คีย์ อินโนเวธ ผนึก ‘อัสสัมชัญ’ ต่อยอด STEM ปั้นนวัตกรรมโซลาร์กู้ภัยฉุกเฉิน
คีย์ อินโนเวธ จับมือ Key Renovation และเยาวชนอัสสัมชัญ เปิดตัว “เครื่องจ่ายไฟฟ้าโซลาร์” สำหรับพื้นที่ภัยพิบัติ ที่ใช้งานได้ทันทีแม้ไร้สัญญาณ/ไฟฟ้า ด้วยแบตเตอรี่ความจุสูง (12V 22AH) รองรับการชาร์จมือถือกว่า 12 ครั้ง พร้อมเตรียมพัฒนาฟีเจอร์ GPS-วิทยุสื่อสารเต็มรูปแบบ ตอกย้ำกลยุทธ์นำเทคโนโลยีและพลังเยาวชนสร้างโซลูชันเพื่อสังคม
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า บริษัท คีย์ อินโนเวธ จำกัด ในฐานะ Tech Media Company ประกาศขับเคลื่อนพันธกิจเพื่อสังคมครั้งใหญ่ ด้วยการมุ่งพัฒนานวัตกรรม เทคโนโลยี และโซลูชัน เพื่อตอบโจทย์อนาคตและยกระดับประสิทธิภาพด้านสังคมและการสื่อสารของประเทศ โดยผสานความรู้ด้านเทคโนโลยีสื่อ การออกแบบ และดาต้า เข้าด้วยกัน
ล่าสุด ได้เปิดตัวโครงการความร่วมมือในการพัฒนานวัตกรรมเครื่องจ่ายกระแสไฟฟ้าจากแผงโซลาร์เพื่อช่วยเหลือผู้ประสบภัยพิบัติ ซึ่งเป็นภาพสะท้อนของพลังความร่วมมือระหว่างภาคธุรกิจ เยาวชน และหน่วยงานรัฐอย่างเป็นรูปธรรม
ซึ่งโครงการนี้ถือเป็นหนึ่งในกลยุทธ์สำคัญของ คีย์ อินโนเวธ ในการผลักดันนวัตกรรมเพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชนไทย ผ่านเทคโนโลยีเพื่อสังคม และเป็นส่วนหนึ่งของการเปิดพื้นที่สนับสนุนให้เยาวชนไทยได้มีบทบาทในการสร้างสรรค์นวัตกรรมระดับประเทศที่สามารถช่วยเหลือผู้คนได้จริงในสถานการณ์ฉุกเฉิน
อย่างไรก็ตาม นวัตกรรมดังกล่าว มีรากฐานแนวคิดมาจากผลงานของนักเรียนจาก โรงเรียนอัสสัมชัญ บางรัก ภายใต้โครงการ STEM ในหัวข้อ “เอาตัวรอดจากภัยพิบัติ” ที่นักเรียนได้จำลองสถานการณ์น้ำท่วม และคิดค้นต้นแบบอุปกรณ์ที่สามารถใช้งานได้แม้ในพื้นที่ที่ไม่มีสัญญาณโทรศัพท์หรือไฟฟ้า
ก่อนที่บริษัทฯ จะนำองค์ความรู้ด้านเทคโนโลยี การออกแบบ และประสบการณ์จากงานจริงในสายงานก่อสร้างและการพัฒนาโซลูชันเพื่อสังคม มาต่อยอด พัฒนา และผลิตเป็นอุปกรณ์ที่พร้อมใช้งานจริงในพื้นที่ภัยพิบัติทั่วประเทศ
ขณะที่ด้าน Key Renovation แบรนด์ผู้เชี่ยวชาญด้านการก่อสร้าง-ซ่อมแซมบ้านและอาคาร ที่มีประสบการณ์กว่า 20 ปี รวมถึงความเชี่ยวชาญด้านงานโครงสร้างและมาตรฐานความปลอดภัย ก็ได้นำความเชี่ยวชาญดังกล่าวมาเสริมความเชื่อมั่นในนวัตกรรมนี้ โดยมองว่าจะสามารถสร้างประโยชน์อย่างเป็นรูปธรรมในการกู้ภัยฉุกเฉินได้อย่างมีนัยสำคัญ

โดยคุณสมบัติเด่นของอุปกรณ์รุ่นที่ส่งมอบ จะถูกออกแบบมาเพื่อรองรับสถานการณ์ฉุกเฉินโดยเฉพาะ และจะ สามารถใช้งานได้ทันที โดยจะมีระบบพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ลิเธียมความจุสูง (เทียบเท่า 12V 22AH) สามารถตั้งเป็นจุดกระจายพลังงานในพื้นที่ภัยพิบัติได้ เพื่อการชาร์จโทรศัพท์มือถือได้ประมาณ 12-20 ครั้ง หรือใช้งานโหลดเบาอย่างต่อเนื่องได้ 12-45 ชั่วโมง ขึ้นอยู่กับปัจจัยด้านสภาพอากาศและการใช้งาน
นอกจากนี้ บริษัทยังได้วางแผนการพัฒนารุ่นถัดไป ร่วมกับหน่วยงานรัฐเพื่อครอบคลุมภารกิจด้านกู้ภัยในทุกพื้นที่ทั่วประเทศ โดยมีแผนจะเพิ่มเติมฟังก์ชันขั้นสูงที่หลากหลาย อาทิ การติดตั้ง GPS เพื่อระบุตำแหน่งผู้ประสบภัยแบบเรียลไทม์, วิทยุสื่อสารวอกี้ทอคกี้สำหรับใช้งานแม้สัญญาณอินเทอร์เน็ตล่ม พร้อมเชื่อมต่อศูนย์สั่งการหลัก
หรือ ระบบใบพัดขับเคลื่อนเพื่อเข้าถึงพื้นที่น้ำท่วมลึก, การเพิ่มขนาดระบบพลังงานให้เหมาะสมกับภารกิจ, การปรับขนาดตัวเครื่องให้เข้ากับภูมิประเทศที่แตกต่างกัน รวมถึงการพัฒนาฟีเจอร์เสริมเพื่อรองรับการใช้งานในสถานการณ์ภัยพิบัติรูปแบบอื่นๆ
ดังนั้นจึงมองว่าความร่วมมือครั้งนี้จะเป็นเครื่องพิสูจน์ถึงศักยภาพของภาคเอกชนไทยในการนำนวัตกรรม และเทคโนโลยีมาประยุกต์ใช้เพื่อแก้ไขปัญหาสังคม และยังเป็นการเปิดโอกาสให้นักเรียนจากห้องเรียน STEM ได้นำแนวคิดมาพัฒนาเป็นอุปกรณ์ที่ช่วยชีวิตผู้คนได้จริงในสถานการณ์วิกฤตอีกด้วย