Skip to content

เปิดอาณาจักร Ant International ผู้อยู่เบื้องหลังระบบชำระเงิน “Alipay+”

16 ม.ค. 2569 | 17:30น.
เปิดอาณาจักร Ant International ผู้อยู่เบื้องหลังระบบชำระเงิน “Alipay+”

ความก้าวหน้าของเทคโนโลยีทางการเงิน และการขยายตัวของการชำระเงินข้ามพรมแดน (Cross-Border Payment) ในตลาดเกิดใหม่ (Emerging Markets) ไม่ว่าจะเป็นเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ เอเชียใต้ ตะวันออกกลาง และละตินอเมริกา มีผู้เล่นรายสำคัญอย่าง “แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล” (Ant International) ขับเคลื่อนอยู่เบื้องหลัง

แม้แรกเริ่มจะเป็นเพียงกลุ่มธุรกิจระหว่างประเทศของ Ant Group ผู้ให้บริการแอปพลิเคชั่น “อาลีเพย์” (Alipay) และโซลูชั่นการชำระเงินข้ามพรมแดน “อาลีเพย์ พลัส” (Alipay+) แต่แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ไม่หยุดขยับขยายธุรกิจกลายเป็นอาณาจักร “ฟินเทค” (FinTech) ที่มีบริการครอบคลุมทุกเรื่องเกี่ยวกับ “การเงินดิจิทัล”

เจาะอินไซต์ “Alipay+”

“ดักลาส ฟีกิน” ประธาน แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ฉายภาพธุรกิจปัจจุบันว่า กลุ่มธุรกิจหลักของแอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล มี 4 ส่วน ประกอบด้วย 1.Alipay+ โซลูชั่นเกตเวย์การชำระเงินที่เชื่อมโยงบัญชีผู้ใช้งานกว่า 1.8 พันล้านบัญชี จากพันธมิตรผู้ให้บริการชำระเงินระหว่างประเทศ 40 ราย เช่น TrueMoney (ไทย), GCash (ฟิลิปปินส์), DANA (อินโดนีเซีย) และ TNG Digital (มาเลเซีย) เข้ากับเครือข่ายร้านค้ากว่า 150 ล้านแห่ง ใน 100 ตลาดทั่วโลก โดย 90% เป็นกลุ่มธุรกิจขนาดกลางและขนาดย่อม (SMEs)

นอกจากนี้ Alipay+ ยังร่วมมือกับเครือข่ายการชำระเงิน QR แห่งชาติ 11 แห่งทั่วโลก (เป็น 5 แห่งในอาเซียน) เพื่อขับเคลื่อนการค้า การท่องเที่ยว และการเติบโตทางเศรษฐกิจ โดยในสิงคโปร์ และมาเลเซีย นักท่องเที่ยวใช้จ่ายบน SGQR เพิ่มขึ้น 2.7 เท่า และ DuitNow QR 2 เท่า

ขณะที่ความร่วมมือกับ “มาสเตอร์การ์ด” (Mastercard) ยังทำให้เกิดการชำระเงินแบบ “Wallet-to-Card” แตะจ่ายที่ร้านค้าด้วยระบบ NFC ผ่านแอปที่ผสานระบบแล้ว เช่น AlipayHK, Kakao Pay และ GCash ซึ่งเป็นรายแรกในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ที่ใช้ระบบนี้

“Alipay+ เป็นโซลูชั่นช่วยส่งเสริมการพัฒนาอีวอลเลต และซูเปอร์แอปในตลาดต่าง ๆ เพื่อสนับสนุนการเติบโตของระบบนิเวศการชำระเงินและฟินเทคในระดับท้องถิ่น ช่วยให้นักท่องเที่ยวสามารถใช้ ‘โฮมวอลเลต’ หรือแอปธนาคารที่คุ้นเคย จ่ายเงินในต่างประเทศได้อย่างสะดวกสบาย”

“3 ธุรกิจ” หนุนร้านค้า

2.Antom บริการรับชำระเงินสำหรับร้านค้าออนไลน์ ช่วยให้ร้านค้าอีคอมเมิร์ซขนาดใหญ่ แพลตฟอร์มบันเทิง และสายการบิน เข้าถึงกลุ่มลูกค้าที่อาจไม่มีบัญชีธนาคาร หรือบัตรเครดิตกว่า 200 ตลาดทั่วโลก รองรับการชำระเงินมากกว่า 100 สกุล ผ่าน 300 ช่องทาง ตัวอย่างแบรนด์ระดับโลกที่ใช้บริการ Antom เช่น Adobe, Apple, Agoda, AirAsia, Amazon, Booking.com และ TikTok เป็นต้น

3.Bettr บริการทางการเงินแบบผสมผสาน (Embedded Finance) แบ่งเป็นบริการสินเชื่อ (Lending) ที่มอบสินเชื่อแก่ธุรกิจ MSMEs มากกว่า 30 ล้านราย ใน 20 ตลาด โดยพิจารณาจากข้อมูลการชำระเงิน และกำลังขยายการดำเนินงานไปยังภูมิภาคละตินอเมริกา หลังเข้าไปลงทุนเชิงกลยุทธ์ใน “R2” ซึ่งเป็นผู้ให้บริการโครงสร้างพื้นฐานด้านการให้สินเชื่อในภูมิภาค

