เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
TFEX ขยายเวลาซื้อขายทองคำ-ค่าเงิน-ยางพารา เปิดตลาด 8 โมงเช้า เริ่ม 16 พ.ย.นี้
Finance TFEX ขยายเวลาซื้อขายทองคำ-ค่าเงิน-ยางพารา เปิดตลาด 8 โมงเช้า เริ่ม 16 พ.ย.นี้
เตรียมเปิดฉาก CP Innovation Exposition 2026 ชูไฮไลต์โชว์เคสนวัตกรรม-เวที 8 Beyond
Tech เตรียมเปิดฉาก CP Innovation Exposition 2026 ชูไฮไลต์โชว์เคสนวัตกรรม-เวที 8 Beyond
MTC โชว์แกร่ง! มูดี้ส์ให้เครดิต Ba2 ครั้งแรก เดินหน้ารุกสินเชื่อฐานราก
Finance MTC โชว์แกร่ง! มูดี้ส์ให้เครดิต Ba2 ครั้งแรก เดินหน้ารุกสินเชื่อฐานราก
รัฐบาล โต้ข่าว IMF ตำหนิไทยเป็นเรื่องเท็จ ชี้เป็นการพูดวงกว้างทั่วโลกเผชิญอะไร
Finance รัฐบาล โต้ข่าว IMF ตำหนิไทยเป็นเรื่องเท็จ ชี้เป็นการพูดวงกว้างทั่วโลกเผชิญอะไร
แนวโน้มราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
Finance แนวโน้มราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) บทวิเคราะห์โดย YLG Bullion
หุ้นไทยลุ้นแรงซื้อฝรั่งพยุง ‘กรุงศรี’ ชู 11 หุ้นเด่นรับน้ำมันพุ่ง-รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ
Finance หุ้นไทยลุ้นแรงซื้อฝรั่งพยุง ‘กรุงศรี’ ชู 11 หุ้นเด่นรับน้ำมันพุ่ง-รัฐกระตุ้นเศรษฐกิจ
ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอิหร่านยกระดับโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
Economic ราคาน้ำมันดิบปรับเพิ่ม หลังอิหร่านยกระดับโจมตีบริเวณช่องแคบฮอร์มุซ
ราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
Finance ราคาทองวันนี้ (15 ต.ค. 69) ปรับลง 100 บาท รูปพรรณบาทละ 66,650 บาท
จับตาเวที IMF-World Bank 2026…โอกาสท่ามกลาง‘ความท้าทาย’ ของโลก
Finance จับตาเวที IMF-World Bank 2026…โอกาสท่ามกลาง‘ความท้าทาย’ ของโลก
‘เงินผิดกฎหมาย’ กัดกร่อนเศรษฐกิจ เปิด AMLAC ต้านฟอกเงิน-คอร์รัปชัน นานาพันธมิตรพร้อมหนุน
Finance ‘เงินผิดกฎหมาย’ กัดกร่อนเศรษฐกิจ เปิด AMLAC ต้านฟอกเงิน-คอร์รัปชัน นานาพันธมิตรพร้อมหนุน
ดูทั้งหมด

ทีดีอาร์ไอจี้ 6 นโยบายที่ประเทศต้องการ พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรทำ

08 ม.ค. 2569 | 18:40น.
ทีดีอาร์ไอจี้ 6 นโยบายที่ประเทศต้องการ

ทีดีอาร์ไอแนะ 6 นโยบายที่ประเทศต้องการ พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรคำ หลังการเลือกตั้งก.พ. 2569 ชี้จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย พร้อมแนะนำมาตรการที่ควรทำแบบเร่งด่วนใน 1 ปี และมาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมใน 4 ปี อย่างมีความรับผิดชอบ

สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (ทีดีอาร์ไอ:TDRI) เผยแพร่บทความจากคณะผู้วิจัยจากทีดีอาร์ไอ ในหัวข้อ นโยบายที่ประเทศต้องการและรัฐบาลใหม่ควรทำ โดยนำเสนอนโยบาย 6 ด้านที่รัฐบาลใหม่หลังการเลือกตั้ง 8 กุมภาพันธ์ 2569 ควรดำเนินการอย่างเร่งด่วนในะยะเวลา 1 ปี หลังจากได้รัฐบาลใหม่ ตลอดจนนโยบายที่ควรดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้าไว้น่าสนใจ ดังนี้

การเลือกตั้งในปี 2569 จะเป็นจุดเปลี่ยนสำคัญของเศรษฐกิจ การเมือง และสังคมไทย เนื่องจากประเทศไทยกำลังเผชิญกับปัญหาต่าง ๆ มากมาย ทั้งการทุจริตคอร์รัปชันและการหลอกลวงออนไลน์ในวงกว้าง ปัญหาปากท้องของประชาชนที่รุนแรงมากขึ้น ภัยธรรมชาติที่มีความถี่สูงขึ้นและรุนแรงขึ้น การสูญเสียความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก และการที่ประเทศเข้าสู่สังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์

ในขณะที่ภาครัฐมีข้อจำกัดด้านการคลังมากขึ้นจากหนี้สาธารณะที่สูงประมาณร้อยละ 65 ของ GDP ซึ่งทำให้การดำเนินนโยบายในลักษณะ “ลดแหลก-แจก-แถม” โดยไม่มีความรับผิดชอบทางการคลัง จะก่อให้เกิดความเสี่ยงสูงต่อประเทศ

