เปิดดำเนินการในประเทศไทยมาครบ 10 ปีเต็มแล้วสำหรับ “โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้” หรือ KGH บริษัทรับบริหารจัดการโรงแรมที่ก่อตั้งในประเทศไทยโดยผู้ประกอบการชาวญี่ปุ่น
“ประชาชาติธุรกิจ” ได้สัมภาษณ์พิเศษ “เรย์ มัทสึดะ” ผู้ก่อตั้งและประธานกรรมการบริหาร บริษัท โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ (ประเทศไทย) จำกัด (Koko Global Hospitality) หรือ KGH ถึงแนวคิดในการบริหารจัดการธุรกิจโรงแรม รวมถึงทิศทางการขยายธุรกิจในอนาคต

10 ปี เปิด 34 แห่งใน 3 ประเทศ
“เรย์ มัทสึดะ” บอกว่า โคโค โกลบอล ฮอสพิทอลลิตี้ ทำธุรกิจบริหารโรงแรมขนาดกลางหลากหลายประเภท และดำเนินธุรกิจในประเทศไทยมา 10 ปีแล้ว ภายใต้แบรนด์หลัก “โคโคเทล” หรือ Kokotel ซึ่งมาจากภาษาญี่ปุ่นว่า “โคโคโระ” แปลว่าทำด้วยใจ
โดยแห่งแรกคือ Kokotel สุรวงศ์ ปัจจุบันมีจำนวน 34 โรงแรมที่เปิดให้บริการแล้ว ใน 3 ประเทศ ได้แก่ ไทย, ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น และที่อยู่ในกระบวนการทำงานร่วมกัน (Pipeline) อีกกว่า 20 แห่ง

โดยในจำนวน 34 โรงแรมที่เปิดให้บริการไปแล้วนั้นอยู่ในประเทศไทย 30 แห่ง ฟิลิปปินส์ 3 แห่ง และญี่ปุ่น 1 แห่ง รวมห้องพักมากกว่า 2,200 ห้อง หากรวมโครงการที่อยู่ในไปป์ไลน์คาดว่าจะมีห้องพักรวมกว่า 3,000 ห้อง
ในจำนวนนี้มีโรงแรมที่เป็นเจ้าของเอง 4 แห่ง คือ โคโคเทล กรุงเทพฯ สุรวงศ์, โคโคเทล เชียงใหม่ นิมมานฯ, โคโคเทล ภูเก็ต ป่าตอง และโคโคเทล กระบี่ อ่าวนาง ที่เหลือจะเป็นรับบริหาร
“โมเดลการทำธุรกิจของเราจะลงทุนเองในตลาดที่ไปเปิดใหม่สำหรับเป็นโมเดลในการดำเนินธุรกิจในตลาดนั้น ๆ ในระยะเริ่มต้นก่อน เพื่อเป็นกรณีศึกษาให้กับนักลงทุนหรือเจ้าของพร็อพเพอร์ตี้ หลังจากนั้นจะมุ่งเน้นสร้างการเติบโตจากโมเดลการรับบริหารเป็นหลัก”

โฟกัสบริหารโรงแรมไซซ์กลาง
“เรย์ มัทสึดะ” บอกด้วยว่า โรงแรมที่อยู่ในพอร์ตโพลิโอส่วนใหญ่เฉลี่ยอยู่ที่ขนาดประมาณ 70 ห้อง เนื่องจากโรงแรมขนาดกลาง ตั้งแต่ 50-150 ห้องเป็นโมเดลที่บริหารยากที่สุดสำหรับเจ้าของโรงแรม เพราะหากโรงแรมขนาดใหญ่ 300-400 ห้องก็ตัดสินใจง่ายในการจ้างคนมาบริหาร หรือหากมีขนาด 40-50 ห้องเจ้าของก็สามารถบริหารเองได้ แต่ขนาดกลางจะก้ำกึ่งระหว่างการจ้างบริหารกับบริหารเอง
“ตอนที่ผมเริ่มต้นธุรกิจก็ไม่ได้รู้เรื่องประเทศไทยมาก่อน แต่มองว่าเจ้าของโรงแรมในประเทศไทยน่าจะมีปัญหานี้เยอะ เพราะการบริหารโรงแรมส่วนใหญ่จะสอนโมเดลการบริหารที่เป็นโรงแรมใหญ่เท่านั้น 300-400 ห้องที่จะต้องมีครบทุกแผนกเป็นหลัก”

