สัมภาษณ์พิเศษ
เบื้องหลังโชว์สุดตระการตามีองค์ประกอบมากมาย แต่ถ้าเป็นเรื่อง “แสง-สี-เสียง” และการให้บริการงานโปรดักชั่น (Production Solution Provider) ครบวงจรด้วยเทคโนโลยีที่ล้ำสมัยไม่น้อยหน้าใคร
จะต้องมีชื่อ “L&E Beyond” รวมอยู่ด้วย
โดยอยู่เบื้องหลังความบันเทิงของรายการดัง และอีเวนต์สุดปังนับไม่ถ้วน อาทิ รายการในตระกูลเดอะวอยซ์ เช่น The Voice Thailand 2024, The Voice Pride, The Voice All Stars, ซีรีส์ อย่า กลับ บ้าน ของ Netflix และอีเวนต์ KAWS : Holiday Bangkok ที่สนามหลวง เป็นต้น
“ประชาชาติธุรกิจ” มีโอกาสพูดคุยกับ “แอมป์-อโรชา กิตติวิทยากุล” ประธานเจ้าหน้าที่ธุรกิจ L&E Beyond บมจ.ไลท์ติ้ง แอนด์ อีควิปเมนท์ หรือ “L&E”
หลากหลายแง่มุม ตั้งแต่การบุกเบิกกลุ่มธุรกิจใหม่ เพื่อสร้าง New S-Curve และการต่อยอดสู่ Virtual Production ที่เป็นเรื่องใหม่ในประเทศไทย
จุดเริ่มต้น L&E Beyond
“อโรชา” เล่าว่า หลังทำงานด้านอีเวนต์มาได้ประมาณ 4 ปี ก็ตัดสินใจกลับมาช่วยธุรกิจครอบครัว เริ่มจากทีมเล็ก ๆ ดูแลงานในส่วน “Stage & Studio” ที่มีเรื่องของระบบไฟเวที และห้องประชุม เพราะงานส่วนใหญ่ของบริษัทเดิมจะเป็นการวางระบบแสงสว่างภายในอาคาร
และจุดเปลี่ยนสำคัญที่ทำให้ทีมเล็ก ๆ กลายมาเป็นกลุ่มธุรกิจใหม่ของบริษัท เริ่มในช่วงการระบาดของ “โควิด-19” ที่ไม่สามารถจัดอีเวนต์ได้ ผลักดันให้ทีมงานได้เรียนรู้สิ่งใหม่ ๆ โดยเฉพาะการนำเทคโนโลยี XR (Extended Reality) เข้ามาใช้ในการออกแบบเวทีเสมือน (Virtual Stage)



“ช่วงนั้น พี่โอม Cocktail จะทำสตูดิโอที่ช่างชุ่ยพอดี แอมป์เลยขอเอาอุปกรณ์ไปติดตั้ง แล้วลองเทสต์ระบบจอ ไฟ และโปรแกรมต่าง ๆ ลงทุนไปกว่า 10 ล้านบาท ปรากฏว่าได้รับการตอบรับจากผู้จัดอีเวนต์ในกลุ่มงานแสดงดีมาก เพราะเราใช้จอ LED และไฟคุณภาพสูง ทำให้เงาตกกระทบเป็นธรรมชาติ ตัวคนไม่ลอยออกมาจากพื้นหลัง”
ตัวอย่างศิลปินที่เคยแสดงบน Virtual Stage ที่สตูดิโอช่างชุ่ย เช่น แจ็คสัน หวัง (Jackson Wang) ที่มาโปรโมตเพลงและอัลบั้มในรายการ The Voice All Stars เมื่อปี 2022 ที่ผ่านมา
ต่อยอด Virtual Production
ความสำเร็จจากการทำ Virtual Stage โดยใช้เทคโนโลยี XR จึงตัดสินใจตั้งทีม “L&E Beyond” ในปี 2022 เพื่อลุยธุรกิจด้านความบันเทิงอย่างเต็มที่ หลังโควิด-19 ธุรกิจบันเทิงมีโอกาสฟื้นตัวต่อเนื่องสังเกตได้จากความต้องการใช้งานระบบไฟ โดยลงทุนเกี่ยวกับ “Virtual Production” ต่ออีก 50 ล้านบาท เช่าพื้นที่ย่านอ่อนนุช สร้างสตูดิโอที่มีชื่อว่า “Studio X Beyond” เพื่อรองรับงานที่สเกลใหญ่ขึ้น เช่น การถ่ายทำ MV ซีรีส์ และภาพยนตร์