พรรคการเมืองทั้งหลายจึงควรตระหนักถึงปัญหาและข้อจำกัดเหล่านี้ และควรนำเสนอนโยบายในการแก้ไขปัญหาดังกล่าวโดยดำเนินการอย่างมีความรับผิดชอบ

บทความนี้นำเสนอนโยบาย 6 ด้านที่คณะผู้วิจัยของ ทีดีอาร์ไอ เห็นว่ามีความสำคัญที่ต้องดำเนินการอย่างเร่งด่วนในระยะเวลา 1 ปีหลังจากได้รัฐบาลใหม่ ตลอดจนนโยบายที่ควรดำเนินการให้สำเร็จเป็นรูปธรรมในระยะเวลา 4 ปีข้างหน้า

ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย
ดร.สมเกียรติ ตั้งกิจวานิชย์ ประธานสถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย

1. ลดคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์

ปัญหาคอร์รัปชันและการหลอกลวงทางออนไลน์ (สแกมเมอร์) มีแนวโน้มรุนแรงขึ้นและในบางกรณีมีความเชื่อมโยงกัน โดยมีรายงานว่าในช่วง 2 ปีที่ผ่านมา มีการเรียกรับสินบนในโครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐสูงถึงร้อยละ 20–30 ของมูลค่าโครงการ และมีข่าวอื้อฉาวการรับสินบนของเจ้าหน้าที่รัฐระดับสูงจากเครือข่ายพนันออนไลน์ ตลอดจนมีคดีการหลอกลวงออนไลน์ในปี 2568 มากกว่า 3.2 แสนเรื่อง สร้างความเสียหายต่อประชาชนอย่างน้อย 2.5 หมื่นล้านบาท แต่สามารถอายัดเงินคืนผู้เสียหายได้เพียงร้อยละ 1 (ข้อมูลจากศูนย์ปราบปรามอาชญากรรมทางเทคโนโลยีสารสนเทศ)

รัฐบาลจึงต้องเร่งแก้ไขปัญหานี้เพื่อบรรเทาความเสียหายและเร่งปฏิรูปเชิงโครงสร้างให้เกิดประสิทธิผลในระยะยาว นอกเหนือจากการประสานงานให้หน่วยงานที่เกี่ยวข้องคือ ป.ป.ช. ก.ล.ต. และ ปปง. เร่งรัดการบังคับใช้กฎหมายอย่างจริงจัง

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

ร้องขอต่อรัฐสภาเพื่อให้พิจารณาร่างกฎหมายป้องกันและปราบปรามการฟอกเงิน ที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภาก่อนการยุบสภา เพื่อให้มีมาตรการตรวจสอบผู้ได้รับประโยชน์ตัวจริง และสามารถกำกับธุรกรรมคริปโตเคอร์เรนซี ซึ่งเป็นช่องทางหนึ่งในการรับสินบนและฟอกเงิน

ร่วมมือกับนานาประเทศโดยเฉพาะ “คณะทำงานเฉพาะกิจต่อต้านสแกม” (Scam Center Strike Force) ของสหรัฐฯ เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มออนไลน์ต้องติดตาม และปิดกั้นบัญชีที่มีพฤติกรรมหลอกลวงออนไลน์ และรีบผลักดันให้ประกาศใช้ พ.ร.บ. เศรษฐกิจแพลตฟอร์มดิจิทัล เพื่อกำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลที่ให้บริการแก่คนไทยมีหน้าที่ติดตามและปิดกั้นการหลอกลวงออนไลน์ รวมทั้งร่วมรับผิดชอบความเสียหายที่เกิดขึ้น

ประกาศให้โครงการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐมูลค่าสูงทุกโครงการต้องเข้าร่วม “ข้อตกลงคุณธรรม” (Integrity Pact) หรือโครงการ “ความโปร่งใสในการก่อสร้างของรัฐ” (CoST) เพื่อเพิ่มความโปร่งใสจากการเปิดเผยข้อมูลและการมีผู้สังเกตการณ์ ควบคู่ไปกับการเพิ่มงบประมาณให้กรมบัญชีกลางมีทรัพยากรอย่างเพียงพอรองรับการดำเนินการดังกล่าว

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

ปราบปรามการทุจริตอย่างจริงจัง เพื่อเพิ่มคะแนน “ดัชนีการรับรู้การทุจริต” (CPI) ของไทยจาก 34 จากคะแนนเต็ม 100 ให้ใกล้เคียง 63 คะแนน ซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD และ “ดัชนีหลักนิติธรรม” (WJP Rule of Law) จาก 0.5 จากคะแนนเต็ม 1 ให้ใกล้เคียง 0.74 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยเร่งปฏิรูปการขออนุญาตประกอบธุรกิจเพื่อลดการติดสินบน และปฏิรูปกระบวนการยุติธรรมโดยเฉพาะการปฏิรูปกิจการตำรวจตามข้อเสนอของคณะกรรมการปฏิรูปตำรวจชุดต่าง ๆ อาทิ สภาปฏิรูปแห่งชาติ เพื่อให้การแต่งตั้งและโยกย้ายมีความโปร่งใสและเป็นธรรมมากขึ้น

