อัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ปี 2026 คลื่นเอเจนติกเอไอซัดธุรกิจ-องค์กร กังวลวิกฤตคนทำงานหวั่นปรับลดคน รื้อสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ผู้บริหารชี้ งานบริการ งานบัญชี HR กระทบก่อน พนักงานจูเนียร์หางานยาก ทางรอดต้องรักษาคนเป็นงาน ผู้บริหารต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น
ทิศทางการลงทุนและการบริหารครั้งใหญ่ในปีหน้า จะมีการปรับใช้ Agentic AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจทำงานซ้ำ ๆ ได้แบบอัตโนมัติ จำนวนหลายร้อยหลายพันตัวใน 1 องค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลางานลง และในช่วงปีที่ผ่านมา หลายผู้คนกังวลว่าจะมีการนำเอไอมาใช้แทน “คน” จนอาจนำไปสู่การ “ลดคน” ในองค์กร
ในงานศึกษาของบริษัทวิจัยหลายแห่งยืนยันว่า แม้มีงานจำนวนมากหายไป แต่เอไอไม่ได้มาแทนที่ “คน” แต่จะช่วยส่งเสริมการทำงานแบบเดิม ๆ เหมือนคนขุดดิน ที่เคยใช้จอบ แต่วันหนึ่งได้ “รถแบ็กโฮ” มาใช้แทน
อย่างไรก็ตาม การลดปริมาณงานซ้ำซากของ Agentic AI ไม่ได้หมายความว่าจะไม่นำไปสู่การ “ลดคนทำงาน” ด้วยงานที่เคยต้องทำนั้น “ลดลง” มี Manpower เพิ่มขึ้น จึงไม่จำเป็นที่ต้องใช้ “คน” ตัวเป็น ๆ จำนวนมากในการ “กำกับดูแล” งานนั้น ๆ
งานเปลี่ยน-ผู้บริหารต้องเปลี่ยน
ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ภายในงานมหกรรมเทคโนโลยี re:Invent 2025 ที่จัดเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) ซึ่งเป็นงานที่รวมผู้คนสายเทคโนโลยี รวมถึงผู้บริหารบริษัทใหญ่-สตาร์ตอัพทั่วโลก มารวมตัวแลกเปลี่ยนความเห็นและอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่
สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ในปีที่จะถึงนี้ Agentic AI จะเข้าสู่ระบบการทำงานแน่ ๆ และจะมีเอเย่นต์เอไอมากกว่าพันล้านตัวทำงานอยู่ภายในองค์กรต่าง ๆ ทุกสาขาอาชีพ เพื่อทำงาน “ร่วมกับมนุษย์” และช่วยเสริมขีดความสามารถในการตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับว่าบริษัท-องค์กรไหนสามารถปรับระบบการทำงานให้เข้ากับเอไอได้มากกว่ากัน
เอเย่นต์ AI ช่วยขยายผลลัพธ์ของคนทำงานให้สูงขึ้นถึง 10 เท่า เพื่อให้คนทำงานมีเวลาเหลือไป “คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าสูง
Gartner คาดการณ์ว่า ภายในปี 2026 จำนวน 40% ของแอปพลิเคชั่นในองค์กร จะมีเอเย่นต์ AI เฉพาะทางเป็นส่วนประกอบสำคัญ มีเพียง 12% ขององค์กรเท่านั้นที่ใช้ Generative AI ในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างแท้จริง (Transformation) ส่วนใหญ่อีก 48% ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้งานทั่วไปเท่านั้น
