ส่องกลยุทธ์ร้านเน็ตญี่ปุ่น พลิกโฉมสู้ ยึดโพซิชั่นห้องทำงานชาวสโลว์ไลฟ์
คอลัมน์ : Market Move
ร้านอินเทอร์เน็ตหรือเน็ตคาเฟ่ ซึ่งเป็นธุรกิจที่เคยเฟื่องฟูทั้งในไทยและต่างประเทศในฐานะสถานที่สำหรับใช้งานอินเทอร์เน็ตและเล่นเกมออนไลน์ของเหล่าวัยรุ่น-วัยทำงาน โดยเฉพาะผู้ชาย ซึ่งผุดขึ้นทั่วทุกหนแห่งราวกับร้านสะดวกซื้อ ก่อนที่จะถูกดิสรัปต์ด้วยอินเทอร์เน็ตมือถือและเครือข่ายเน็ตบ้านความเร็วสูงราคาจับต้องได้ ส่งผลให้ปัจจุบันร้านอินเทอร์เน็ตทั้งในไทย และประเทศอื่น ๆ แทบจะสูญพันธุ์ไปแล้ว หรือเหลือเพียงในรูปแบบร้านเกมเท่านั้น
แต่ล่าสุดในญี่ปุ่น ธุรกิจร้านอินเทอร์เน็ตที่ไม่ใช่ร้านเกมกำลังกลับมาได้รับความนิยมอีกครั้ง ด้วยกลยุทธ์การปรับตัวทั้งด้านการวางโพซิชั่นของธุรกิจและบริการที่ช่วยให้สามารถจับลูกค้ากลุ่มใหม่เอาไว้ได้
สำนักข่าวเดอะ เจแปนไทม์ รายงานว่า ธุรกิจร้านเน็ตคาเฟ่ในญี่ปุ่น หรือเรียกภาษาท้องถิ่นว่า Netto Kafe กำลังกลับมาได้รับความนิยม โดยเฉพาะกลุ่มลูกค้าผู้หญิงวัยทำงานซึ่งเดิมเรียกได้ว่าเป็นกลุ่มที่ห่างไกลกับเน็ตคาเฟ่มากที่สุดกลุ่มหนึ่ง
ทั้งนี้ เห็นได้จากป้ายโฆษณาร้านเน็ตคาเฟ่ที่ผุดขึ้นในหลายย่านของกรุงโตเกียว เช่น อากิฮาบาระ ที่จูงใจลูกค้าด้วยค่าบริการ 980 เยน/ชั่วโมง หรือประมาณ 250 บาท/ชั่วโมง
โดยนอกจากการใช้งานอินเทอร์เน็ตแล้ว เน็ตคาเฟ่ในปัจจุบันยังปรับโฉมใหม่ โดยเปลี่ยนจากแหล่งรวมตัวของสำหรับเหล่าเกมเมอร์ และพนักงานบริษัทที่มีบรรยากาศมืดทึม-จริงจัง คละคลุ้งด้วยควันบุหรี่
ไปเป็นสถานที่สำหรับพักผ่อน ทำงานอดิเรก หรือทำงานทางไกลผ่านอินเทอร์เน็ต ในบรรยากาศสบาย ๆ ไฟสว่างไสว สะอาดสะอ้าน และเป็นส่วนตัวด้วยการทำกำแพงกั้นแยกแต่ละที่นั่งออกเป็นห้องเล็ก ๆ พร้อมบริการเสริมอื่น ๆไม่ว่าจะเป็นวิดีโอเกม, คาราโอเกะ, เกมปาเป้า, ภาพยนตร์, บริการอาหาร และอื่น ๆ เรียกได้ว่ามีบริการทุกอย่างที่จะดึงดูดให้ลูกค้าใช้บริการยาวนาน และกลับมาใช้ซ้ำอีก
โดยหนึ่งในเน็ตคาเฟ่ที่ประสบความสำเร็จ คือ “ไคคัตสึ คลับ” (Kaikatsu Club) เชนเน็ตคาเฟ่รายใหญ่ของญี่ปุ่น ซึ่งเปิดบริการครั้งแรกเมื่อเดือนกรกฎาคม 2003 และสามารถปรับตัวฝ่าวิกฤตทั้งการมาถึงของเน็ตมือถือและการระบาดของโควิด-19 มาได้ จนปัจจุบันครองส่วนแบ่งตลาดกว่า 50% และมีรายได้เติบโตจาก 4.857 หมื่นล้านเยนในปีงบประมาณสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2021 เป็น 7.258 หมื่นล้านเยนในปีสิ้นสุดเดือนมีนาคม 2025
ด้วยการวางโพซิชั่นตนเองเป็นโคเวิร์กกิ้งสเปซสำหรับผู้ประกอบการมือใหม่และฟรีแลนซ์ ที่มีบริการด้านความบันเทิงทั้งหนังสือการ์ตูน แมกาซีน พร้อมฟรีเครื่องดื่ม, ห้องอาบน้ำ, สุขา, ผ้าเช็ดตัว, ของใช้ในห้องน้ำ, ผ้าห่ม, เครื่องซักผ้าหยอดเหรียญ ฯลฯ รวมถึงเปิด 24 ชั่วโมง แต่ปลอดภัยและมีความเป็นส่วนตัวด้วยห้องที่ล็อกจากด้านในได้