เร่งปราบปรามอาชญากรรมร้ายแรงในไทยโดยตั้งเป้าให้ไทยได้รับการประเมิน “ดัชนีอาชญากรรมองค์กรโลก” (Global Organized Crime Index) ด้านความรุนแรงของอาชญากรรมจาก 6.37 จากคะแนนเต็ม 10 ในปัจจุบัน ให้ลดลงใกล้เคียงกับ 4.91 คะแนนซึ่งเป็นค่าเฉลี่ยของประเทศในกลุ่ม OECD โดยมุ่งปราบปรามเครือข่ายยาเสพติด การค้ามนุษย์ และสแกมเมอร์ โดยร่วมมือกับประเทศต่าง ๆ ที่ได้รับผลกระทบ

ทีดีอาร์ไอแนะ 6 นโยายที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรคำ

2. แก้ปัญหาปากท้องประชาชน

ปัญหาปากท้องของคนไทยมีสองด้านที่เชื่อมโยงกันคือ รายได้ไม่เพียงพอ เพราะแรงงานส่วนใหญ่ยังติดอยู่ในงานทักษะต่ำ และการมีหนี้ครัวเรือนในระดับสูง ปัญหาทั้งสองด้านเกี่ยวข้องกับนโยบาย 4 ด้านที่ทำงานเสริมกัน ซึ่งรัฐบาลใหม่ควรดำเนินการคือ (1) การส่งเสริมการลงทุนที่เน้นการสร้าง “งานดี” (Good Jobs) ที่ให้ค่าตอบแทนสูงและมีความมั่นคงพอสมควร (2) การปฏิรูปกฎระเบียบเพื่อปลดล็อกให้ธุรกิจลงทุนและสร้างงาน (3) การพัฒนาทักษะแรงงานเพื่อให้คนไทยเข้าถึง “งานดี” ที่เกิดขึ้นได้ และ (4) การช่วยปลดประชาชนออกจาก “วงจรหนี้” ด้วยการปรับพฤติกรรมและความรู้ทางการเงิน

ส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี”

รัฐบาลควรปรับแนวทางส่งเสริมการลงทุนโดยเน้นส่งเสริมการลงทุนที่สร้าง “งานดี” จำนวนมากและเน้นการถ่ายทอดเทคโนโลยีแก่คนไทย แทนการเน้น “มูลค่าการลงทุน” โดยกำหนดให้ BOI ดำเนินการดังต่อไปนี้

ปรับกลไกส่งเสริมการลงทุนโดยลดการให้แรงจูงใจพื้นฐาน (Base Incentives) ที่ยึดตามประเภทกิจการลง และเพิ่มมาตรการจูงใจบนพื้นฐานของการสร้างประโยชน์ต่อเศรษฐกิจไทย (Merit-based) จากการสร้าง “งานดี” การมีความร่วมมือกับภาควิชาการในการพัฒนาเทคโนโลยีและฝึกทักษะกำลังคน ภายใน 1 ปี

สร้างกลไกความร่วมมือระหว่างนักลงทุนกับซัพพลายเออร์และภาควิชาการในด้านการฝึกทักษะแรงงานไทยและการพัฒนาเทคโนโลยีในประเทศ ภายใน 4 ปี

ปลดล็อกกฎระเบียบในการประกอบอาชีพ

ไทยมีกฎระเบียบที่เป็นอุปสรรคต่อการประกอบอาชีพและการทำธุรกิจของประชาชนมากมาย รัฐบาลจึงควรดำเนินการอย่างน้อย 4 ด้าน ได้แก่

(1) ยกเลิกใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น โดยตัดลดกฎหมายที่กำหนดให้มีใบอนุญาตที่เป็นอุปสรรคเหล่านั้น

(2) ปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น

(3) พัฒนาหน่วยงานอิสระที่มีขีดความสามารถสูงเพื่อประเมินผลกระทบของกฎระเบียบต่างๆ โดยเปิดให้ภาคธุรกิจและประชาชนมีส่วนร่วมให้ข้อคิดเห็น

และ (4) พัฒนาระบบทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการแทนการพิจารณาแบบรายฉบับแยกแต่ละหน่วยงาน เนื่องจากกฎระเบียบหลายด้านมักมีหลายหน่วยงานเกี่ยวข้อง

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

ตัดลดใบอนุญาตที่ไม่จำเป็น ตามข้อเสนอของทีดีอาร์ไอให้ได้อย่างน้อยร้อยละ 70 โดยใช้กลไกของคณะกรรมการดำเนินการปฏิรูปกฎหมายในระยะเร่งด่วน และปรับใช้ระบบดิจิทัลเพื่ออำนวยความสะดวกในการขออนุญาตที่ยังมีความจำเป็น

ผลักดันร่าง พ.ร.บ. การอํานวยความสะดวกในการพิจารณาอนุญาตของทางราชการ ฉบับใหม่ ที่ค้างการพิจารณาในรัฐสภา โดยร้องขอให้รัฐสภาพิจารณาต่อไปภายใน 60 วันนับแต่วันประชุมรัฐสภานัดแรก เพื่อเร่งนำระบบ “ใบอนุญาตหลัก” (Super License) ในกฎหมายดังกล่าวมาใช้แทนระบบใบอนุญาตหลายใบในปัจจุบัน

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

พัฒนาระบบการทบทวนกฎระเบียบแบบบูรณาการที่ใช้ได้จริงและมีประสิทธิภาพ และพัฒนาหน่วยงานอิสระประเมินผลกระทบกฎระเบียบที่่มีขีดความสามารถสูงขึ้นทำหน้าที่ทบทวนกฎระเบียบ

