เมื่อกลางสัปดาห์ที่ผ่านมา “ประชาชาติธุรกิจ” ได้ร่วมเดินทางไปสำรวจบรรยากาศการท่องเที่ยวในจังหวัดภูเก็ต หลังเกิดเหตุเรือท่องเที่ยวล่มเมื่อวันที่ 5 กรกฎาคมที่ผ่านมา
“นรภัทร ปลอดทอง” ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เล่าถึงการดำเนินการด้านมาตรการความปลอดภัยเพื่อสร้างความมั่นใจให้แก่นักท่องเที่ยวว่า ได้เสนอมาตรการความปลอดภัยการท่องเที่ยวทางเรือต่อรัฐบาลไปหลายประเด็น ไม่ว่าจะเป็นการจัดระเบียบการลงเรือ โดยยกระดับให้เทียบเท่าตอนขึ้นเครื่องบิน ด้วยการตรวจสอบจำนวนผู้โดยสาร ตรวจจับใบหน้าผู้โดยสาร การให้ลูกเรือสาธิตความปลอดภัย
การให้นักท่องเที่ยวสวมสายรัดข้อมือ (wrist band) เพื่อระบุข้อมูลเฉพาะตัวและติดตามตำแหน่งนักท่องเที่ยว รวมถึงมาตรการจัดตั้งศูนย์เฝ้าระวังและช่วยเหลือผู้ประสบภัยทางทะเล 2 แห่ง ที่อ่าวฉลอง จังหวัดภูเก็ต และบริเวณเกาะยาว จังหวัดพังงา ซึ่งจะดูแลครอบคลุม 3 จังหวัดฝั่งทะเลอันดามัน ได้แก่ ภูเก็ต กระบี่ และพังงา เล็งจำกัดจำนวนเรือเทียบเกาะ
นอกจากนี้ ทางจังหวัดภูเก็ตยังมีแนวคิดเบื้องต้น จำกัดจำนวนเรือเทียบเกาะเพื่อกำหนดขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวที่เหมาะสมและเป็นไปได้ ซึ่งจะนำไปหารือกับหน่วยงานที่เกี่ยวข้องต่อไป
โดยปัจจุบันมีจำนวนคนลงเรือในท่าต่าง ๆ ของภูเก็ตช่วงฤดูการท่องเที่ยว (ไฮซีซั่น) รวม 2.5-3 หมื่นคนต่อวัน ขณะที่ช่วงโลว์ซีซั่น มี 1.7-1.8 หมื่นคนต่อวัน โดยส่วนใหญ่นิยมลงเรือไปเกาะราชาใหญ่ เกาะราชาน้อย และเกาะเฮ
ด้าน “วิรินทร์ตรา ปภากิจยศพัฒน์” กรรมการผู้จัดการ บริษัท นิกรมารีน จำกัด กล่าวว่า สำหรับผลกระทบของเหตุการณ์เรือล่ม คาดว่าจะอยู่ที่ 1 เดือนเท่านั้น และมั่นใจว่าสถานการณ์ท่องเที่ยวภูเก็ตจะฟื้นตัวได้อย่างรวดเร็ว
ทั้งนี้ ในช่วงที่ผ่านมาลูกค้าหลักของบริษัท เป็นนักท่องเที่ยวจีนถึง 80% และเดินทางตลอดทั้งปี ช่วยทำให้ภูเก็ตไม่มีโลว์ซีซั่น ขณะที่ตลาดนักท่องเที่ยวยุโรปจะนิยมเดินทางเข้ามาในช่วงไฮซีซั่นตั้งแต่ปลายปีจนถึงต้นปีเท่านั้น ในจำนวนนี้เป็นตลาดกรุ๊ปทัวร์กว่า 80% และอีก 20% เป็นกลุ่มเดินทางท่องเที่ยวด้วยตัวเอง (FIT) ซึ่งเป็นตลาดที่ทำราคาได้ดีกว่า ซึ่งหลังจากนี้มีแผนปรับปรุงเว็บไซต์ของบริษัท เพื่อรุกตลาด FIT ให้จองตรงเข้ามามากยิ่งขึ้น
นำเทคโนโลยีติดตาม นทท.
