แบงก์ชาติผนึก “คลัง-แบงก์” กดปุ่มโครงการ “กลไกการค้ำประกันสินเชื่อ : SMEs Credit Boost” ดึงเงินกองทุน FIDF 2 หมื่นล้านบาท หนุนสร้างกลไกค้ำประกันใหม่ช่วยลดข้อจำกัดด้านความเสี่ยงเครดิต-จูงใจแบงก์ปล่อยสินเชื่อใหม่เข้าระบบ 1 แสนล้านบาท เผยเอสเอ็มอีเล็ก-กลางใช้วงเงินได้ 100 ล้าน รายใหญ่ 150 ล้าน ยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่ 15 ม.ค. 2569
นายวิทัย รัตนากร ผู้ว่าการธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยว่า ธปท. ร่วมกับกระทรวงการคลัง และธนาคารพาณิชย์ ได้ร่วมกันจัดทำโครงการกลไกการค้ำประกันสินเชื่อ “SMEs Credit Boost” ที่เป็นกลไกค้ำประกันความเสี่ยงสำหรับสินเชื่อใหม่ที่ธนาคารพาณิชย์ปล่อยให้ธุรกิจกลุ่มเป้าหมาย ตาม “Reinvent Thailand” เช่น การท่องเที่ยว การแพทย์และสุขภาพ เกษตรและเกษตรแปรรูป ยานยนต์และชิ้นส่วน อิเล็กทรอนิกส์อัจฉริยะและการค้า รวมถึงธุรกิจที่อยู่ในห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain) ซึ่งจะเป็นการเพิ่มโอกาสเข้าถึงแหล่งทุน

โดยเฉพาะเอสเอ็มอีที่มีศักยภาพ เนื่องจากมีการจ้างงาน 70% และมีส่วนสร้างอัตราการขยายตัวของเศรษฐกิจ (จีดีพี) ถึง 35% จึงไม่ควรปล่อยให้สินเชื่อหดตัวยาวนาน
“ธปท.ขยายบทบาทเป็นผู้นำในการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้าง เพื่อช่วยเหลือเศรษฐกิจ เนื่องจากการแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะไม่สามารถใช้ดอกเบี้ยในการแก้ปัญหาอย่างเดียว จึงต้องแก้ปัญหาเฉพาะจุด โดยได้เริ่มโครงการแก้หนี้ที่ไม่ก่อให้เกิดรายได้ (เอ็นพีแอล) ต่ำกว่า 1 แสนบาทต่อราย ผ่านกลไกบริษัท บริหารสินทรัพย์สุขุมวิท จำกัด (SAM) ที่ได้ดำเนินการไปแล้ว ซึ่งอีกหนึ่งปัญหาเชิงโครงสร้างสำคัญต้องเร่งแก้ไข คือ ธุรกิจเอสเอ็มอี ที่เห็นการหดตัวติดลบของสินเชื่อต่อเนื่อง 13 ไตรมาสติดต่อกัน มาจากความต้องการสินเชื่อที่ลดลง และธนาคารพาณิชย์มีความระมัดระวังในการปล่อยสินเชื่อ
เนื่องจากมีต้นทุนความเสี่ยงด้านเครดิต (Credit Cost) เพิ่มขึ้น ดังนั้น จำเป็นต้องมีกลไกที่ช่วยแชร์ความเสี่ยงด้านเครดิตจากการปล่อยสินเชื่อภาคธุรกิจ”
ทั้งนี้ กลไกค้ำประกันสินเชื่อนี้จะช่วยให้มีสินเชื่อปล่อยใหม่เพิ่มขึ้น ประมาณ 1 แสนล้านบาท ในช่วง 1-2 ปีข้างหน้า โดยเงื่อนไขจะผ่อนปรน และลดข้อจำกัดมากขึ้น จะเอื้อให้ธนาคารปล่อยสินเชื่อมากขึ้น รวมถึงวงเงินการค้ำประกันจะค่อนข้างสูง โดยกำหนดวงเงินชดเชยสูงสุดในช่วง 15-30% (ขึ้นกับขนาดของผู้ประกอบการ) ของยอดสินเชื่อปล่อยใหม่ แบ่งเป็น กลุ่มเอสเอ็มอีขนาดเล็กจะอยู่ที่ 30% และเอสเอ็มอีขนาดกลาง 15-20%