พัฒนาระบบ One Stop Service แบบเบ็ดเสร็จครอบคลุมการออกใบอนุญาตที่เกี่ยวข้องกับทุกหน่วยงานในกรณีที่ไม่สามารถใช้ระบบ “ใบอนุญาตหลัก”

พัฒนาทักษะแรงงาน

แรงงานไทยส่วนใหญ่ยังมีทักษะไม่สูง ซึ่งเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการจ้างงานที่ต้องใช้ทักษะสมัยใหม่ แม้รัฐบาลที่ผ่านมาจะตั้งเป้าพัฒนากำลังคนทักษะสูงในอุตสาหกรรมเป้าหมาย แต่ผลลัพธ์ยังไม่เป็นที่น่าพอใจ เนื่องจาก

(1) ไม่มีส่วนร่วมของภาคธุรกิจที่ต้องการใช้แรงงาน ทำให้การพัฒนาทักษะถูกขับเคลื่อนจากด้านอุปทาน (Supply Driven) ตามความถนัดของสถาบันการศึกษาและสถาบันฝึกอบรม แทนความต้องการที่แท้จริง

(2) ได้รับการจัดสรรงบไม่เพียงพอและต่อเนื่อง และมีโครงการกระจัดกระจายในหลายหน่วยงาน

และ (3) การศึกษาพื้นฐานมีความอ่อนแอเนื่องจากหลักสูตรล้าสมัย ไม่เน้นการพัฒนาสมรรถนะที่สามารถต่อยอดเป็นทักษะแรงงานได้

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

ปฏิรูปหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐาน โดยสนับสนุนการใช้หลักสูตรฐานสมรรถนะ และประเมินผลเพื่อปรับปรุงอย่างเข้มข้น รวมทั้งวางระบบให้มีกลไกทบทวนและปรับปรุงหลักสูตรแกนกลางให้ทันโลกอย่างสม่ำเสมอ เช่น ทบทวนในทุก 5 ปี

ส่งเสริมให้เกิดคณะอนุกรรมการด้านการพัฒนาทักษะในคณะกรรมการร่วมภาคเอกชน 3 สถาบัน (กกร.) เพื่อเป็นหน่วยประสานงานความต้องการทักษะแรงงานของภาคธุรกิจ และทำงานกับหน่วยงานดังกล่าวในการพัฒนาทักษะร่วมกัน 3 ฝ่ายระหว่างภาครัฐ ธุรกิจเอกชน และสถาบันการศึกษา

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

จัดตั้งสถาบันหลักสูตรแห่งชาติ เพื่อทำหน้าที่วิจัยและพัฒนาหลักสูตรการศึกษาขั้นพื้นฐานอย่างต่อเนื่องให้เท่าทันการเปลี่ยนแปลงของโลก

ร่วมกับ กกร. ในด้านการพัฒนาแพลตฟอร์มการพัฒนาทักษะที่สะท้อนด้านอุปสงค์ (Demand Driven) โดยให้กลไกคูปองการเรียนรู้แก่ประชาชนในลักษณะคล้ายกับโครงการ SkillsFuture ของสิงคโปร์ ทั้งนี้อาจเริ่มจากกลุ่มที่มีความเสี่ยมสูงต่อการว่างงาน หรือถูกทดแทนด้วย AI

แก้หนี้ที่ต้นเหตุ

ครัวเรือนไทยมีหนี้ในระดับสูงประมาณร้อยละ 90 ของ GDP แม้สาเหตุหลักคือการที่รายได้เพิ่มช้า และมีความเหลื่อมล้ำสูง แต่อีกด้านที่สำคัญไม่แพ้กันคือ การที่ประชาชนใช้จ่ายจนก่อหนี้มากเกินไป ที่ผ่านมานโยบายการแก้หนี้ของเกือบทุกรัฐบาลมักเน้นแก้ปัญหาที่ปลายเหตุ เช่น การพักหรือปรับโครงสร้างหนี้ ซึ่งหากทำในวงกว้างก็จะสร้างปัญหาการลดความระมัดระวัง (moral hazard) ในการก่อหนี้ลง และจะทำให้หนี้เพิ่มขึ้นในอนาคต

รัฐบาลควรเปลี่ยนแนวทางในการแก้ปัญหาหนี้ โดยเพิ่มมิติด้านการปรับพฤติกรรม ทัศนคติ และความรู้ทางการเงินของประชาชน ทั้งก่อนเป็นหนี้และหลังเป็นหนี้ ซึ่งเป็นการแก้ปัญหาอย่างยั่งยืนกว่า

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปีและต่อเนื่องไปตลอด 4 ปี

ทบทวนนโยบายหนี้ที่กำลังทำอยู่และหยุดหรือยกเลิกโครงการที่ไม่ได้ผลคุ้มเงินงบประมาณ
สนับสนุนให้ภาคธุรกิจและประชาสังคม เช่น วิสาหกิจเพื่อสังคม ภาควิชาการและชุมชนที่เชี่ยวชาญด้านการปรับพฤติกรรมด้านการเงิน โดยรัฐให้การอุดหนุนด้านงบประมาณในการดำเนินการ

ทีดีอาร์ไอแนะ 6 นโยายที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรคำ

3. รับมือกับโลกรวนและเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจคาร์บอนต่ำ

ประเทศไทยกำลังเผชิญกับความท้าทายจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับตัว (adaptation) เพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติต่าง ๆ เช่น น้ำท่วมใหญ่ ซึ่งมีผลกระทบต่อประชาชนในวงกว้าง และการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (mitigation) ซึ่งมีผลต่อความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตของประเทศ

