Skip to content

ศาลอาญารับฟ้อง เบน สมิธ ฟ้อง “รังสิมันต์ โรม” หมิ่นเป็นสแกมเมอร์

12 ม.ค. 2569 | 16:04น.
ศาลอาญารับฟ้อง เบน สมิธ ฟ้อง “รังสิมันต์ โรม” หมิ่นเป็นสแกมเมอร์

ศาลอาญารับฟ้อง เบน สมิธ ฟ้อง “รังสิมันต์ โรม” หมิ่นประมาทว่าเป็นสแกมเมอร์ นัดคู่ความ 2 ฝ่าย 23 กุมภาพันธ์นี้

มติชน รายงานว่า นายวิฑูรย์ เก่งงาน ทนายความของเบน สมิธ เผยแพร่คลิปวิดีโอบนเฟซบุ๊ก ระบุว่าศาลอาญารับพิจารณาคดีดังกล่าวแล้ว พร้อมทั้งฝากนักการเมืองอย่านำมาใช้เป็นเครื่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีใคร

นายวิฑูรย์ระบุว่า สิ่งที่นายรังสิมันต์ โรม อภิปรายในสภา ว่านายเบน สมิธ เป็นสแกมเมอร์ระดับแมมมอธนั้น เป็นการใส่ร้ายนายเบนสมิธ ซึ่งทนายที่ทำคดีนี้ แจ้งมาว่าศาลอาญารับคดีนี้ไว้พิจารณาแล้ว เท่ากับว่าคดีนี้มีมูลว่าคุณรังสิมันต์ หมิ่นประมาทจริง ใส่ร้ายจริง จึงขอฝากนักการเมืองทุกพรรคจะหาเสียงก็หาเสียงไป แต่อย่าเอาคุณเบน สมิธ เป็นเครี่องมือทางการเมืองเพื่อโจมตีพรรค หรือบุคคลใดก็ตามแต่ เพราะเสียหายจริง และคุณเบนสมิธดำเนินคดีจริง ๆ

มติชน รายงานในเวลาต่อมาว่า ที่ศาลอาญา ถนนรัชดาภิเษก ศาลนัดฟังคำสั่งชั้นไต่สวนมูลฟ้อง คดีที่นายเบนจามิน เมาเออร์เบอร์เกอร์ หรือเบน สมิธ เป็นโจทก์ฟ้องนายรังสิมันต์ โรม อดีต สส.บัญชีรายชื่อพรรคประชาชน (ปชน.) ในข้อหาหมิ่นประมาทโดยการโฆษณา จากกรณีที่นายรังสิมันต์อภิปรายพาดพิงว่าเป็นสแกมเมอร์

ศาลเห็นว่าเมื่อพิจารณาตามข้อความในเอกสารหมาย จ.4 ถึง จ.11 และวัตถุพยานหมาย วจ.1 ซึ่งเป็นการอภิปรายการโพสต์ข้อความภาพถ่ายและคลิปวิดีโอลงในแอปพลิเคชั่น Facebook บุคคลทั่วไปสามารถเข้าถึงข้อความ ภาพถ่าย และคลิปวิดีโอของจำเลย

เมื่อบุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สามได้เห็นข้อความแล้วอาจทำให้บุคคลทั่วไปหรือบุคคลที่สามเข้าใจว่าโจทก์มีพฤติกรรมเป็นบุคคล หรือผู้ที่มีบทบาทหน้าที่ในกลุ่มคนที่ใช้อุบายหลอกลวงผู้อื่น เพื่อได้มาซึ่งทรัพย์สินหรือประโยชน์อื่นใดในทางที่ไม่ชอบ มีพฤติกรรมโอน รับโอน หรือเปลี่ยนสภาพทรัพย์สินที่เกี่ยวข้องกับการกระทำความผิด อันเป็นความผิดฐานฟอกเงินและเป็นการประกอบธุรกิจผิดกฎหมาย

คำกล่าวอภิปรายและการกระทำของจำเลยตามฟ้องมีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์ต่อบุคคลที่สาม โดยการโฆษณาในประการที่ทำให้โจทก์นั้นเสียชื่อเสียง ถูกดูหมิ่น หรือถูกเกลียดชัง แม้จำเลยกล่าวและโพสต์ข้อความภาพถ่ายและคลิปวิดีโอในขณะที่จำเลยปฏิบัติหน้าที่เป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร แต่ถ้อยคำที่จำเลยกล่าวในที่ประชุมไปปรากฏนอกบริเวณรัฐสภาผ่านทางวิทยุกระจายเสียงหรือวิทยุโทรทัศน์ และการกล่าวด้วยถ้อยคำนั้นมีลักษณะเป็นความผิดทางอาญา ละเมิดสิทธิในทางแพ่งของบุคคลอื่น

โจทก์จึงเป็นบุคคลภายนอกย่อมมิใช่สมาชิกแห่งรัฐสภานั้น ไม่มีโอกาสชี้แจงอภิปรายโต้แย้งจำเลย จึงได้รับเอกสิทธิ์คุ้มครองตามรัฐธรรมนูญแห่งราชอาณาจักรไทย พ.ศ. 2560 มาตรา 124

ส่วนการที่จำเลยแถลงอีกว่า การกระทำของจำเลยได้รับการยกเว้นความผิดหรือยกเว้นโทษจากความผิด หรือยกเว้นโทษตามบทกฎหมายมาตราดังกล่าวจะต้องเป็นการแสดงความเห็น หรือข้อความโดยสุจริต แต่การอภิปรายของจำเลยเป็นการกล่าวในที่ประชุมรัฐสภา ในวาระการแสดงนโยบายของรัฐบาล

ซึ่งแม้จำเลยในฐานะสมาชิกสภาผู้แทนราษฎรจะมีสิทธิอภิปรายซักถามแนวทางการดำเนินการตามนโยบายและเนื้อหาเกี่ยวข้องกับนโยบายนั้น แต่เมื่อการกระทำของจำเลยมีลักษณะเป็นการใส่ความโจทก์โดยที่ยังไม่ปรากฏหลักฐานที่แน่ชัด และไม่ได้รับการพิสูจน์ความผิดในขณะนั้น ว่าโจทก์เป็นตัวการร่วมการกระทำความผิดเป็นสแกมเมอร์ร่วมกันฟอกเงินและประกอบธุรกิจผิดกฎหมายโดยไม่เกี่ยวข้องกับนโยบายของรัฐบาล ในชั้นนี้เห็นว่าคดีของโจทก์มีมูลตามประมวลกฎหมายอาญามาตรา 328 ให้ประทับรับฟ้องพิจารณา

โดยศาลนัดพร้อมคู่ความทั้ง 2 ฝ่ายวันที่ 23 กุมภาพันธ์ 2569 เวลา 09.00 น.

แท็กที่เกี่ยวข้อง

รังสิมันต์ โรม ศาลอาญา