จึงมองว่านี่คือโอกาสที่จะเข้าไปช่วยสนับสนุนเจ้าของโรงแรมขนาดกลาง
พร้อมอธิบายเพิ่มเติมด้วยว่า สำหรับแบรนด์ “โคโคเทล” นั้นจะเป็นคอนเซ็ปต์ที่คุ้มค่าที่สุดสำหรับกลุ่มเพื่อนและสมาชิกในครอบครัว หรือ Family & Friend Affordable
เรียกว่า ไม่ใช่ “บัดเจ็ดโฮเทล”แต่มองเรื่องของความคุ้มค่า คุ้มราคา

เนื่องจากข้อมูลจากการวิจัยพบว่านักท่องเที่ยว โดยเฉพาะกลุ่มผู้หญิง เวลาเดินทางท่องเที่ยวจะมีค่าใช้จ่ายด้านการเดินทางที่เกินความจำเป็นมากเกินไป จึงอยากวางโพซิชันนิ่งให้โรงแรมภายในการบริหารของ KGH ทุกแห่งมีมาตรฐานในด้านความปลอดภัยที่ดี มี Wow ที่จะสร้างประสบการณ์ในการเข้าพักให้กับกลุ่ม Family & Friend และมีราคาที่นักท่องเที่ยวสามารถจับต้องได้มากที่สุด
ชูโมเดล “บริหารจากส่วนกลาง”
“เรย์ มัทสึดะ” บอกอีกว่า ในช่วง 10 ปีที่ผ่านมานับว่า KGH ได้เข้ามามีส่วนในการพลิกโฉมการบริหารงานโรงแรมในประเทศไทย โดยกลยุทธ์ที่ถือเป็น Big Great Success คือ โมเดลการบริหารจัดการจากส่วนกลาง(Centralized Operation) ที่ช่วยให้การบริหารมีประสิทธิภาพสูงสุด โดยใช้บุคลากรหน้างานน้อยลงและต้นทุนลดลง พร้อมทีมสนับสนุนหลังบ้านที่มีประสิทธิภาพจากสำนักงานใหญ่ ทั้งเรื่องบัญชี งานด้าน HR งานมาร์เก็ตติ้งเซล ฯลฯ

การสนับสนุนของทีมงานช่วยให้โรงแรมแต่ละแห่งสามารถเพิ่มประสิทธิภาพการขายและสร้างผลตอบแทนเพิ่มขึ้นได้ ขณะที่มีต้นทุนการบริหารลดลง
อีกเรื่องคือ ศูนย์กลางระบบจัดซื้อและกระจายสินค้าจากส่วนกลาง (KokoHub) โดยใช้การบริหารมืออาชีพจากส่วนกลางเป็นดิสทริบิวเตอร์ในการต่อรองการสั่งซื้อจำนวนมาก ทำให้พันธมิตรได้ประโยชน์จากราคาที่ถูกลง
เพิ่มแบรนด์จับ 4 ดาว-อีโคโนมี
ในแง่ของแบรนด์นั้น “เรย์ มัทสึดะ” ระบุว่า นอกจากแบรนด์ “โคโคเทล” (Kokotel) แบรนด์ที่เน้นความคุ้มค่าคุ้มราคาในเมืองท่องเที่ยว ราคาประมาณ 1,800 บาทต่อห้องต่อคืนแล้ว ปัจจุบันกลุ่ม KGH ยังบริหารภายใต้แบรนด์อื่น ๆ ด้วย เพื่อตอบโจทย์เจ้าของพร็อพเพอร์ตี้แต่ละรายและในแต่ละทำเล
เช่น The Rich Residence Sukhumvit Nana เป็นโรงแรมระดับ 4 ดาว ตั้งอยู่ใจกลางกรุงเทพฯ ในซอยสุขุมวิท 3 (นานา) ซึ่งเป็นโรงแรมที่ใหญ่ที่สุดที่บริหารอยู่ในขณะนี้ แบรนด์ “วิฟเทล” (VIVTEL) แบรนด์โรงแรมพรีเมี่ยมไลฟ์สไตล์ระดับ 4 ดาว ที่เน้นการออกแบบสไตล์โมเดิร์น อาทิ วิฟเทล ภูเก็ต ป่าตอง (VIVTEL Phuket Patong)