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

ร้องขอต่อรัฐสภาให้พิจารณาร่างกฎหมายอากาศสะอาดต่อไป จากที่ยังค้างอยู่ในการพิจารณาของรัฐสภา เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับมลพิษทางอากาศได้ดีขึ้น และพัฒนาระบบตรวจจับการเผาในที่โล่งแบบ real-time

เร่งผลักดันกฎหมายด้านการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ เพื่อยกระดับความพร้อมรับมือกับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ทั้งการปรับลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก และการปรับตัวเพื่อลดความเสียหายจากภัยธรรมชาติ

เร่งผลักดันกฎหมายยกระดับการบริหารงานภาครัฐให้มีความทันสมัย เพื่อให้มีเครื่องมือทางกฎหมายในการรับมือกับการบริหารจัดการภัยธรรมชาติอย่างบูรณาการ

ถอดบทเรียนน้ำท่วม โดยเฉพาะเหตุการณ์น้ำท่วมใหญ่ที่หาดใหญ่ ตลอดทั้ง life cycle ของเหตุการณ์ ตั้งแต่ภาวะปกติไปจนถึงระยะสิ้นสุดการฟื้นฟู โดยคณะกรรมการที่เป็นอิสระเพื่อให้ได้ข้อมูลจริง และเร่งจัดทำระบบเตือนภัยล่วงหน้า (Early Warning System) ที่มีความแม่นยำในพื้นที่เสี่ยง

จัดทำรายงานความพร้อมด้านโครงสร้างพื้นฐานในการรองรับการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศในพื้นที่เสี่ยง ตลอดจนจัดทำแผนแม่บทรายจังหวัด/ลุ่มน้ำ ในการเตรียมความพร้อมและกรอบงบประมาณที่ต้องใช้

เร่งจัดทำแผน PDP ฉบับใหม่ซึ่งล่าช้ามานาน เพื่อให้สอดคล้องกับเป้าหมายการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกสุทธิให้เป็นศูนย์ (net zero) ในปี 2050 ของประเทศ ซึ่งเร็วขึ้นกว่าเดิม

กำหนดหลักเกณฑ์การซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรง โดยให้สิทธิแก่ผู้ผลิตไฟฟ้าเอกชนในการเชื่อมต่อกับระบบโครงข่ายไฟฟ้าในราคาที่เป็นธรรม และทดลองนำร่องในบางเขตอุตสาหกรรม

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

ยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำ และมีหน่วยงานในระดับจังหวัด และระดับลุ่มน้ำที่มีความพร้อมในการรับมือภัยพิบัติในเมืองใหญ่ เช่น หาดใหญ่ เชียงใหม่ เชียงราย ที่รับมือกับภัยพิบัติได้จริง

เพิ่มสัดส่วนการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดให้ได้ 5 เท่าของปี 2024 เพื่อรองรับกลุ่มอุตสาหกรรม RE100 และเปิดการซื้อขายไฟฟ้าสะอาดโดยตรงในทุกเขตอุตสาหกรรมทั่วประเทศ ยกระดับโครงข่ายไฟฟ้าและระบบกักเก็บพลังงาน ตลอดจนเตรียมระบบจัดการซากเทคโนโลยีพลังงานสะอาด เช่น แผงโซลาร์และแบตเตอรี่

ทีดีอาร์ไอแนะ 6 นโยายที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรคำ

4. สร้างความสามารถในการแข่งขันในตลาดโลก

ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันจากสงครามการค้าโลกที่ทวีความรุนแรงขึ้น ซึ่งมีความเสี่ยงที่จะลดอัตราการเจริญเติบโตของเศรษฐกิจไทย หลังสหรัฐฯ ปรับขึ้นภาษีนำเข้า ในขณะเดียวกันการผลิตล้นเกินของจีนก็ทำให้เกิดการไหลทะลักของสินค้าราคาถูก และคุณภาพต่ำเข้ามาแย่งตลาดของผู้ประกอบการไทย และส่งกระทบต่อความปลอดภัยของผู้บริโภค เพื่อรับมือกับความท้าทายดังกล่าว รัฐบาลใหม่ควรดำเนินการดังนี้

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

เร่งบรรลุข้อตกลงการค้ากับสหรัฐฯ ภายในครึ่งแรกของปี 2569 โดยมุ่งรักษาอัตราภาษีเฉลี่ยที่สหรัฐฯ จัดเก็บจริง (average effective tariff rate) ต่อประเทศไทยไม่ให้สูงขึ้นจากระดับปัจจุบัน (ประมาณร้อยละ 16.5) โดยเพิ่มรายการสินค้าที่ได้รับการยกเว้นภาษีนำเข้า และวางหลักเกณฑ์สินค้าสวมสิทธิให้ชัดเจนเพื่อให้สินค้าที่ผลิตในไทยไม่ถูกจัดเก็บภาษีนำเข้าในระดับสูง

แสวงหาตลาดส่งออกใหม่เพื่อลดการพึ่งพิงตลาดสหรัฐฯ โดยเร่งสรุปการเจรจา FTA กับสหภาพยุโรปภายใน 1 ปี ตลอดจนเริ่มการทบทวนความตกลงหุ้นส่วนเศรษฐกิจไทย–ญี่ปุ่น (JTEPA) ให้รวมประเด็นการค้าและความร่วมมือใหม่ ๆ ที่จะเป็นประโยชน์ต่อทั้งสองฝ่าย

