Skip to content

เปิดสถิติ 10 ปี “เด็กไทยเกิดลดฮวบ” ต่ำสุดในรอบ 70 ปี

07 พ.ย. 2568 | 10:38น.
เปิดสถิติ 10 ปี “เด็กไทยเกิดลดฮวบ” ต่ำสุดในรอบ 70 ปี

สถานการณ์ “เด็กเกิดน้อย” เข้าขั้นวิกฤต ข้อมูลกรมปกครองชี้ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนเด็กเกิดลดลงต่อเนื่อง จากกว่า 7 แสนคน เหลือเพียง 4.6 แสนคนในปี 2567 ต่ำสุดในรอบ 70 ปี ขณะอัตราเจริญพันธุ์เหลือเพียง 1.03 ต่ำกว่าระดับทดแทน 2.1 นักวิชาการชี้ พิษเศรษฐกิจ ค่าครองชีพสูง และแนวคิดคนรุ่นใหม่ไม่อยากมีลูก อาจกระทบโครงสร้างแรงงานและแนวทางพัฒนาประเทศในอนาคต

กรณีการปิดตัวของโรงเรียนเอกชนชื่อดัง 2 แห่ง ภายในระยะเวลาเพียงสัปดาห์เดียว กลายเป็นประเด็นที่ได้รับความสนใจอย่างมากในแวดวงการศึกษา โดยหนึ่งในนั้นคือ โรงเรียนอุดมศึกษาลาดพร้าว ซึ่งประกาศยุติการจัดการเรียนการสอนอย่างเป็นทางการ ตั้งแต่ปีการศึกษา 2569 เป็นต้นไป

โดยทางโรงเรียนให้เหตุผลว่า การตัดสินใจดังกล่าวเกิดจากผลกระทบของ ภาวะเศรษฐกิจและสังคมในปัจจุบัน ประกอบกับอัตราการเกิดของเด็กไทยที่ลดลงต่อเนื่องทุกปี ส่งผลให้จำนวนเด็กนักเรียนตั้งแต่ระดับอนุบาลจนถึงมัธยมศึกษาลดลงตามลำดับ รายได้จากค่าเล่าเรียนไม่เพียงพอต่อค่าใช้จ่ายในการบริหารและจัดการเรียนการสอน จึงมีมติ “ปิดกิจการโรงเรียน” เพื่อไม่ให้กระทบต่อคุณภาพการศึกษา

ทั้งนี้ จากการตรวจสอบข้อมูลเพิ่มเติมของผู้สื่อข่าวพบว่า สถิติการเกิดของเด็กไทยลดลงอย่างต่อเนื่องตลอดทศวรรษที่ผ่านมา โดยข้อมูลจากกรมปกครองระบุว่า ปี 2567 มีเด็กเกิดใหม่เพียง 461,421 คน ซึ่งถือเป็นครั้งแรกในรอบกว่า 70 ปี ที่ประเทศไทยมีจำนวนเด็กเกิดต่ำกว่า 5 แสนคนต่อปี และแนวโน้มดังกล่าวยังคงลดลงอย่างต่อเนื่องในทุกปีที่ผ่านมา

ปี พ.ศ. 2558

  • เกิด 736,352 คน
  • ชาย 378,037 คน
  • หญิง 358,315 คน

ปี พ.ศ. 2559

  • เกิด 704,058 คน
  • ชาย 362,395 คน
  • หญิง 341,663 คน

ปี พ.ศ. 2560

  • เกิด 703,003 คน
  • ชาย 362,628 คน
  • หญิง 340,375 คน

ปี พ.ศ. 2561

  • เกิด 666,366 คน
  • ชาย 343,227 คน
  • หญิง 323,139 คน

ปี พ.ศ. 2562

  • เกิด 618,205 คน
  • ชาย 317,713 คน
  • หญิง 300,492 คน

ปี พ.ศ. 2563

  • เกิด 587,368 คน
  • ชาย 302,836 คน
  • หญิง 284,532 คน

ปี พ.ศ. 2564

  • เกิด 544,570 คน
  • ชาย 280,551 คน
  • หญิง 264,019 คน

ปี พ.ศ. 2565

  • เกิด 502,107 คน
  • ชาย 259,558 คน
  • หญิง 242,549 คน

ปี พ.ศ. 2566

  • เกิด 517,934 คน
  • ชาย 266,426 คน
  • หญิง 251,508 คน

ปี พ.ศ. 2567

  • เกิด 462,240 คน
  • ชาย 238,467 คน
  • หญิง 223,773 คน

มกราคม-ตุลาคม ปี พ.ศ. 2568

  • เกิด 348,686 คน
  • ชาย 179,959 คน
  • หญิง 168,727 คน (ข้อมูลเพิ่มจากเว็บไซต์ กรมการปกครอง)