ส่วน “ไชยา ระพือพล” ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัท พัชทรี ทัวร์ กรุ๊ป จำกัด ผู้บริหารท่าเทียบเรืออ่าวปอ บอกว่า สำหรับมาตรการด้านความปลอดภัยของท่าเทียบเรืออ่าวปอ จะมีสายรัดข้อมือให้บริการนักท่องเที่ยวในราคา 100 บาทต่อคน ซึ่งจะมีป้ายคิวอาร์โค้ดบรรจุข้อมูลเจาะจงบุคคลซึ่งนักท่องเที่ยวได้ให้ไว้กับบริษัททัวร์ โดยจะดึงข้อมูลมาใช้ในยามฉุกเฉิน
ขณะที่นักท่องเที่ยวกลุ่มวอล์กอินก็สามารถรับสายรัดข้อมือตรงท่าเทียบเรือ ใช้เวลากรอกข้อมูลไม่เกิน 5 นาที และภายในสิ้นปีนี้จะติดระบบจีพีเอส (GPS) เพิ่มที่สายรัดข้อมือ เพื่อประโยชน์ในการค้นหาพิกัดของนักท่องเที่ยวยามฉุกเฉิน
ฟาก “อรัญ เอี่ยมอิ่มสำราญ” ผู้จัดการท่าเทียบเรือรัษฎา บริษัท ซีทราน ทราเวิล จำกัด บอกว่า ปัจจุบันท่าเรือรัษฎามีผู้ประกอบการเดินเรือมาใช้บริการ 10 ราย เป็นของผู้ประกอบการคนไทยทั้งหมด ในช่วงไฮซีซั่นมีจำนวนนักท่องเที่ยวกว่า 3,000 คนต่อวัน และช่วงโลว์ซีซั่น 1,000-2,000 คนต่อวัน
จึงได้เตรียมจัดทำสายรัดข้อมือติดระบบจีพีเอสเพื่อติดตามพิกัดนักท่องเที่ยวที่เดินทางโดยเรือผ่านท่าเรือรัษฎา สอดรับกับนโยบายของทางจังหวัดภูเก็ตที่ต้องการให้มีเครื่องมือติดตามนักท่องเที่ยว อยู่ในงบฯลงทุนของท่าเรือเองในวงเงิน 13 ล้านบาท ซึ่งเตรียมนำไปใช้ขยายท่าเรือเพื่อรองรับสปีดโบ้ตเพิ่มอีก 100 ลำ ขยายขีดความสามารถในการรองรับนักท่องเที่ยวเพิ่มอีก 2-3 แสนคนต่อปี จากปัจจุบันมีนักท่องเที่ยวเข้ามากว่า 9 แสนคนต่อปีแล้ว
ยันมั่นใจกระทบช่วงสั้น ๆ
พร้อมทั้งยังเล่าว่า หลังจากเกิดเหตุทางเรือกับนักท่องเที่ยวจีน ยอมรับว่ามีผลกระทบทำให้นักท่องเที่ยวลดลงบ้าง แต่เริ่มกลับมาเป็นปกติของช่วงโลว์ซีซั่นแล้ว
“สุมิตร วงศ์สามารถ” ผู้อำนวยการส่วนร้านค้าภาคใต้ บริษัท คิง เพาเวอร์ อินเตอร์เนชั่นแนล จำกัด กล่าวว่า ขณะนี้ยังไม่สามารถประเมินได้ว่าลูกค้าชาวจีนที่มาจับจ่ายในคิง เพาเวอร์ที่ภูเก็ตลดลงไปเท่าไร ทั้งนี้ลูกค้าหลักของที่นี่เป็นลูกค้าชาวจีนมากถึง 90% ใช้จ่ายเฉลี่ยประมาณ 5 พันบาทต่อคนต่อวัน
ด้าน “วีระศักดิ์ โควสุรัตน์” รัฐมนตรีว่าการกระทรวงการท่องเที่ยวและกีฬา กล่าวย้ำว่า ต้องสร้างความเข้าใจว่าเหตุการณ์เรือล่มครั้งนี้ไม่ใช่เรื่องของทัวร์ศูนย์เหรียญ เพราะนักท่องเที่ยวใช้จ่ายโรงแรมราคาสูง
สิ่งสำคัญที่สุดในเวลานี้คือ การดำเนินการดูแลผู้บาดเจ็บและญาติผู้เสียชีวิต การจ่ายเงินชดเชยให้ครบถ้วน การวางแผนเพื่อยกระดับมาตรฐานความปลอดภัยมุ่งเรียกความเชื่อมั่นของตลาดนักท่องเที่ยวจีนที่มีต่อไทยกลับคืน
งานนี้ปิดท้ายด้วยการแถลงร่วมกับผู้แทนจีนเพื่อยืนยันว่าการจัดการร่วมกันเป็นไปอย่างเรียบร้อย