นายกฯนำแถลงผลถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ ตรวจค้นเป้าหมาย 50 จุดทั่วประเทศ ยึดอายัดทรัพย์สินกว่า 10,000 ล้านบาท ลั่นยึดหลัก “ปิดชื่อ ถือพฤติกรรม” ขอประชาชนไว้ใจ
ที่กองบัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง (บช.ก) นายอนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย เป็นประธานงานแถลงข่าวผลปฏิบัติการ “ถอนรากสแกมเมอร์ข้ามชาติ” พร้อมด้วย นายไชยชนก ชิดชอบ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงดิจิทัลเพื่อเศรษฐกิจและสังคม พลตำรวจโทรุทธพล เนาวรัตน์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงยุติธรรม
พลตำรวจเอกกิตติ์รัฐ พันธุ์เพ็ชร์ ผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ นายสุเทพ บวรโชติดารา เลขาธิการคณะกรรมการป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน และพลตำรวจโทณัฐศักดิ์ เชาวนาศัย ผู้บัญชาการตำรวจสอบสวนกลาง
นายกรัฐมนตรีกล่าวถึงการปฏิบัติการว่า “ถ้าเชื่อมโยงไปถึงใครก็ต้องดำเนินการไปตามกฎหมาย ตามหลักฐาน ตามการสอบสวนอย่างเคร่งครัด ไม่มีการละเว้น ถ้ากลัวว่าบุคคลคนนี้เป็นคนมีชื่อเสียงไหม เวลาผมทำอะไร ไม่ดูชื่อ ดูที่พฤติกรรม การทำงานพฤติการณ์ออกมาเป็นใคร ก็ต้องดำเนินการตามกฎหมาย เพราะถ้าไม่ดำเนินการตามกฎหมายจะโดนข้อหาละเว้นกฎหมายได้”
ทั้งนี้ รับทราบว่า กรณีนายยิม เลียก ได้รับสัญชาติไทยจากการสมรสกับภรรยาที่เป็นคนไทย ซึ่งอยู่ในหมวดหก โดยนายกรัฐมนตรีได้ให้ข้อสั่งการปลัดกระทรวงมหาดไทยให้ดำเนินการเพื่อถอนสัญชาติ ตามที่เคยได้ดำเนินการกับรายอื่นก่อนหน้านี้
ในฐานะนายกรัฐมนตรีต้องขอขอบคุณทุกหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง ถือเป็นอีกหลักฐานหนึ่งที่แสดงให้เห็นว่ารัฐบาลไม่ได้ละเลยต่อเรื่องการปราบปรามผู้ก่ออาชญากรรมทางเทคโนโลยี ผู้ก่ออาชญากรรมข้ามชาติ ผู้ก่ออาชญากรรมสแกมเมอร์ทั้งหลายก็ตาม

จากกรณีที่มีบุคคลหลายท่านห่วงใย พยายามชี้แจงให้พี่น้องประชาชนรับทราบว่า รัฐบาล ฝ่ายความมั่นคง ฝ่ายปกครองไม่ได้ให้ความสนใจกับการปราบปราม ขอย้ำว่ารัฐบาลชุดนี้แม้เพิ่งเข้ามาทำงาน 8 สัปดาห์ แต่หลายครั้งที่นายกรัฐมนตรีได้ไปร่วมแถลงปฏิบัติต่าง ๆ จำจำนวนครั้งแทบไม่ได้แล้ว อยากให้พี่น้องประชาชนเชื่อถือ เชื่อมั่นว่าอาชญากรรมเหล่านี้และคนที่ทำผิดกฎหมาย เป็นเรื่องที่รัฐบาลถือว่ามีความสำคัญ และรัฐบาลให้การสนับสนุนหน่วยปฏิบัติในทุกรูปแบบที่จะทำให้สามารถดำเนินการได้อย่างเต็มที่ ไม่มีข้อยกเว้นใด ๆ ไม่มีการละเว้นให้กับผู้ใด”
ในตอนท้าย นายกรัฐมนตรีระบุว่า “รัฐบาลขอให้ประชาชนมีความมั่นใจ เพราะว่าการสื่อสารกันระหว่างรัฐบาลคือตัวนายกรัฐมนตรี และผู้ปฏิบัติทุกหน่วยงานนั้นมีการสื่อสารตรงกันในเรื่องนี้ตลอดเวลา ยืนยันการให้การสนับสนุนในเรื่องของการดำเนินการ ขอให้ได้เกิดความมั่นใจ และให้ความเป็นธรรมกับผู้ที่ปฏิบัติหน้าที่ทั้งหลาย
โดยคนที่ทำงานเหล่านี้ ทุกคนรู้แต่มีความเสี่ยง ขวัญและกำลังใจสำคัญ ถ้าได้ทำงานแล้วได้รับความเชื่อมั่น เชื่อถือจากพี่น้องประชาชน ก็จะเห็นช้างตัวเท่ามด สิ่งที่กลัว กลัวประชาชนไม่เข้าใจ ในหลาย ๆ ครั้งก็ได้พิสูจน์ให้เห็นว่า ทำงานทุกวัน และยังจะทำต่อไป ดำเนินการขยายผลต่อไป จะมีการปฏิบัติการที่ดีขึ้นต่อไปเรื่อย ๆ จะเข้ารูปเข้ารอยเนื่องจากเป็นอาชญากรรมที่ต่อเนื่องมาเป็นเวลานาน เป็นอาชญากรรมทางเทคโนโลยี มีการพัฒนาวิธีการตลอดเวลา เราจะไม่มีวันหยุดปฏิบัติการเพื่อประเทศ เพื่อความปลอดภัยของพี่น้องประชาชนทุกคน”


ทั้งนี้ สำนักงาน ปปง.ได้สืบสวนขยายผลและบูรณาการร่วมกันกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้อง เพื่อปราบปรามการกระทำความผิดเกี่ยวกับขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติ โดยเฉพาะภัยจากมิจฉาชีพที่มีพฤติการณ์ใช้โทรศัพท์หลอกลวงประชาชน (แก๊ง Call Center) อันเป็นความผิดมูลฐานเกี่ยวกับการฉ้อโกงประชาชน และการฉ้อโกงอันมีลักษณะเป็นปกติธุระ โดยคณะกรรมการธุรกรรมได้มีมติให้ยึดและอายัดทรัพย์สินที่เกี่ยวกับการกระทำความผิดในคดีสำคัญ ที่เป็นเครือข่ายผู้กระทำความผิดอาชญากรรมทางเทคโนโลยี ในขบวนการสแกมเมอร์ (Scammer) ที่มีลักษณะเป็นองค์กรอาชญากรรมข้ามชาติดังนี้
1. รายคดี นายเฉิน จื้อ กับพวก
2. รายคดี นายก๊ก อาน (MR.KOK AN) กับพวก
3. รายคดี นางสาวแตงไทย กับพวก
4. รายคดี นายเอื้ออังกูร กับพวก กรณี
ยึดของกลางกว่า 10,000 ล้านบาท