ทั้งนี้ สถาบันวิจัยประชากรและสังคม มหาวิทยาลัยมหิดล พบว่า ประเทศไทยเคยมีเด็กเกิดเกิน 1 ล้านคนต่อปีในช่วงปี 2506-2526 และเคยมีเด็กเกิดจำนวนสูงสุดในปี 2514 มากถึง 1,221,228 คน ตั้งแต่ปี 2527 เป็นต้นมา จำนวนเด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงอย่างต่อเนื่อง จนมีจำนวนเด็กเกิดต่ำ 6 แสนคนตั้งแต่ปี 2562 จำนวนเด็กเกิดได้ลดลงต่ำลงมาอีก จนในปี 2567 เด็กเกิดในประเทศไทยได้ลดลงมาต่ำกว่า 5 แสนคนเป็นปีแรก

อย่างไรก็ตาม อัตราเจริญพันธุ์รวม หรือจำนวนลูกเฉลี่ยที่ผู้หญิงคนหนึ่งจะมีตลอดวัยเจริญพันธุ์ของประเทศต่าง ๆ ทั่วโลกเกินกว่าครึ่งหนึ่ง ต่ำกว่า 2.1 คน กล่าวคือ จำนวนเด็กเกิดใหม่ต่ำกว่าระดับทดแทนพ่อและแม่ ปัจจุบันประเทศในเอเชีย เช่น เกาหลีใต้ สิงคโปร์ จีน รวมทั้งประเทศไทยมีอัตราเจริญพันธุ์รวมต่ำมาก

อัตราเจริญพันธุ์รวม (TFR) พ.ศ. 2567

-เกาหลีใต้ 0.72

-สิงคโปร์ 0.94

-ประเทศไทย 1.03

-จีน 1.00

-อิตาลี 1.20

-ญี่ปุ่น 1.21

-สวีเดน 1.43

-เยอรมนี 1.44

-อังกฤษ 1.56

-สหรัฐอเมริกา 1.62

จากแบบสำรวจของสถาบันวิจัยประชากรและสังคม ได้สำรวจความเห็นประชาชนไทยจำนวน 1,042 คน เพื่อสอบถามความคิดเห็นในประเด็น “สถานการณ์เด็กเกิดน้อยและสังคมสูงอายุ” ในช่วงเดือนพฤศจิกายน-เดือนธันวาคม 2567 พบว่า

ผู้หญิงเพียงประมาณครึ่งหนึ่งเท่านั้นที่เห็นด้วยว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมจะมีลูก สัดส่วนผู้ชายตอบว่าจะมีลูกถ้าอยู่ในสถานะที่พร้อมมากกว่าผู้หญิง (ชาย 60% ต่อหญิง 53%) ประชาชนที่อยู่ในสถานะสมรส ซึ่งมีสัดส่วนประมาณ 1 ใน 5 ของผู้ตอบแบบสำรวจทั้งหมด

เพียง 39% ที่ตัดสินใจมีลูกอย่างแน่นอน

30% คิดว่าอาจจะตัดสินใจมีลูก

20% จะไม่มีลูก

แบบสำรวจถามด้วยว่า ถ้าท่านมีคู่รักหรือมีคู่แต่งงานแล้ว ยังมีสุขภาพแข็งแรง และอยู่ในวัยที่มีลูกได้

53% ตอบว่าจะมีลูก โดยเจเนอเรชั่น X ขึ้นไปมีสัดส่วนมากที่สุด (60%) รองลงมาคือ เจเนอเรชั่น Z (55%) และ Y (44%) ตามลำดับ

ผลการสำรวจสะท้อนให้เห็นว่า การตัดสินใจมีลูกมีความแตกต่างกันระหว่างเจเนอเรชั่น โดยกลุ่มเจเนอเรชั่น X มีแนวโน้มที่จะมีลูกสูงที่สุดเมื่อเทียบกับกลุ่มอื่น ในขณะที่เจเนอเรชั่น Y มีสัดส่วนความตั้งใจมีลูกต่ำที่สุด

ปัจจัยที่อาจส่งผลต่อการตัดสินใจดังกล่าว อาจรวมถึงความมั่นคงทางเศรษฐกิจ ค่านิยมของแต่ละช่วงวัย และปัจจัยทางสังคมอื่น ๆ เช่น ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความกังวลเกี่ยวกับความสมดุลระหว่างการทำงานและการเลี้ยงดูบุตร

ข้อมูล : มติชนออนไลน์, กรมการปกครอง

แท็กที่เกี่ยวข้อง

กรมการปกครอง เด็กไทย