“กาแฟ” ยอดบริโภคพุ่งแตะ 100,000 ตันต่อปี ภาคใต้เปิดราคาโค้งแรกปี 2569 ราคา 122 บาทต่อกิโลกรัม กระแสขาขึ้นดันปลูกเพิ่มอีก 1 ล้านต้น จากปี 2568 ที่เพิ่มไปแล้วกว่า 1 ล้านต้น ดันตลาดกาแฟเงินสะพัดเพิ่มกว่า 18,000 ล้านบาท
นายนัด ดวงใส อนุกรรมการพืชกาแฟ กรมวิชาการการเกษตร กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ และที่ปรึกษาชุมนุมสหกรณ์การเกษตรแห่งประเทศไทย จำกัด (ชสท.) เปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ตลาดกาแฟไทยปรับตัวดีขึ้นตั้งแต่ฤดูกาลผลิตปี 2566 จากราคา 80 บาทต่อกิโลกรัม และปรับตัวต่อเนื่องจนถึงในฤดูผลิต 2568/2569 กาแฟโรบัสต้าเปิดตลาดที่ 122 บาทต่อกิโลกรัม ขณะที่กาแฟอราบิก้า เปิดราคาสูงมากถึง 270 บาทต่อกิโลกรัม
สำหรับฤดูการผลิตปี 2567/2568 ราคาได้ปรับตัวสูงสุดถึง 205 บาทต่อกิโลกรัม และจนถึงในฤดู 2568/2569 ซึ่งขณะนี้มีการเปิดราคาแรกของกาแฟโรบัสต้า 122 บาทต่อกิโลกรัม ส่วนกาแฟอราบิก้าราคาเปิดเพิ่มขึ้นกว่า 30-50 บาทต่อกิโลกรัม อยู่ที่ราคา 250-270 บาทต่อกิโลกรัม

นายนัดกล่าวต่อว่า กาแฟภาคใต้เป็นพันธุ์โรบัสต้า จะออกสู่ตลาดพร้อมกันปริมาณมากในช่วงต้นเดือนมกราคม ซึ่งจะไปสิ้นสุดฤดูประมาณเดือนมีนาคม 2569 ส่วนกาแฟอราบิก้า ซึ่งส่วนใหญ่จะปลูกทางภาคเหนือ จะออกผลผลิตก่อนตั้งแต่เดือนพฤศจิกายน 2568 ปัจจัยที่ทำให้ราคากาแฟปรับตัวและมีเสถียรภาพ มาจากความต้องการของผู้บริโภคที่ได้ขยายตัวอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่พื้นที่ปลูกกาแฟเดิมมีปริมาณน้อยลงตามลำดับ เนื่องจากมีการโค่นต้นกาแฟลงทุนปลูกพืชชนิดอื่นแทน
โดยเฉพาะทุเรียนที่เคยมีราคาดีในขณะนั้น นอกจากนี้ เกษตรกรบางส่วนยังหันปลูกปาล์มน้ำมัน ส่งผลให้ช่วงที่ผ่านมา ประเทศไทยต้องนำเข้ากาแฟจากต่างประเทศประมาณ 60,000-80,000 ตันต่อปี เพื่อให้เพียงพอต่อความต้องการของตลาด อย่างไรก็ตาม ในปี 2568 มีการนำเข้ากาแฟเพิ่มขึ้นประมาณ 100,000 ตันจากกาแฟทุกประเภท จึงทำให้ภาครัฐและเอกชนมีการส่งเสริมการลงทุนปลูกกาแฟเป็นพืชเชิงซ้อนหรือปลูกผสมผสานกับพืชอื่น ๆ ทั้งทุเรียน มังคุด เงาะ ลองกอง และยางพารา
ทั้งนี้ ปัจจุบันพบว่าต้นทุเรียนเผชิญปัญหาโรคระบาด ปัญหาอุทกภัยและมรสุมฝนตกที่มีความรุนแรงสูงขึ้นทุกปี ทำให้ต้นทุเรียนได้รับความเสียหายอย่างมาก นอกจากนี้ในปี 2568 ที่ผ่านมา เกษตรกรเผชิญปัญหาราคาทุเรียนปรับตัวลง ทำให้ไม่มีแรงจูงใจในการปลูก
ขณะเดียวกันต้นทุนการปลูกยังสูงมาก ส่งผลให้แนวโน้มการปลุกทุเรียนลดลงจากการหันปลูกกาแฟแทน โดยในปี 2568 มีการลงทุนปลูกกาแฟเพิ่มขึ้นกว่า 1 ล้านต้น และในปี 2569 คาดว่าจะมีการปลูกเพิ่มขึ้นอีกประมาณ 1 ล้านต้น โดยราคาต้นกล้ากาแฟราคาปี 2567 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 10-15 บาทต่อต้น และในปี 2568 ราคาเฉลี่ยอยู่ที่ 10 บาทต่อต้น ทั้งนี้ ขึ้นอยู่กับขนาดและพันธุ์ของกาแฟ

ความต้องการกาแฟขยายตัวไปตามการขยายตัวของผู้บริโภคที่มีแนวโน้มเพิ่มมากขึ้น ซึ่งมีปัจจัยสำคัญมาจากขยายตัวของร้านกาแฟส่งผลให้การบริโภคกาแฟได้รับความนิยมมากขึ้น โดยร้านเครื่องดื่มขนาดเล็กริมถนนยังมีการปรับตัวทันสมัยมากขึ้น บางร้านมียอดขายวันละ 200-300 แก้ว ทั้งการขายผ่านหน้าร้านและการขายผ่านช่องทางดีลิเวอรี่
โดยประเมินว่าตลาดกาแฟจะสร้างเงินหมุนเวียนเพิ่มไม่ต่ำกว่า 18,000 ล้านบาทต่อปี ขณะที่ข้อมูลจากกรมพัฒนาธุรกิจการค้า ระบุว่าในปีที่ผ่านมา “อุตสาหกรรมกาแฟไทย” ขยายตัวต่อเนื่อง สอดรับกับกระแสตลาดโลกที่เติบโตอย่างแข็งแกร่ง คนไทยมีการบริโภคกาแฟเพิ่มขึ้นมากกว่า 340 แก้วต่อคนต่อปี ส่งผลให้มูลค่าตลาดในประเทศแตะระดับ 65,000 ล้านบาท เพิ่มขึ้นจากปีก่อนหน้า 8.33% ขณะเดียวกัน การจัดตั้งธุรกิจใหม่ในช่วงครึ่งปีแรกของปี 2568 เพิ่มขึ้นถึง 8.92% สะท้อนความนิยมของผู้บริโภค และตลาดยังเปิดกว้าง
ขณะที่แหล่งข่าวจากกลุ่มการตลาดสินค้าเกษตร เปิดเผยว่า การส่งเสริมการปลูกกาแฟ การยางแห่งประเทศไทย (กยท.) มีโครงการอารยะเกษตรปลูกพืชร่วมยางเป็นการปลูกแบบผสมผสานระหว่างยางพาราร่วมกับพืชชนิดอื่น โดยเฉพาะกาแฟ โดยในปี 2569 กยท.จะมีแผนการส่งเสริมปลูกทั่วประเทศ ไม่ต่ำกว่า 10,000 ไร่ ใช้อัตราการปลูกกาแฟกว่า 40-70 ต้นต่อไร่ และบางกลุ่มในเครือข่ายจะมีการปลูกกว่า 400,000 ต้น ซึ่งเมื่อร่วมกับกลุ่มต่าง ๆ จะมีการปลูกไม่ต่ำกว่า 1 ล้านต้น