ใช้ข้อแลกเปลี่ยนจากการเจรจาการค้าในการขับเคลื่อนการปฏิรูปเศรษฐกิจไทย เช่น การเปิดเสรีการลงทุนในภาคบริการเพื่อแลกกับสิทธิประโยชน์ด้านการค้า ซึ่งจะช่วยดึงดูดการลงทุนจากต่างประเทศและเพิ่มการแข่งขันที่จะนำไปสู่การพัฒนาคุณภาพบริการของไทย

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ควรใช้มาตรฐานคุณภาพสินค้าเป็นเครื่องมือหลักในการรับมือกับสินค้าราคาถูกแต่มีคุณภาพต่ำจากต่างประเทศ ดังต่อไปนี้ให้เสร็จภายใน 1 ปี

เร่งยกระดับและปรับปรุงมาตรฐานด้านความปลอดภัยของสินค้าให้ทันสมัยและครอบคลุมมากขึ้น

กำหนดมาตรฐานด้านสิ่งแวดล้อมสำหรับการจัดซื้อจัดจ้างภาครัฐ เช่น การก่อสร้างที่ต้องใช้วัสดุก่อสร้างที่มีการปล่อยคาร์บอนต่ำ โดยอาจเริ่มต้นจากโครงการขนาดใหญ่

เพิ่มประสิทธิภาพการตรวจสอบสินค้าคุณภาพต่ำ โดยเน้นตรวจสินค้าจากประเทศที่มักไม่ผ่านมาตรฐาน พร้อมเพิ่มจำนวนเจ้าหน้าที่ให้เพียงพอ

เร่งออกกฎหมายที่กำหนดให้แพลตฟอร์มดิจิทัลมีหน้าที่ตรวจคัดกรอง และถอดสินค้าที่ไม่ได้มาตรฐานออกจากระบบ

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

ขยายการทำความตกลงการค้าเสรีกับประเทศคู่ค้าที่สำคัญที่ยังไม่มีความตกลงกัน เช่น สหราชอาณาจักร และแคนาดา

เร่งเตรียมการเข้าร่วมเป็นสมาชิก OECD โดยดำเนินการให้บรรลุเงื่อนไขการเป็นสมาชิกให้ได้มากที่สุด เพื่อช่วยเสริมความน่าเชื่อถือของประเทศ เพิ่มความสามารถในการดึงดูดการลงทุนและการเข้าถึงองค์ความรู้ในการปฏิรูปเศรษฐกิจ

ทั้งนี้ ในการเจรจาต่างๆ รัฐบาลควรปรึกษากับภาคเอกชนและประชาชนเพื่อประเมินผลกระทบอย่างรอบด้าน พร้อมจัดทำกลไกช่วยเหลือให้ผู้ประกอบการและประชาชนสามารถปรับตัวได้

ทีดีอาร์ไอแนะ 6 นโยายที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรคำ

5. จัดสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพสำหรับสังคมสูงวัย

ไทยกลายเป็นสังคมสูงวัยอย่างสมบูรณ์ (Complete Aged Society) แล้ว ทำให้มีคนวัยทำงานลดลง มีผู้สูงอายุที่มีโรคไม่ติดต่อเรื้อรังและเข้ารับการรักษาพยาบาลจำนวนมาก ตลอดจนมีผู้สูงอายุอยู่ในภาวะติดบ้าน ติดเตียง หรือเจ็บป่วยระยะท้ายเพิ่มขึ้น

แม้ปัญหาสวัสดิการด้านสังคมและสุขภาพผู้สูงวัยมักถูกมองเป็นปัญหาระยะยาว แต่หากไม่เร่งดำเนินการอย่างเหมาะสม จะเกิดความเสียหายทางเศรษฐกิจและสังคมในวงกว้าง รวมทั้งการสูญเสียแรงงานจำนวนมากจากการต้องดูแลผู้สูงอายุเพิ่มขึ้น การมีค่าใช้จ่ายในการรักษาพยาบาลในระดับสูงมาก และการที่สำนักงานประกันสังคมจะไม่มีเงินบำนาญชราภาพเหลือพอจ่ายให้แก่คนวัยทำงานที่มีอายุ 40 ปีในปัจจุบัน

รัฐบาลใหม่จึงควรพิจารณาดำเนินนโยบายเพื่อสนับสนุนให้เกิด (1) การดูแลระยะยาวที่บ้าน (Long-Term Care) ที่ดี ซึ่งจะลดโอกาสที่ผู้สูงอายุจะป่วยหนักจนต้องเข้าโรงพยาบาล และช่วยให้ลูกหลานวัยทำงานสามารถออกไปทำงานหารายได้ได้เต็มที่ (2) การดูแลแบบประคับประคองผู้เจ็บป่วยระยะท้าย (Palliative Care) ซึ่งช่วยลดภาระและความเครียดของครอบครัว

(3) การจ้างงานผู้ดูแลผู้สูงอายุ (Caregiver) ซึ่งจะให้เกิดการดูแลระยะยาวที่บ้าน และช่วยจ้างงานแรงงานทักษะน้อยที่อาจจะถูกแทนที่ด้วยเทคโนโลยี (4) การแยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ และ (5) การลดความเหลื่อมล้ำด้านการรักษาพยาบาลโดยเฉพาะผู้ป่วยในของทั้ง 3 สวัสดิการ (ข้าราชการ ประกันสังคม และบัตรทอง) โดยควรดำเนินการดังนี้

