กเกิดต่ำ 6 แสนคนตั้งแต่ปี 2562 จำนวนเด็กเกิดได้ลดลงต่ำลงมาอีก จนในปี 2567 เด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงมาต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นปีแรก
อย่างไรก็ตาม อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนลูกเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ต่ำกว่า 2.1 คน กล่าวคือ จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าระดับทดแทนพ่อและแม่ ปัจจุบันประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน รวมทั้งประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวมต่ำมาก
อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) พ.ศ. 2567
-เกาหลีใต้ 0.72
-สิงคโปร์ 0.94
-ประเทศไทย 1.03
-จีน 1.00
-อิตาลี 1.20
-ญี่ปุ่น 1.21
-สวีเดน 1.43
-เยอรมนี 1.44
-อังกฤษ 1.56
-สหรัฐอเมริกา 1.62
จากแบบสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ได้สำรวจความเห็นประชาชนไทยจำนวน 1,042 คน เพื่อสอบถามความคิดเห็นในประเด็น “สถานการณ์เด็กเกิดน้อยและสังคมสูงอายุ” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม 2567 พบว่า
ผู้หญิงเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เห็นด้วยว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมจะมีลูก สัดส่วนผู้ชายตอบว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมมากกว่าผู้หญิง (ชาย 60% ต่อหญิง 53%) ประชาชนที่อยู่ในสถานะสมรส ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด
เพียง 39% ที่ตัดสินใจมีลูกอย่างแน่นอน
30% คิดว่าอาจจะตัดสินใจมีลูก
20% จะไม่มีลูก
แบบสำรวจถามด้วยว่า ถ้าท่านมีคู่รักหรือมีคู่แต่งงานแล้ว ยังมีสุขภาพแข็งแรง และอยู่ในวัยที่มีลูกได้
53% ตอบว่าจะมีลูก โดยเจเนอเรชั่น X ขึ้นไปมีสัดส่วนมากที่สุด (60%) รองลงมาคือ เจเนอเรชั่น Z (55%) และ Y (44%) ตามลำดับ
ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจมีลูกมีความแตกต่างกันระหว่างเจเนอเรชั่น โดยกลุ่มเจเนอเรชั่น X มีแนวโน้มที่จะมีลูกสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ในขณะที่เจเนอเรชั่น Y มีสัดส่วนความตั้งใจมีลูกต่ำที่สุด
ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจดังกล่าว อาจรวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่านิยมของแต่ละช่วงวัย และปัจจัยทางสังคมอื่น ๆ เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการทำงานและการเลี้ยงดูบุตร
ข้อมูล : มติชนออนไลน์, กรมการปกครอง