สิ่งที่ผู้บริหารหลายคนเน้นย้ำ คือ “วัฒนธรรมการทำงาน” จะเปลี่ยน โดยเฉพาะกับ “ผู้นำ” หรือระดับผู้จัดการและผู้บริหารองค์กร วัฒนธรรมผู้นำในยุคนี้เปรียบเสมือน “ผู้กำกับภาพยนตร์” ที่ไม่ได้ลงไปจัดไฟหรือถือกล้องเองทุกจุด แต่ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดง (เอเย่นต์ที่เหมาะสม) กำหนดบทและทิศทาง (นโยบายและเป้าหมาย) และคอยตรวจสอบหน้าจอมอนิเตอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นงานศิลปะ ที่ตรงตามจินตนาการและส่งมอบคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า
กระทบพนักงาน “จูเนียร์”
จากการพูดคุยกับผู้บริหารองค์กรไทย หลายคนบอกเล่าถึงแนวโน้มการทำงานที่ “พนักงาน” และคนในองค์กรจะได้เผชิญเมื่อการปรับใช้เอเย่นต์เอไอมาถึงเต็มตัว
ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า BDI มีงานซ้ำซากอยู่ 1 อย่าง คือ ระบบงานบุคคล ซึ่งการทำขั้นตอนตรวจตราอีเมล์รับสมัครและส่งเข้าระบบคัดกรองใช้เวลาเป็นวันในการทำงาน แต่พอออกแบบระบบอัตโนมัติ ก็ลดเหลือหลักชั่วโมง
สิ่งที่ทำให้เราต้องใช้ระบบอัตโนมัติมาช่วย ไม่ใช่เพราะเราต้องการ “ลดคน” แต่เพราะเรา “ไม่มีคน” เพราะในฝ่ายบุคคลมีพนักงาน 5 คน ต้องรับมือกับเอกสารมหาศาล
ขณะที่ฝั่งเอกชนอย่าง บมจ.แสนสิริ โดย “กวิน มโนมัยอุดม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า ทีมเทคโนโลยีของแสนสิริ ได้อยู่ในโครงการนำร่องเครื่องมือสร้างเอเย่นต์เอไอของ AWS เช่นกัน ซึ่งได้เล็งเห็นว่าเพิ่มประสิทธิภาพของนักพัฒนาซอฟต์แวร์ ในทีมได้ โดย Infrastructure ทั้งหมดขององค์กร ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท ทั้งสร้างบ้าน, โรงงาน, โรงแรม, บริหารโครงการกว่า 500 โครงการ และมีหลายสาขา (กรุงเทพฯ, ภูเก็ต) ด้วยทีมงานเพียง 3 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง
“กวิน” มองว่า งานที่จะได้รับผลกระทบจากเอเย่นต์เอไอ คือ งานกลุ่มบริการ บัญชีและฝ่ายบุคคล ส่วนที่กระทบหนักที่สุดจะเป็นฝ่ายไอทีเองด้วย
“จุดเด่นของแสนสิริ คือ การบริการหลังการขาย ซึ่งเราดูแลตลอดอายุบ้าน พนักงานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนงานบ่อยที่สุด คือ พนักงานบริการหลังการขาย เพราะรับความกดดันตลอดเวลา ในขณะที่การเรียนรู้งานใหม่ก็ทำได้ยาก เราจึงใช้ GenAI หรือ Chat X ทั้งในฝั่งของพนักงานที่สามารถพูดคุยสอบถามปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ลูกบ้าน โดยไม่ต้องกังวล และไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน เมื่อใช้ AI เข้ามาทำงานที่ซ้ำซ้อน หรืองานที่พนักงานไม่ชอบทำ เพื่อให้พนักงานได้มีเวลาไปพัฒนาทักษะที่มีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อพนักงานมี Chat X ที่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ความพึงพอใจในงานจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่กับองค์กรต่อไป
ดังนั้น พนักงานที่เก่ง อยู่นาน และใช้เครื่องมือเอไอได้ดี หรือพูดง่าย ๆ คือ “ซีเนียร์” ที่ใช้เอไอ กลายเป็นบุคคลที่มีค่า ซึ่งเราต้องรักษาเขาไว้ เมื่อระบบเอไอมาช่วยงานยิ่งใช้คนน้อยลง เขาก็ดูแลลูกค้าได้ครอบคลุมขึ้น แต่เน้นย้ำว่าเอไอไม่ได้แทนคน แต่ช่วยให้พวกเขาอยู่กับองค์กรนานขึ้น เพิ่มการดูแลลูกค้าได้มากขึ้น”