และระบบบริหารจัดการเงินและอัตราแลกเปลี่ยน (Treasury & FX) ที่ใช้เทคโนโลยีบล็อกเชนผ่าน “Whale Platform” เพื่อให้การโอนเงินข้ามพรมแดนเรียลไทม์ (Real-Time Payment) และต้นทุนต่ำลง เช่น สายการบิน AirAsia ที่สามารถลดต้นทุนการป้องกันความเสี่ยงสูงถึง 40%

และ 4.WorldFirst บัญชีดิจิทัลแบบครบวงจรสำหรับธุรกิจ SMEs ที่ทำธุรกิจระหว่างประเทศ ช่วยให้ร้านค้าสามารถรับเงินได้หลายสกุล จัดการการจ่ายเงินให้ซัพพลายเออร์ และเข้าถึงแหล่งเงินทุนได้ในบัญชีเดียว โดยมีฐานลูกค้าปัจจุบันกว่า 1.5 ล้านบัญชี พร้อมทั้งขยายธุรกิจเข้าสู่มาเลเซียและไทย ซึ่งมีมูลค่าธุรกรรมเติบโตเกือบ 40% ในปี 2025 สะท้อนถึงแนวโน้มที่ผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้โฟกัสตลาดต่างประเทศมากขึ้น

2C2P เสริมแกร่ง Antom

“วรฉัตร ลักขณาโรจน์” ประธานกรรมการบริหาร บริษัท ทูซีทูพี (ประเทศไทย) จำกัด เสริมว่า “ทูซีทูพี” (2C2P) เข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของแอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล ตั้งแต่ปี 2022 โดยอยู่ภายใต้กลุ่มธุรกิจ Antom ซึ่งเป็นการรวมความเชี่ยวชาญในท้องถิ่นของ 2C2P เข้ากับเทคโนโลยีระดับโลก เพิ่มขีดความสามารถในการให้บริการที่หลากหลาย

ในปี 2025 ที่ผ่านมา 2C2P มีปริมาณธุรกรรมสำหรับผู้ประกอบการในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้เติบโตถึง 38% เมื่อเทียบปีต่อปี โดยได้รับแรงหนุนจากการขยายตัวของอีคอมเมิร์ซ สายการบิน ตัวแทนท่องเที่ยวออนไลน์ (OTA) และธุรกิจค้าปลีก มีอัตราการเติบโตโดดเด่นในไทย เวียดนาม อินโดนีเซีย และฟิลิปปินส์

ซึ่งทิศทางธุรกิจของ 2C2P ต่อจากนี้ จะโฟกัส 3 ด้าน ได้แก่ 1.Strengthen Enterprise เน้นความเสถียรและความน่าเชื่อถือของระบบเพื่อรักษาฐานลูกค้าองค์กร โดยบริษัทเตรียมเงินลงทุนกว่า 60 ล้านเหรียญสหรัฐ (ประมาณ 1,800 ล้านบาท) ใน 3 ปีข้างหน้า เพื่อยกระดับโครงสร้างพื้นฐานด้านเทคโนโลยี

2.Accelerate Growth ตั้งเป้าการเติบโตในเวียดนามถึง 10 เท่า และต้องการรักษาโมเมนตัมการเติบโตในไทย (37%) อินโดนีเซีย (55%) และสิงคโปร์ (38%) ที่ระดับเดิม และ 3.Expand to SMEs ขยายฐานลูกค้าสู่ธุรกิจขนาดกลางและย่อม จากที่แต่เดิม 2C2P เชี่ยวชาญในกลุ่มบริษัทขนาดใหญ่อยู่แล้ว

“สิ่งที่ลูกค้าต้องการไม่ใช่โซลูชั่นที่ซับซ้อน แต่เป็นโซลูชั่นที่ช่วยให้สร้างการเติบโตได้จริง สิ่งที่ 2C2P ทำได้ดีอยู่แล้ว คือระบบการผ่อนชำระที่รวมศูนย์จากหลายธนาคารเข้าสู่จุดเดียว เพิ่มความสะดวกให้ร้านค้า และการตั้งราคาหลายสกุลเงิน (Multicurrency Pricing) ที่ได้รับความไว้วางใจจากลูกค้าสายการบิน เช่น การบินไทย เราก็จะยังรักษาจุดแข็งเหล่านี้ เพื่อสร้างมาตรฐานการให้บริการที่ดีต่อไป”

พัฒนา “FinAI” ต่อเนื่อง

“ดักลาส” บอกด้วยว่า หัวใจสำคัญของการขับเคลื่อนบริการต่าง ๆ คือ “FinAI” ที่แอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล นำ AI มาพัฒนานวัตกรรมฟินเทคอย่างต่อเนื่อง โดยในปี 2025 บริษัทเปิดเผยซอร์ซโค้ดโมเดล AI ที่พัฒนาขึ้นเอง ในชื่อ Falcon Time-Series Transformer (TST) ช่วยยกระดับการบริหารความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (FX Risk Management)