มาตรการที่ควรดำเนินการเร่งด่วนใน 1 ปี

ช่วยให้ผู้สูงอายุที่อยู่ในภาวะพึ่งพิงได้รับการดูแลระยะยาวที่บ้านที่ดี โดยปรับโรงเรียนขนาดเล็กให้เป็นศูนย์ day care สำหรับผู้สูงอายุ

ปรับอายุขั้นต่ำในการรับบำนาญเป็น 60 ปี เพื่อรักษาฐานะทางการเงินของสำนักงานประกันสังคม และเริ่มต้นกระบวนการยกร่างกฎหมายรองรับ โดยควรออกกฎหมายให้ได้ภายใน 2 ปี

จัดตั้งคณะทำงานเพื่อศึกษาต้นทุนการรักษาพยาบาลผู้ป่วย โดยควรสามารถประกาศอัตราการจ่ายค่ารักษาพยาบาลผู้ป่วยในให้สอดคล้องกันทั้ง 3 สวัสดิการใน 2 ปี

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จใน 4 ปี

มีบริการดูแลระยะยาวที่บ้านในทุกชุมชน ทำให้ผู้สูงอายุในภาวะพึ่งพิงเข้าถึงสิทธิได้ทุกคน

ให้ผู้ป่วยระยะสุดท้ายเข้าถึงสิทธิการดูแลแบบประคับประคองทุกคน

แยกกองทุนบำนาญชราภาพออกจากกองทุนประกันสังคม โดยให้มีการบริหารจัดการที่โปร่งใสและมีประสิทธิภาพ

ทั้งนี้นโยบายที่เสนอมาข้างต้นล้วนก่อให้เกิดประโยชน์สูง ในขณะที่ใช้งบประมาณไม่มาก และไม่ก่อให้เกิดปัญหาทางการคลัง โดยเฉพาะเมื่อมีการทำงานร่วมกับองค์กรปกครองส่วนท้องถิ่น (อปท.)

ทีดีอาร์ไอแนะ 6 นโยายที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรคำ

6. รักษาความยั่งยืนทางการคลัง

รัฐบาลที่ผ่าน ๆ มา ใช้นโยบายขาดดุลการคลังเฉลี่ยเกินร้อยละ 3 ของ GDP ต่อเนื่องมานับทศวรรษ โดยขาดดุลอย่างมากในช่วงเกิดวิกฤติต่าง ๆ และในช่วงที่ใช้นโยบายที่ขาดความรับผิดชอบทางการคลัง เช่น โครงการดิจิทัลวอลเล็ต รวมทั้งการใช้งบประมาณอย่างไม่คุ้มค่าในช่วงใกล้สิ้นปีงบประมาณ (งบล้างท่อ) ในขณะเดียวกัน ก็มีการลดภาษีสำคัญ ๆ หลายครั้งในช่วง 30 ปีที่ผ่านมา โดยไม่มีเหตุผลที่หนักแน่นพอ ทำให้เกิดปัญหาด้านรายรับ

เมื่อมองไปในอนาคตระยะยาว ประเทศไทยยังจะมีภาระทางการคลังเพิ่มขึ้นอีกมาก จากการต้องเพิ่มสวัสดิการผู้สูงอายุ การรักษาพยาบาล และการรับมือกับภัยพิบัติต่าง ๆ จากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ ซึ่งจะทำให้เริ่มมีปัญหาความยั่งยืนทางการคลัง ไม่ว่าจะเป็นสัดส่วนหนี้สาธารณะต่อ GDP ที่ปรับสูงขึ้นต่อเนื่องเกือบทุกปีตั้งแต่วิกฤติต้มยำกุ้ง และภาระหนี้ (เงินต้นและดอกเบี้ย) ต่อรายจ่ายงบประมาณ ที่สูงขึ้นเช่นกัน

หากรัฐบาลไทยในอนาคตยังขาด ‘วินัยทางการคลัง’ เช่นนี้ต่อไป ประเทศก็จะมีความเสี่ยงด้านการคลังที่สูงขึ้นอย่างรวดเร็วจนยากแก้ไข ดังเช่นที่สถาบันจัดอันดับเครดิตหลายแห่งได้แสดงความกังวล โดยหากรัฐบาลถูกลดอันดับเครดิต ธุรกิจทั้งหมดก็จะมีต้นทุนทางการเงินสูงขึ้นอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้

พรรคการเมืองต่าง ๆ จึงควรดำเนินการหาเสียงโดยตระหนักถึงปัญหานี้ และกำหนดนโยบายที่ใช้หาเสียงอย่างมี ‘ความรับผิดชอบ’ ทางการคลัง ไม่มุ่งใช้จ่ายที่เน้นกระตุ้นเศรษฐกิจระยะสั้นเพื่อสร้างคะแนนเสียงเพียงอย่างเดียว

นอกจากนี้ รัฐบาลใหม่ควรดำเนินมาตรการเร่งด่วนในระยะ 1 ปี ดังนี้

ยึดมั่นตามกรอบการคลังระยะปานกลาง (Medium-Term Fiscal Framework: MTFF) ที่กำหนดไว้อย่างเคร่งครัด เพื่อลดการขาดดุลการคลัง และควบคุมหนี้สาธารณะให้อยู่ในกรอบ

