Skip to content

‘น้ำมันดิบ’ เวเนซุเอลา เดิมพันครั้งใหญ่ของ ‘ทรัมป์’

08 ม.ค. 2569 | 08:48น.
‘น้ำมันดิบ’ เวเนซุเอลา เดิมพันครั้งใหญ่ของ ‘ทรัมป์’
คอลัมน์ : ชีพจรเศรษฐกิจโลก
ผู้เขียน : ไพรัตน์ พงศ์พานิชย์

จนกระทั่งถึงขณะนี้ หลายอย่างยังคงดูคลุมเครือและขุ่นมัวสำหรับสถานการณ์ในเวเนซุเอลา หลังจากกองกำลังสหรัฐอเมริกาโจมตีสายฟ้าแลบต่อกรุงคารากัส จับกุมตัว “นิโคลัส มาดูโร” ประธานาธิบดีเวเนซุเอลา เตรียมส่งตัวขึ้นศาลในสหรัฐอเมริกา ด้วยข้อหายาเสพติด ก่อให้เกิดประเด็นถกเถียงกันขึ้นมากมาย ตั้งแต่ความชอบด้วยกฎหมาย และความเป็นธรรมของปฏิบัติการครั้งนี้ เรื่อยไปจนถึงคำถามเกี่ยวกับเจตนารมณ์ที่แท้จริงของทรัมป์ต่อเวเนซุเอลาในอนาคต

ความสับสนยิ่งทวีมากขึ้นเมื่อ “โดนัลด์ ทรัมป์” ผู้นำสหรัฐอเมริกาออกมาประกาศทันทีหลังปฏิบัติการสุ่มเสี่ยงครั้งใหญ่ครั้งนี้ว่า สหรัฐอเมริกาจะเข้าไป “บริหาร” เวเนซุเอลา โดยมี มาร์โก รูบิโอ รัฐมนตรีต่างประเทศขยายความเอาไว้ว่า เป็นการบริหารในเชิง “นโยบาย” และเตือนให้เวเนซุเอลา “ให้ความร่วมมือ” ไม่เช่นนั้นก็อาจมีการโจมตีครั้งที่สองเกิดขึ้นตามมา

ในถ้อยแถลงของทรัมป์ เขาแสดงให้เห็นชัดเจนประการหนึ่งว่า “น้ำมันดิบ” คือหนึ่งในเหตุปัจจัยสำคัญอันเป็นที่มาของเหตุการณ์ในครั้งนี้ ทรัมป์บอกว่าหลังจากนี้จะมีบรรดาบริษัทน้ำมันสัญชาติอเมริกันเข้าไปดำเนินการที่นั่น ใช้เงินนับพันล้านดอลลาร์เพื่อ “บูรณะโครงสร้างพัง ๆ” แล้ว “เริ่มต้นทำเงินจากประเทศนั้น” อย่างน้อยที่สุดนี่เป็นเพียงแผนการที่เป็นรูปธรรมเพียงแผนการเดียวเท่าที่ทรัมป์มีอยู่ในเวลานี้

“น้ำมันดิบ” มีความสำคัญใหญ่หลวงต่อเศรษฐกิจที่แสนเปราะบางของเวเนซุเอลา รัฐบาลมาดูโรจำเป็นต้องพึ่งพารายได้จากน้ำมันแทบจะเป็นอย่างเดียวเท่านั้นในการบริหารประเทศ น้ำมันดิบและผลิตภัณฑ์จากน้ำมัน อาทิ ปิโตรเคมี คิดเป็นสัดส่วนสูงถึงราว 90%ของรายได้จากการส่งออกของประเทศ และเป็นปัจจัยสำคัญที่ทำให้รัฐบาลมาดูโรยังคงอยู่ในอำนาจต่อมาได้ แม้จะเกิดวิกฤตเศรษฐกิจขนาดหนักขึ้นในประเทศก็ตามที

โดยข้อเท็จจริง เวเนซุเอลาเป็นเจ้าของแหล่งน้ำมันดิบสำรองที่ผ่านการพิสูจน์แล้วที่ใหญ่ที่สุดในโลก คิดเป็นปริมาณมากกว่า 300,000 ล้านบาร์เรล ซึ่งมากกว่าประเทศอย่างซาอุดีอาระเบียด้วยซ้ำไป อย่างไรก็ตาม ประเทศนี้ก็มีส่วนแบ่งการตลาดในตลาดน้ำมันโลกเพียงไม่ถึง 1% ลดลงจากในช่วงทศวรรษ 1990 ที่ตัวเลขสัดส่วนการผลิตดังกล่าวสูงถึง 10% ผลผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาลดลงอย่างฮวบฮาบตั้งแต่ปลายทศวรรษดังกล่าว จนร่วงลงมาเป็นประเทศผู้ผลิตลำดับที่ 21 ของโลกในเวลานี้

เหตุปัจจัยที่ทำให้การผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาล่มสลายนั้น สามารถสืบค้นย้อนกลับไปตั้งแต่เมื่อครั้งที่ประธานาธิบดี ฮูโก ชาเวซ เริ่มการ “ปฏิวัติสังคมนิยม” ขึ้นในทศวรรษ 1990 และ 2000 ส่งผลให้เม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศถอนตัวกลับออกไป เพราะไม่สามารถทานรับการคอร์รัปชั่นและการแทรกแซงอุตสาหกรรมน้ำมันจากรัฐบาลได้อีกต่อไป ปัญหาที่เกิดขึ้นกับท่อลำเลียงน้ำมันและโรงกลั่นในเวลาต่อมายิ่งซ้ำเติมสถานการณ์ และเมื่อเผชิญกับการแซงก์ชั่นจากสหรัฐอเมริกาที่พุ่งขึ้นถึงจุดสูงสุดในปี 2017 ศักยภาพในการผลิตน้ำมันของเวเนซุเอลาก็ถูกจำกัดและลดทอนลงอย่างมาก

