Skip to content

ดีมานด์การเดินทาง ‘เซาท์อีสต์เอเชีย’ โตแกร่ง

05 มิ.ย. 2569 | 13:36น.
ดีมานด์การเดินทาง ‘เซาท์อีสต์เอเชีย’ โตแกร่ง

แม้ว่าความเชื่อมั่นและความต้องการเดินทางของผู้บริโภคยังอยู่ในระดับสูง แต่สถานการณ์ความตึงเครียดในหลายพื้นที่ทั่วโลกได้เพิ่มปัจจัยความไม่แน่นอน ซึ่งส่งผลต่อพฤติกรรมการจองในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมาท่ามกลางสภาพแวดล้อมทางเศรษฐกิจโลกที่ผู้บริโภคมีความระมัดระวังมากขึ้น

“ฉัททันต์ กุญชร ณ อยุธยา” Head, Country Representative (ประเทศไทย) ของ AirAsia MOVE แพลตฟอร์มการท่องเที่ยวของภูมิภาค เปิดเผยข้อมูลเชิงลึกด้านการเดินทางประจำไตรมาส 1 ปี 2569 ว่า ความต้องการเดินทางในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ (Southeast Asia) ยังคงเติบโตอย่างต่อเนื่อง โดยได้รับแรงหนุนจาการเดินทางภายในภูมิภาคที่แข็งแกร่ง ครอบคลุมตลาดสำคัญ ได้แก่ มาเลเซีย ไทย อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

นทท.นิยมเดินทางระยะสั้น

โดยกว่า 89% ของการจองทั้งหมดเป็นการเดินทางภายในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ ซึ่งนักเดินทางจากมาเลเซียและไทยเป็นกลุ่มที่มีปริมาณการจองสูงที่สุดบนแพลตฟอร์ม มีการวางแผนการเดินทางแบบระยะสั้นมากขึ้น และมีระยะเวลาการจองล่วงหน้าเฉลี่ยอยู่ที่ 14-30 วัน สะท้อนถึงพฤติกรรมที่ยืดหยุ่นและตัดสินใจเดินทางใกล้วันมากขึ้น

สำหรับจุดหมายปลายทางยอดนิยมในอาเซียน ได้แก่ กัวลาลัมเปอร์ มาเลเซีย, กรุงเทพฯ ประเทศไทย และบาหลี ประเทศอินโดนีเซีย จุดหมายปลายทางยอดนิยมนอกอาเซียนคือคุนหมิง สาธารณรัฐประชาชนจีน, โตเกียว ประเทศญี่ปุ่น และนิวเดลี ประเทศอินเดีย

ที่สำคัญนักเดินทางจากยุโรปและทวีปอเมริกายังคงเลือกเดินทางมายังเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ โดยประเทศไทยและบาหลีเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของกลุ่มนี้

มาเลย์ ฮับเดินทางของภูมิภาค

นอกจากนี้ ยังพบว่า “มาเลเซีย” ยังคงมีบทบาทสำคัญในฐานะศูนย์กลางการเดินทางของภูมิภาค โดยสิ่งที่ขับเคลื่อนการเดินทางในประเทศนี้มาจากนักเดินทางที่คุ้นเคยกับเทคโนโลยีและการเดินทางแบบครอบครัวในหลายช่วงวัย

โดยกลุ่มมิลเลนเนียลมีสัดส่วนสูงสุด รองลงมาคือ Gen Z, การเดินทางแบบครอบครัวคิดเป็น 65%, ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 4.2 วัน, จองล่วงหน้าเฉลี่ย 28 วัน และใช้จ่ายสูงในหมวดอาหารและกิจกรรมสำหรับครอบครัว

ไทย-อินโดฯ นทท.รุ่นใหม่

สำหรับประเทศไทยนั้นพบว่าเป็นหนึ่งในตลาดที่มีการใช้งานดิจิทัลสูงที่สุดในภูมิภาค นักเดินทางให้ความสำคัญกับความสะดวกและความคุ้มค่า โดยกลุ่มมิลเลนเนียลคิดเป็น 48% และ Gen Z 25%, การเดินทางแบบ Solo Traveller (เดินทางท่องเที่ยวคนเดียว) คิดเป็น 35% และแบบคู่ 30%, ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3.8 วัน, จองล่วงหน้าเฉลี่ย 21 วัน (สั้นที่สุดในภูมิภาค) และนิยมจองแบบแพ็กเกจ พร้อมใช้จ่ายด้านช็อปปิ้งและไลฟ์สไตล์สูง

เช่นเดียวกับอินโดนีเซียที่เป็นตลาดที่มีการเติบโตอย่างรวดเร็วจากนักเดินทางรุ่นใหม่ที่เดินทางอย่างอิสระ โดยมีนักเดินทางแบบมิลเลนเนียล 35% สูงกว่า Gen Z ที่ 32%, นักเดินทางแบบ Solo Traveller คิดเป็น 58% เพิ่มขึ้น 30% เมื่อเทียบกับปีก่อน, ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 3 วัน, จองล่วงหน้าเฉลี่ย 25 วัน และให้ความสำคัญกับประสบการณ์ ใช้จ่ายกับอาหารและกิจกรรมมากกว่าที่พัก

ส่วนฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่กำลังเติบโตในฐานะตลาดสำคัญของการเดินทางระยะยาว โดยมีกลุ่มมิลเลนเนียล 40% และ Gen X 35%, การเดินทางแบบครอบครัวคิดเป็น 55%, ระยะเวลาพำนักเฉลี่ย 6.8 วัน (ยาวที่สุดในภูมิภาค), จองล่วงหน้าเฉลี่ย 35 วัน และใช้จ่ายสูงในโรงแรมระดับกลางถึงระดับบน

ที่สำคัญนักเดินทางเหล่านั้นยังให้ความสำคัญกับความคุ้มค่ามากขึ้นด้วย