นอกจากนี้ ไคคัตสึ คลับ ยังวางระบบสมาชิกที่ผู้ใช้งานยืนยันตัวตนในครั้งแรกเพียงครั้งเดียว แล้วสามารถใช้บริการได้ทุกสาขาทั่วญี่ปุ่นอีกด้วย
สำหรับค่าใช้บริการจะแตกต่างกันตามสาขา ตัวอย่างเช่น สาขาอากิฮาบาระ ซึ่งเป็นหนึ่งในย่านท่องเที่ยวสำคัญของกรุงโตเกียว ห้องส่วนตัวราคา 950 เยน หรือประมาณ 200 บาทสำหรับ 60 นาทีแรก และ 160 เยนทุก ๆ 10 นาทีหลังจากนั้น ส่วนแพ็กเกจ 6 ชั่วโมง ราคา 2,970 เยน หรือประมาณ 621 บาท และแพ็กเกจ 24 ชั่วโมง ราคา 7,720 เยน หรือประมาณ 1,615 บาท
“มิโอะ ซุฮาระ” บล็อกเกอร์วัย 54 ปี หนึ่งในลูกค้าขาประจำของ “ไคคัตสึ คลับ” เล่าประสบการณ์การใช้งานเน็ตคาเฟ่ว่า เน็ตคาเฟ่ เป็นเหมือนสถานที่สำหรับพักผ่อนจากการทำงานประจำ และภาระทางบ้านซึ่งตนอาศัยอยู่กับมารดาและน้องชาย พร้อมกับสามารถให้เวลากับงานอดิเรกอย่างการเขียนบล็อกเกี่ยวกับการเดินทางท่องเที่ยวด้วยมอเตอร์ไซค์ โดยจะมาใช้บริการช่วงเที่ยงจนถึงเย็นเฉลี่ยครั้งละ 6 ชั่วโมง
“ด้วยการเปิดตลอด 24 ชั่วโมง ความปลอดภัยจากห้องส่วนตัวที่สามารถล็อกได้ และค่าใช้บริการที่ถูกกว่าโรงแรม ช่วยให้ระหว่างเดินทางท่องเที่ยว แม้แต่ผู้หญิงก็สามารถใช้เน็ตคาเฟ่เป็นที่พักค้างคืนแทนโรงแรมได้ด้วย”
“นาโอะ โอชิโระ” โฆษกของไคคัตสึ คลับ กล่าวว่า ปัจจุบันลูกค้าที่มาใช้บริการมีหลากหลาย บางรายมาเล่นปาเป้ากับเพื่อน บางรายมาใช้เวลาพักผ่อนหลังเลิกงาน-วันหยุด รวมถึงมีนักท่องเที่ยวต่างชาติมาใช้แทนการพักโรงแรมด้วย
ด้านการรับมือการแข่งขันนั้น พนักงานระดับผู้จัดการของไคคัตสึ คลับ จะเดินสายไปใช้บริการร้านคู่แข่งเป็นประจำเพื่อวิเคราะห์คู่แข่ง และหาไอเดียสำหรับนำมาทดลองในร้าน ก่อนจะนำไปปรับใช้ทั่วประเทศ
“เรารับมือกับแนวโน้มการหดตัวของตลาดด้วยการเปลี่ยนตัวเองจากร้านการ์ตูนและอินเทอร์เน็ตคาเฟ่ ให้เป็นพื้นที่พักผ่อนอเนกประสงค์ที่จัดไว้ให้สำหรับผู้ใช้ที่หลากหลาย เช่น การมีห้องส่วนตัวที่ล็อกได้ให้บริการหลักเพื่อรับดีมานด์การทำงานทางไกลที่พุ่งสูงขึ้นช่วงการระบาดของโควิด-19 กระตุ้นให้เกิดความต้องการห้องส่วนตัวที่ล็อกได้ เพราะลูกค้าที่เป็นพนักงานบริษัทหรือเซลส์ต้องการใช้งานเพื่อร่วมการประชุม หรือเตรียมเอกสารประกอบการขายระหว่างขณะเดินทางไปทำธุรกิจ เป็นต้น”
ปัจจุบันไคคัตสึ คลับ เริ่มแผนขยายสาขาระลอกสอง ด้วยการปักธงสาขาขนาดเล็กประมาณ 200 ตร.ม. บริเวณหน้าสถานีรถไฟฟ้าหลัก ๆ และให้บริการแบบห้องส่วนตัวทั้งหมด หวังชิงดีมานด์กลุ่มทำงานทางไกลที่กำลังขยายตัว พร้อมกับเพิ่มสัดส่วนลูกค้าเพศหญิง จาก 24.5% เป็น 35%
ทั้งนี้ ต้องรอดูว่าจะมีผู้ประกอบการในประเทศอื่น ๆ นำโมเดลความสำเร็จนี้ไปปรับใช้บ้างหรือไม่ และในอนาคตเน็ตคาเฟ่ของญี่ปุ่นจะวิวัฒนาการอย่างไรต่อไป