และแบรนด์โรงแรมของเจ้าของโรงแรมอิสระ ที่ KGH รับหน้าที่เข้าไปบริหาร โดยยังคงเอกลักษณ์ความโดดเด่นของแต่ละแบรนด์โรงแรมเอาไว้ ผสานกับการบริหารงานแบบมืออาชีพ
ไม่เพียงเท่านี้ ขณะนี้ KGH ยังอยู่ระหว่างทำอีก 1 แบรนด์เพื่อตอบโจทย์กลุ่มลูกค้าที่มีความแตกต่างจากเดิม โดยคอนเซ็ปต์ใหม่นี้จะเป็น “อีโคโนมีโฮเทล” ราคาจะถูกกว่าแบรนด์ “โคโคเทล” และขนาดโรงแรมก็จะเล็กลงอีกนิดหนึ่ง ราคาอยู่ในระดับประมาณ 1,000 บาทต่อห้องต่อคืน
“ด้วยแบรนด์ใหม่ที่ค่อย ๆ เกิดมานั้นหลัก ๆ เกิดจากปัญหาของเจ้าของ เช่น อยากให้เราเข้าไปบริหาร และอยากเปลี่ยนแบรนด์ หรือบางคนก็อยากให้เราไปบริหารแต่เก็บแบรนด์เดิมไว้ หรืออยากให้เราไปบริหารและอยากได้ราคาที่สูงขึ้น เป็นต้น โดยจะพยายามเข้ามาตอบโจทย์ลูกค้า และตอบโจทย์ความต้องการของเจ้าของให้มากยิ่งขึ้น แต่หมวดหนี่งที่เราจะไม่เข้าไปคือโรงแรมในกลุ่ม 5 ดาว เพราะมีบริษัทบริหารมากแล้ว”
ตั้งเป้าปี 2035 มี 1,000 แห่ง
เมื่อถามว่าวางเป้าหมายในสเต็ปต่อไปอย่างไร “เรย์ มัทสึดะ” ให้ข้อมูลว่า ใน 10 ปีต่อไป หรือภายในปี 2035 หรือปี 2578 ตั้งเป้าขยายโรงแรมให้ได้ 1,000 แห่งใน 10 ประเทศ ครอบคลุม 6 ทวีป จากปัจจุบันที่มีอยู่ 3 ประเทศ คือ ไทย, ฟิลิปปินส์ และญี่ปุ่น ตลาดเป้าหมายต่อไปคือ อินเดีย, ตะวันออกกลาง (UAE) และออสเตรเลีย ซึ่งปัจจุบันอยู่ระหว่างการศึกษา
สำหรับประเทศไทยนั้นยังมีโครงการที่อยู่ในแผนดำเนินการอีกหลายแห่ง เช่น กระบี่ (เปิดเพิ่ม), สมุย (สุราษฎร์ธานี), หาดใหญ่ (สงขลา), ขอนแก่น, อุดรธานี ฯลฯ จังหวัดเหล่านี้ล้วนเป็นคีย์มาร์เก็ตที่มีแนวโน้มเติบโตทั้งสิ้น เช่นเดียวกับกรุงเทพฯ ที่ยังเป็นตลาดที่มีศักยภาพในการเติบโตสูงเช่นกัน
“กลุ่ม KGH พยายามที่จะสร้างความหลากหลายในด้านซัพพลาย เพราะเชื่อว่านักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางท่องเที่ยวก็มีความหลากหลายเช่นกัน”
อย่างไรก็ตาม สำนักงานใหญ่ หรือ Head Quarters จะยังอยู่ในประเทศไทย และใช้โมเดลการบริหารจัดการแบบ Centralized Operation เพื่อเปิดโอกาสให้คนไทยรุ่นใหม่ ๆ ที่มีความสามารถได้สร้างบทบาทและสร้างผลงานออกไปต่างประเทศผ่านกลุ่ม KGH ด้วย