พีดีวีเอสเอ บริษัทน้ำมันแห่งรัฐของเวเนซุเอลาสามารถทำให้ประเทศผลิตน้ำมันออกมาได้ราว 1 ล้านบาร์เรลต่อวันต่อมาจนถึงทุกวันนี้ ที่เป็นไปได้เช่นนี้เป็นเพราะสหรัฐอเมริกายังคงเปิดช่องไว้ให้ดำเนินการได้ โดยจำกัดจำนวนหุ้นส่วนจากต่างชาติและปริมาณการส่งออกน้ำมันนั่นเอง

ข้อเท็จจริงที่น่าสนใจก็คือ นับตั้งแต่เริ่มต้นศตวรรษที่ 20 หุ้นส่วนสำคัญในอุตสาหกรรมน้ำมันเวเนซุเอลาก็คือสหรัฐอเมริกา แต่หลังการปฏิวัติสังคมนิยมของชาเวซ หลงเหลือเพียง “เชฟรอน” บริษัทเดียวเท่านั้น ดำเนินการอยู่ได้ด้วยใบอนุญาตพิเศษจากประธานาธิบดีโจ ไบเดน ในปี 2022 ให้ส่งออกน้ำมันจากเวเนซุเอลาได้ภายใต้เงื่อนไขจำกัด การอนุญาตดังกล่าวได้รับการขยายเวลาออกไปเมื่อเดือนตุลาคมปี 2025 โดยทรัมป์ที่อ้างว่าเชฟรอนยังคงเป็นหุ้นส่วนที่ขาดไม่ได้ของเวเนซุเอลา

ภายใต้ข้อเท็จจริงดังกล่าว เชฟรอนจึงกลายเป็นผู้ได้รับประโยชน์ที่ชัดเจนในทันทีที่เกิดเหตุจับกุมมาดูโร ในขณะที่ทรัมป์ระบุว่าบริษัทอเมริกันอื่น ๆ อย่าง เอ็กซอนโมบิล และโคโนโคฟิลลิปส์ ก็จะหวนกลับไปดำเนินการในเวเนซุเอลาอีกครั้ง ตามแผนการที่ตนได้วางเอาไว้

เอ็กซอนโมบิล บริษัทน้ำมันที่ใหญ่ที่สุดของสหรัฐอเมริกา ถูกชาเวซยึดทรัพย์สินทั้งหมดเมื่อปี 2007 เช่นเดียวกับโครงการของบริษัท โคโนโคฟิลลิปส์ ที่ฮามาคา, เปโตรซูอาตา และโคโรโคโร่ และแม้ว่าทั้ง 2 บริษัทจะยื่นเรื่องต่อคณะอนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ และชนะคดี แต่ไม่เคยได้รับเงินชดเชยจากเวเนซุเอลาแม้แต่ดอลลาร์เดียว

จนเป็นที่มาที่ทรัมป์กล่าวหาซ้ำ ๆ ว่าเวเนซุเอลา “ขโมย” น้ำมันจากสหรัฐอเมริกานั่นเอง

โฆษกของโคโนโคฟิลลิปส์ ยอมรับว่าบริษัทกำลังจับตาพัฒนาการของสถานการณ์ในเวเนซุเอลาอย่างใกล้ชิด ด้วยเหตุที่ว่าสถานการณ์ดังกล่าวส่งผลกระทบต่อปริมาณน้ำมันดิบและเสถียรภาพของตลาดน้ำมันดิบโลก แต่ถึงขณะนี้ก็ยังเร็วเกินไปที่จะพูดถึงกิจกรรมหรือการลงทุนในอนาคตที่นั่น

มองโดยผิวเผินแล้ว สหรัฐอเมริกาในเวลานี้จัดว่าเป็นประเทศผู้ผลิตน้ำมันดิบรายใหญ่ที่สุดของโลกไปแล้ว ไม่น่าจะใส่ใจอะไรกับน้ำมันดิบที่เวเนซุเอลา แต่ทุกคนลืมไปว่าน้ำมันดิบที่สหรัฐผลิตได้ส่วนใหญ่เป็นน้ำมันดิบชนิด “ไลท์ ครูด” ไม่ใช่ “เฮฟวี่ ครูด” แบบเดียวกับที่เวเนซุเอลาสามารถผลิต และบรรดาโรงกลั่นอเมริกันสามารถกลั่นได้ นี่คือสาเหตุที่ว่าทำไมในเมื่อผลิตน้ำมันได้มากแล้วสหรัฐอเมริกายังต้องนำเข้าน้ำมันสูงมากจากแคนาดาและเม็กซิโก ไม่เช่นนั้นก็ต้องลงทุนอีกหลายพันล้านดอลลาร์เพื่อปรับปรุงโรงกลั่นใหม่ให้รองรับน้ำมันดิบที่ผลิตได้แทน

นี่คือเหตุผลที่ว่าทำไมเวเนซุเอลากับแหล่งน้ำมันดิบสำรองใหญ่ที่สุดในโลกถึงเป็นที่เย้ายวนใจของบริษัทน้ำมันอเมริกัน และโดนัลด์ ทรัมป์ จนตัดสินใจลงทุน “เดิมพัน” ครั้งใหญ่ครั้งนี้นั่นเอง