Skip to content

ราคา-ระยะทาง bZ4X โตโยต้า ขึ้นแชมป์ขายอีวีในญี่ปุ่น

14 ม.ค. 2569 | 19:17น.
ราคา-ระยะทาง bZ4X โตโยต้า ขึ้นแชมป์ขายอีวีในญี่ปุ่น
คอลัมน์ : ออโต เวิลด์ไวด์

ไตรมาสสุดท้ายของปี 2568 ที่ผ่านมา โตโยต้า มอเตอร์ สามารถขึ้นครองอันดับหนึ่งด้านยอดขายรถอีวีในตลาดญี่ปุ่น ขณะที่นิสสัน มอเตอร์ ตกไปอยู่อันดับที่ 2 หลังจากครองอันดับหนึ่งมายาวนานกว่า 15 ปี

ช่วงเดือนตุลาคม-ธันวาคม 2568 โตโยต้าทุบสถิติ มียอดขายอีวีรวมเพิ่มขึ้น 13 เท่า เมื่อเทียบกับช่วงเวลาเดียวกันของปีก่อนหน้า โดยสามารถขายรถได้ 3,684 คัน นับเป็นสถิติรายไตรมาสที่สูงที่สุดของบริษัท ได้รับแรงหนุนจากการเปิดตัว Toyota bZ4X รุ่นไมเนอร์เชนจ์ เมื่อเดือนตุลาคมที่ผ่านมา

ไตรมาสสี่ของปี 2568 รถยนต์ไฟฟ้า (BEV) อย่าง Toyota bZ4X สามารถขายได้ถึง 3,448 คัน เพิ่มขึ้น 22 เท่าเมื่อเทียบกับปีก่อนหน้า และคิดเป็นประมาณ 8.6% ของยอดจดทะเบียนรถ BEV ที่ไม่ใช่รถยนต์ K-Car ทั้งปี 2568

ด้วยจุดเด่นคือ ราคาที่ถูกและระยะทางวิ่งที่ไกล โดยเปิดตัวในญี่ปุ่นที่ 4.8 ล้านเยน (ราว 1 ล้านบาท) มีระยะทางการวิ่งสูงสุด 746 กิโลเมตรต่อการชาร์จหนึ่งครั้ง หรือเพิ่มขึ้นราว 25% จากรุ่นก่อนปรับปรุง ทำให้กลายเป็นรถอีวีสัญชาติญี่ปุ่นที่วิ่งได้ไกลที่สุดในขณะนี้ นอกจากนี้ บริษัทยังออกโปรโมชั่นชาร์จฟรี 1 ปีสำหรับรุ่น bZ4X ซึ่งช่วยดึงดูดผู้ซื้อได้เป็นอย่างดี

ส่วนยอดขายรถอีวีของนิสสันลดลง 56% เมื่อเทียบกับไตรมาสที่ 4 ในปีก่อนหน้า โดยสามารถขายได้ 2,857 คัน รุ่นอีวีเรือธงของบริษัทอย่างนิสสัน ซากุระ ทำผลงานได้ต่ำกว่าที่คาดไว้ มียอดขายอยู่ที่ 1,895 คัน อีกทั้งไม่มีการเปิดตัวรถรุ่นใหม่มาประมาณ 3 ปี ทำให้บริษัทตกจากอันดับในตลาดญี่ปุ่น

ฝั่ง ฮอนด้า มอเตอร์ ทำยอดขายรายไตรมาสสูงสุดเป็นประวัติการณ์ด้วยจำนวน 2,732 คัน เพิ่มขึ้นถึง 195 เท่าเมื่อเทียบกับปีที่แล้ว โดยรถ BEV ขนาดเล็ก Honda N-ONE e: ทำยอดขายได้ดีกว่า นิสสัน ซากุระ

อย่างไรก็ตาม รถอีวีคิดสัดส่วนเป็นเพียง 1.9% ของรถยนต์มือหนึ่งทั้งหมดที่ขายในประเทศญี่ปุ่น ซึ่งต่ำที่สุดในกลุ่มประเทศเศรษฐกิจที่พัฒนาแล้ว แต่ด้วยรถยนต์หลายรุ่นที่จะเปิดตัวในญี่ปุ่นในปี 2569 นี้ โดยเฉพาะจากผู้ผลิตในประเทศเอง จะเป็นบททดสอบความพร้อมในการยอมรับตลาดรถอีวีของญี่ปุ่น

ล่าสุดรัฐบาลญี่ปุ่นตัดสินใจเพิ่มเงินอุดหนุนรถอีวี ซึ่งผู้ซื้อจะได้รับส่วนลดสูงสุดถึง 1.3 ล้านเยน (ราว 2.5 แสนบาท) จากเดิมที่เพดานในการอุดหนุนอยู่ที่ 9 แสนเยน (ราว 180,000 บาท) มีผลบังคับใช้แล้วในเดือนมกราคม 2569