ขณะที่กลุ่ม Alipay+ มีการพัฒนา “Alipay+ Voyager” สำหรับให้ข้อมูลด้านการท่องเที่ยว โดยเปิดตัวแล้วใน 6 แอปทั่วทวีปเอเชีย ต่อยอดแนวคิด “Beyond Payment” ที่มีการนำเสนอบริการอื่น ๆ อยู่แล้ว เช่น คูปองส่วนลด และโปรแกรมการตลาดดิจิทัล ถือเป็นการเติมเต็มอีโคซิสเต็มเกี่ยวกับการท่องเที่ยวให้ครบถ้วนขึ้นด้วย

ฝั่ง Antom มี Antom Copilot หรือ AI ผู้ช่วยด้านการชำระเงินจะช่วยลดระยะเวลาการเชื่อมต่อระบบชำระเงินได้สูงสุด 95% รวมถึงยังมีบริการ Antom Payment Orchestration (APO) ช่วยให้ผู้ประกอบการสามารถเชื่อมต่อการรับชำระเงินได้ครบวงจรเพียงครั้งเดียว พร้อมระบบ Smart Routing เพื่อเพิ่มอัตราความสำเร็จในการทำธุรกรรม

และเร็ว ๆ นี้จะเปิดตัว “EPOS360” แอปที่รวบรวมเครื่องมือ AI เข้ากับระบบ ณ จุดขาย (POS) การชำระเงิน บริการธนาคาร และการเงิน โดยเริ่มนำร่องในสิงคโปร์และมาเลเซียก่อน

“การนำ AI มาใช้ต้องตั้งอยู่บนรากฐานความปลอดภัยที่แข็งแกร่ง เราพัฒนาโมเดล SHIELD ซึ่งเป็น AI สำหรับบริหารจัดการความเสี่ยงแบบ 3-in-1 ที่สามารถบูรณาการข้อมูลได้หลากหลายมิติ ทั้งข้อมูลแบบกราฟ ลำดับ และตาราง เพื่อปกป้องทั้งลูกค้าและธุรกิจของเรา โมเดลนี้มีความแม่นยำสูงถึง 95% ในการระบุธุรกรรมที่มีความเสี่ยงสูง และสามารถเพิ่มอัตราความสำเร็จในการชำระเงินได้สูงสุดถึง 13.5%”

มุมมองต่อตลาด “ไทย”

“ดักลาส” พูดถึงมุมมองที่มีต่อตลาดในประเทศไทยด้วยว่า “ไทย” เป็นตลาดที่สำคัญกับการเติบโตของแอนท์ อินเตอร์เนชั่นแนล มาโดยตลอด และเป็นหนึ่งในประเทศแรก ๆ ที่บริษัทเข้ามาทำตลาดหลังขยายธุรกิจออกมานอกประเทศจีน เนื่องจากไทยเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของนักท่องเที่ยวทั่วโลก จึงเป็นหัวใจสำคัญของบริการชำระเงินข้ามพรมแดนอย่าง Alipay+ อีกทั้งนักท่องเที่ยวชาวไทยมีการใช้งาน Alipay+ เพื่อชำระเงินเมื่อเดินทางไปต่างประเทศ โดยเฉพาะประเทศญี่ปุ่นเป็นจำนวนมากเช่นกัน

ขณะเดียวกัน การที่ประเทศไทยกำลังจะมีการจัดตั้ง “ธนาคารไร้สาขา” (Virtual Bank) ถือเป็นพัฒนาการที่น่าตื่นเต้น หากดูจากตลาดอื่น ๆ ที่มีการจัดตั้งธนาคารดิจิทัล (Digital Bank) แล้ว พบว่าเข้าถึงกลุ่มลูกค้าได้กว้างขึ้น โดยเฉพาะการให้บริการเงินฝาก และการปล่อยสินเชื่อรายย่อย ซึ่งจะช่วยกระตุ้นการออม และการเข้าถึงแหล่งเงินทุนของทั้งบุคคลธรรมดาและธุรกิจ และสามารถต่อยอดไปสู่การให้บริการระหว่างประเทศได้ แต่ต้องติดตามรายละเอียดและข้อบังคับของผู้กำกับดูแลต่อไป

“ประเทศไทยมีพื้นฐานด้านบริการทางการเงินที่แข็งแรงมาก มีระบบเพย์เมนต์ครอบคลุมทุกช่องทาง ทำให้บริษัทต่างชาติสามารถเข้าถึงผู้บริโภคในประเทศ และทำตลาดได้อย่างคล่องตัว ซึ่งเรามองเห็นโอกาสในการทำตลาดอีกมากมาย เช่น การให้สินเชื่อ และการจัดการธุรกิจ เราพร้อมทำงานร่วมกับพันธมิตรเพื่อนำเสนอโซลูชั่นที่ตอบโจทย์กลุ่มธุรกิจต่าง ๆ ยิ่งขึ้น”

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Alipay Ant Group ธุรกิจเทคโนโลยี