“เชื่อว่าจะเป็นโมเดลธุรกิจที่สร้างรายได้ที่ยั่งยืนกว่าเดิม โชคดีที่เราได้เจอกับพาร์ตเนอร์อย่าง ‘Moonji’ ที่มีประสบการณ์การทำงานระดับ ‘World Class’ ทำให้มุมมองการผลิตผลงานไปไกลกว่าแค่การขายในประเทศ โดยเขาจะดูแลงานด้านครีเอทีฟ การผลิตคอนเทนต์ และการขายกับลูกค้าต่างชาติ ส่วน L&E Beyond ดูแลเรื่องอุปกรณ์และเวิร์กโฟลว์ต่าง ๆ ในการทำงาน ซึ่งต้องขอบคุณบอร์ดบริษัทที่เชื่อในความคิดของเรา อนุมัติงบฯให้ใช้ลงทุนต่อ รวมถึงขอบคุณความบังเอิญที่ทำให้เจอพาร์ตเนอร์ที่มีประสบการณ์ จริง ๆ เขาเตรียมจะมาเกษียณที่ไทย แต่เห็นโอกาสว่ายังมีอะไรให้ทำอีกเยอะ จึงตัดสินใจทำงานร่วมกันต่อ”
“อโรชา” บอกด้วยว่า สัดส่วนงานของ Studio X Beyond มาจากลูกค้าไทยและต่างชาติอย่างละครึ่ง แต่ในแง่ของรายได้มาจากลูกค้าต่างชาติมากกว่า เช่น แคนาดา เยอรมนี และสิงคโปร์ ที่ทำงานโฆษณาด้วยกันแล้วหลายชิ้น ส่งผลให้การพัฒนาสตูดิโอต้องยึดมาตรฐานแบบ World Class เป็นหลัก เพื่อให้ลูกค้ารู้สึกว่ามาแต่ตัวก็ทำงานกับอุปกรณ์และสภาพแวดล้อมที่คุ้นเคย
“สตูดิโอเปิดอย่างเป็นทางการเมื่อปี 2024 โดยช่วง 1 ปีที่ผ่านมา ทำไปกว่า 60 งาน จุดแข็งของสตูดิโอเรา คือพร้อมตลอดเวลา ถ้าลูกค้าโทร.มาขอใช้ ทีมเข้าไปเซตอัพตามคิวได้เลย ส่วนแผนในปี 2026 ตั้งใจย้ายสตูดิโอไปยังสถานที่ของคอร์ปอเรตรายหนึ่ง เชื่อว่าเป็นการตัดสินใจที่จะทำให้ธุรกิจโตขึ้นจากเงินทุนที่เข้ามา และโอกาสในการหางานที่หลากหลาย”


บุกเบิก Virtual Production
“อโรชา” ยกตัวอย่างผลงานที่ถ่ายทำโดยใช้เทคนิค Virtual Production เช่น MV เพลง Harmonica Sundown ของ Max Jenmana & Venn ผลงานชิ้นแรก ๆ ที่ทำให้สตูดิโอเป็นที่รู้จัก, MV เพลง Magic Car ของเกิร์ลกรุ๊ปวง PiXXiE, โฆษณาครีมอาบน้ำ BeNice และซีรีส์ “อย่ากลับบ้าน” บนเน็ตฟลิกซ์ (Netflix) เป็นต้น
“ข้อดีของการถ่ายทำแบบ Virtual Production คือช่วยเพิ่มความสะดวก และประหยัดเวลาในการถ่ายทำ จากที่ต้องออกกองเป็นสัปดาห์ ก็เหลือเพียงไม่กี่วัน จากที่ต้องใช้คนหลักร้อยก็เหลือเพียง 30-50 คน เช่น ฉากขับรถในซีรีส์ อย่ากลับบ้าน ถ้าไปโลเกชั่นจริงอาจต้องใช้เวลา 1 สัปดาห์ และฉากกลางคืนต้องถ่ายแค่ตอนกลางคืน แต่พอถ่ายแบบ Virtual 100% ก็ใช้คิวนักแสดงแค่ 1-2 วัน ถ่ายตอน 11 โมง แต่เซตฉากให้เป็น 1 ทุ่มได้ นักแสดงแฮปปี้มาก เพราะสามารถไปรับงานอื่น ๆ ต่อได้ด้วย”
อย่างไรก็ตาม “อโรชา” ยอมรับว่า ต้นทุนในแง่ “ตัวเงิน” ของการถ่ายทำแบบ Virtual Production อาจยังไม่ต่างกับการถ่ายทำแบบดั้งเดิมนัก เพราะเทคโนโลยีมีต้นทุนสูง ทำให้ต้องใช้เงินหลักล้านบาท และบางฉากที่ต้องการความละเอียดสูง ๆ ต้องปั้น 3D ขึ้นมาใหม่ ทำให้ต้องเตรียมงานหลังบ้านค่อนข้างนาน
“Virtual Production เป็นอะไรที่ใหม่มาก ๆ กับวงการคอนเทนต์ไทย ทีมผู้กำกับ หรือผู้ผลิตคอนเทนต์ในไทยบางส่วนยังไม่เข้าใจวิธีการทำงาน เช่น สไตล์ภาพที่ได้ หรือการปั้นซีนเบื้องหลัง ซึ่งเราก็พยายามสื่อสาร และหาทางออกร่วมกันเพื่อให้งานออกมาดีที่สุด”
จับเทรนด์ “Architainment”