ขณะที่วงเงินการปล่อยสินเชื่ออยู่ที่ไม่เกิน 100 ล้านบาทต่อราย และขยายให้กับกลุ่มลูกค้ารายใหญ่ ที่ต้องการลงทุนใหม่ เช่น เทคโนโลยี AI และ Green เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพธุรกิจ ไม่เกิน 150 ล้านบาท
นายวิทัยกล่าวว่า สำหรับเงินที่นำมาใช้ในกลไกค้ำประกันสินเชื่อ จะเป็นเงินที่มาจากเงินนำส่งเข้ากองทุนเพื่อการฟื้นฟูและพัฒนาระบบสถาบันการเงิน (FIDF) ราว 2 หมื่นล้านบาท นำมาตั้งเป็นเงินกองทุนขึ้นใหม่ ทั้งนี้ ผู้ประกอบการเอสเอ็มอีสามารถยื่นขอสินเชื่อได้ตั้งแต่วันที่ 15 ม.ค. 2569 โดยมีระยะเวลาโครงการ 2 ปี ระยะเวลาการค้ำประกันอยู่ที่ 7 ปี รวมระยะเวลาการค้ำประกันสูงถึง 9 ปี
“โครงการนี้ธนาคารพาณิชย์บริหารจัดการสินเชื่อได้คล่องตัว เพราะทราบโควตาวงเงินชดเชยที่ได้รับการจัดสรรอย่างชัดเจน ณ วันปล่อยสินเชื่อ อีกทั้งยังสามารถบริหารจัดการการขอรับเงินชดเชยภายในโควตาได้สะดวก จากกระบวนการขอรับเงินชดเชยที่ไม่ซับซ้อนและไม่ต้องรองบประมาณจากภาครัฐ ซึ่งเราคาดหวังว่าช่วยสนับสนุนให้เกิดการปล่อยสินเชื่อใหม่ประมาณ 5 เท่าของวงเงินชดเชย ส่วนสินเชื่อใหม่จะกลับมาเป็นบวกได้เมื่อไร อาจจะไม่สามารถบอกได้ แต่จะเป็น 1 โครงการที่จะบรรเทาให้สินเชื่อติดลบลดลง” ผู้ว่าการ ธปท.กล่าว
นายเบญจรงค์ สุวรรณคีรี ผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการ SMEs Credit Boost เป็นส่วนหนึ่งของนโยบายรัฐบาลในมาตรการ “Quick Big Win” เสาหลักที่ 3 ซึ่งมุ่งส่งเสริมให้ SMEs เข้าถึงสภาพคล่อง

แม้รัฐบาลได้อนุมัติสินเชื่อดอกเบี้ยต่ำ (ซอฟต์โลน) 100,000 ล้านบาท และสินเชื่อซอฟต์โลนผ่านธนาคารรัฐ รวมวงเงินกว่า 267,000 ล้านบาทแล้ว แต่โจทย์สำคัญคือทำอย่างไรให้เงินไปถึงมือ SMEs ได้จริง ซึ่งปัญหาหลักไม่ใช่อัตราดอกเบี้ย แต่เป็นความเสี่ยงด้านเครดิต ดังนั้นการมีกลไกค้ำประกันเสริมจึงเป็นการแก้ปัญหาได้ตรงจุด
“รัฐบาล ธปท. และสถาบันการเงิน จะเดินหน้าประสานหลายมาตรการควบคู่กัน ทั้งมาตรการซอฟต์โลน โครงการบีโอไอ การจัดซื้อจัดจ้าง และการค้ำประกัน เพื่อช่วยยกระดับประสิทธิภาพและศักยภาพการแข่งขันของ SMEs โดยคาดหวังว่าจะเริ่มเห็นผลเชิงบวกต่อระบบเศรษฐกิจในปีหน้า แม้การแก้ปัญหาเชิงโครงสร้างจะต้องใช้เวลาและความต่อเนื่องจากหลายโครงการร่วมกัน” นายเบญจรงค์กล่าว