เปิดเผยข้อมูลด้านการคลังให้สาธารณะรับรู้ ทั้งภาระทางการคลังทั้งที่เกิดแล้วและหนี้สินที่อาจเกิดขึ้นได้ (contingent liability) จัดทำรายงานรายจ่ายภาษี (tax expenditure) ต่าง ๆ รวมทั้งรายจ่ายภาษีจากการส่งเสริมการลงทุน ตามมาตรฐานสากลทุกปี

ใช้จ่ายงบประมาณอย่างคุ้มค่าและจำเป็นเท่านั้น โดยให้สำนักงบประมาณปรับหลักเกณฑ์การคัดกรองคำของบประมาณตามหลักความคุ้มค่า ลดแรงจูงใจในการใช้งบล้างท่อ และจำกัดการใช้เงินนอกงบประมาณ

มาตรการที่ควรดำเนินการให้สำเร็จในระยะ 4 ปี ได้แก่

ริเริ่มทดลองระบบการจัดซื้อจัดจ้างที่เน้นความคุ้มค่า โดยคำนึงถึงคุณภาพของสินค้าและบริการจาก ด้านผลลัพธ์ (outcome) ไม่เน้นราคาต่ำสุดเพียงอย่างเดียว

เพิ่มรายได้ภาษีและรายรับอื่น ๆ ผ่านการขยายฐานและการปรับอัตราภาษี โดยควรให้ช่วยลดความเหลื่อมล้ำควบคู่ไปด้วย เช่น เพิ่มภาษีฐานทรัพย์สิน เช่น ภาษีกำไรจากการลงทุน

ปรับเพิ่มอัตราภาษีมูลค่าเพิ่มอย่างค่อยเป็นค่อยไป แต่มีกำหนดเวลาชัดเจน และมีการคืนภาษี (VAT tax rebate) เพื่อบรรเทาผลกระทบต่อผู้มีรายได้น้อย รวมทั้งนำรายได้ที่เพิ่มขึ้นมาช่วยผู้มีรายได้น้อยหรือกลุ่มเปราะบาง (political earmark)

เพิ่มความก้าวหน้า (progressivity) ให้แก่ภาษีเงินได้บุคคลธรรมดาผ่านการกำหนดค่าลดหย่อนให้เหมาะสม

ยกระดับสำนักงบประมาณประจำรัฐสภา (Parliamentary Budget Office: PBO) ให้มีความเป็นอิสระอย่างแท้จริง มีอำนาจเข้าถึงข้อมูลเทียบเท่าฝ่ายบริหาร และได้รับงบประมาณเพียงพอที่สามารถดึงดูดบุคคลากรที่มีความชำนาญสูง

ปรับแก้ พ.ร.บ. งบประมาณฯ เพื่อ

ให้รัฐบาลต้องจัดทำและส่ง Pre-Budget Statement ให้สภาอนุมัติทั้งด้านแผนรายจ่ายและแผนรายรับในภาพรวม ก่อนเริ่มวงจรการจัดทำงบประมาณ

ให้มีคณะกรรมาธิการสามัญที่ติดตามงบประมาณตลอดเวลาแทนคณะกรรมาธิการวิสามัญที่แต่งตั้งใหม่ทุกปี
ให้ประธานคณะอนุกรรมาธิการมาจากพรรคการเมืองที่แตกต่างจากรัฐมนตรีของกระทรวงที่พิจารณางบประมาณ

ยกระดับ พ.ร.บ. วินัยการเงินการคลัง โดย

ปรับองค์ประกอบของคณะกรรมการนโยบายการเงินการคลังของรัฐให้ไม่เป็นฝ่ายบริหารทั้งหมดดังเช่นปัจจุบัน

ให้มีการถ่วงดุลฝ่ายเลขานุการของคณะกรรมการ โดยให้สำนักงบประมาณประจำรัฐสภาทำหน้าที่ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง

ทีดีอาร์ไอแนะ 6 นโยายที่พรรคการเมืองและรัฐบาลใหม่ควรคำ

7. สรุปและการดำเนินการต่อไป

นโยบายทั้ง 6 ด้านที่นำเสนอนั้นล้วนมีความจำเป็นเร่งด่วนต่อประเทศ แม้บางนโยบายจะดำเนินการได้ไม่ง่ายในทางการเมือง แต่หากไม่เริ่มดำเนินการเลย ปัญหาของประเทศก็จะพอกพูนและแก้ไขได้ยากขึ้นเรื่อยๆ ในขณะเดียวกันหลายนโยบายก็น่าจะสามารถใช้ในการหาเสียงเลือกตั้งของพรรคการเมืองได้ เพราะเป็นประโยชน์ต่อประชาชนกลุ่มต่างๆ โดยตรง

ทั้งนี้เมื่อพรรคการเมืองได้จัดทำนโยบายที่ใช้หาเสียงเลือกตั้งส่งให้แก่ กกต. แล้ว คณะผู้วิจัยของทีดีอาร์ไอก็จะวิเคราะห์และตั้งข้อสังเกตต่อต้นทุนทางการเงินของนโยบายและที่มาของเงินที่จะใช้ ตามที่เคยได้จัดทำในการเลือกตั้งเมื่อปี 2566 ที่ผ่านมา

ดูบทความต้นฉบับ-คณะผู้วิจัย 

แท็กที่เกี่ยวข้อง

ทีดีอาร์ไอ เลือกตั้ง 2569