สำหรับธุรกิจของ L&E Beyond ปัจจุบันแบ่งเป็น 4 กลุ่ม ได้แก่ 1.Product ผลิตภัณฑ์หลอดไฟที่ใช้ในธุรกิจความบันเทิง ซึ่งเป็นส่วนที่ต่อยอดมาจากธุรกิจดั้งเดิมของ L&E 2.Rent การให้เช่าอุปกรณ์
3.Production การออกแบบโปรดักชั่นให้กับอีเวนต์หรือรายการต่าง ๆ เช่น The Voice และ Thailand Music Countdown เพื่อเป็นตัวอย่างว่าสินค้าของ L&E ใช้งานจริงแล้วเป็นอย่างไร และ 4.Studio สำหรับถ่ายทำคอนเทนต์ต่าง ๆ โดยรายได้หลักกว่า 50% ยังอยู่ในกลุ่มของ Rent และ Production
และในปี 2026 ตั้งใจเปิดตัวไลน์อัพผลิตภัณฑ์ใหม่ พร้อมทำการตลาดเชิงรุกมากขึ้น โดยใช้จุดแข็งเรื่องการสร้าง “สตอรี่” ในการเข้าถึงลูกค้า จัดงานสัมมนาให้ความรู้ และไม่เล่นเกมสงครามราคา แม้จะมีคู่แข่งจากจีนหั่นราคาลงมากกว่า 50% เพราะเป็นเกมที่เล่นแล้วเหนื่อย มีแต่จะเจ็บตัว รวมถึงจับเทรนด์ “Architainment” หรือการใช้ไฟในงานสถาปัตยกรรม โดยชู “โคมลายน้ำ” ที่เป็น Champion Product ในการเข้าถึงลูกค้ากลุ่มนี้ ซึ่งก็คือ Lighting Designer และ Interior Designer ที่ต้องใช้ไฟเป็นองค์ประกอบในการสร้างสรรค์ผลงาน
“ยอมรับว่าสินค้า L&E แพงจริง แต่หลายคนบอกว่าเวลาเห็นกล่องของ L&E แล้วอุ่นใจ สะท้อนว่าลูกค้าเชื่อมั่นในแบรนด์สูงมาก แอมป์จะต่อยอดจากสิ่งนี้เป็นเกมใหม่ที่ต่างจากคู่แข่งและอยู่ในตลาดที่คนเชื่อมั่น หรือเห็นคุณค่าในผลงานของเราจริง ๆ”
เพื่อน “คู่คิด” คนทำอีเวนต์
เมื่อถามถึงเป้าหมายของ L&E Beyond “อโรชา” บอกว่า ในแง่ธุรกิจต้องการให้ L&E Beyond มีสัดส่วนรายได้ในบริษัทใหญ่ราว 10% ช่วง 5 ปีข้างหน้า ซึ่งปัจจุบันยังมีสัดส่วนเล็กมากไม่ถึง 5% แต่ก็พยายามรักษาระดับการเติบโตทุกปี โดยปี 2025 คาดว่าจะมีการเติบโตจากปีก่อนหน้า 30% เพราะมีปัจจัยจากภาวะเศรษฐกิจที่ชะลอตัว
และคาดว่าในปีนี้ หลังย้ายสตูดิโอตามแผนที่ตั้งใจไว้จะได้งานมากขึ้น และเมื่อผลิตภัณฑ์ใหม่พร้อมวางจำหน่ายก็จะเริ่มทำตลาดในต่างประเทศโดยใช้เครือข่ายของ L&E ในแถบเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เช่น เวียดนาม มาเลเซีย และฟิลิปปินส์ เป็นต้น
และในฝั่งของธุรกิจ Production ตั้งใจที่จะพัฒนาคอนเทนต์ หรือ IP ของตนเอง เพื่อเพิ่มโชว์เคสด้านความบันเทิงในพอร์ต โดยต่อยอดจากสตูดิโอที่มีอยู่แล้ว และการทำตลาดแบบ “Customization” มากขึ้น ดูว่าครีเอเตอร์แต่ละกลุ่มต้องการอะไร แล้วนำผลิตภัณฑ์ไปเสิร์ฟอย่างถูกจุด เช่น กลุ่มถ่ายคอนเทนต์ในบ้านต้องการไฟแบบไหนหรือในวันที่เขาโตขึ้น ต้องการโปรดักชั่นคุณภาพสูง ก็มีสตูดิโอของ L&E Beyond รองรับอยู่เช่นกัน
“เป้าหมายอื่น ๆ ที่อยู่เหนือเรื่องของการทำธุรกิจ คือการเป็นเพื่อนคู่คิดธุรกิจบันเทิงครบวงจร และสำหรับคนทำอีเวนต์ ตั้งแต่ที่พวกเขาฝัน และทำให้มันเกิดขึ้นจริงได้ด้วย หรือวันไหนที่เขาตั้งใจจะทำสิ่งที่แตกต่าง อยากให้นึกถึงเราเป็นคนแรก”