สิ่งที่ผมกังวล ผมมองว่าพนักงานจูเนียร์จะลำบาก เพราะแม้ว่าจะถนัดใช้เอไอ แต่กว่าเขาจะเป็นผู้ชำนาญงานเพื่อประเมินความผิดพลาดจากเอไอได้ ต้องใช้เวลานาน และเราไม่มีเวลาให้ขนาดนั้น
สำหรับพนักงานใหม่เราอยากได้ “จูเนียร์” ที่เป็น “ซีเนียร์” มาเลย เราจึงสร้างระบบ Training Academy มีแผนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการสร้างหลักสูตรและ “โรงเรียน” ภายในองค์กร เพื่อฝึกฝนพนักงานใหม่ (First Jobber) ที่มีศักยภาพให้กลายเป็นบุคลากรระดับ Senior ได้อย่างรวดเร็ว
“กวิน” ยังกล่าวด้วยว่า ระบบงานที่เอเย่นจ์เอไอจะขยายไปได้ง่ายที่สุด หลังจากที่ได้ทดลองใช้กับฝ่ายไอทีและงานบริการหลังการขายแล้ว คือ งานบัญชีและงานบุคคล ที่มีลักษณะเป็น Back Office มีเอกสารจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมาก
ในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการมากกว่า 500-600 โครงการ และมีผู้รับเหมาจำนวนมาก ทำให้มีปริมาณใบแจ้งหนี้ ที่ต้องจัดการสูงถึง 50,000 ฉบับต่อเดือน กระบวนการตรวจสอบด้วยคน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดข้อผิดพลาด แต่เมื่อนำเทคโนโลยี AI-OCR มาใช้ในกระบวนการจัดการเอกสารอัตโนมัติ มีความแม่นยำ 99% นี่เป็นจุดเริ่มต้นในการนำ AI มาปรับใช้กับกระบวนการหลังบ้านอื่น ๆ ต่อไป และทำให้พนักงานต้องพัฒนาทักษะใหม่ในการตรวจสอบและทำงานร่วมกับ AI
ผลกระทบองค์กร-จ้างงาน
การลดภาระงาน เพิ่ม Manpower จากเอเย่นต์ AI ยังนำไปสู่ผลกระทบอีกประการ คือ ลดคนทำงาน ในที่นี้ไม่ใช่การ “เลิกจ้าง” แต่เป็นการลด “เอาต์ซอร์ซ” ที่ทำงานในลักษณะของการบำรุงรักษาระบบ หรือการทำงานซ้ำ ๆ ชั่วคราว ซึ่งนี่จะเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่กำลังเกิดในหลายองค์กรใหญ่
“กวิน” ฉายภาพด้วยว่า เมื่อระบบดูแลหลังการขายดี พนักงานอยู่กับองค์กร ดูแลลูกบ้านดี งานเหล่านี้ที่เคยต้องใช้เอาต์ซอร์ซิ่งมาช่วยก็ไม่จำเป็นแล้ว เช่นเดียวกับงานฝั่งเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้เรามีเครื่องมือที่ดูแลระบบหลังบ้านด้วยคนไม่กี่คน นั่นทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เราสามารถเอาการจัดซื้อจัดจ้างเอาต์ซอร์ซ และการจ้าง บำรุงรักษาระบบ มาพิจารณาใหม่
“แอปพลิเคชั่นกว่า 100 ระบบ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเสียค่าบำรุงรักษารายปี (Maintenance Agreement-MA) ให้กับผู้จำหน่ายภายนอก ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มองว่าในอนาคต “Agentic AI” จะสามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็น “เอเย่นต์” ในการทำ MA และจัดการงานต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้ ก็จะไปลดการจ้างคนหรือบริษัทมาทำ MA ได้
หรือแม้แต่ฝั่งทีมเทคโนโลยีของเราเอง ก็ต้องพิจารณาลดคนด้วย เพราะอย่างที่กล่าวไปว่า ระบบที่ซับซ้อนมหาศาล เราใช้แค่ 3 คนดูแล แต่ตอนนี้มีเกือบร้อยคน จึงมีทางเลือกว่าจะลดคน โดยเฉพาะทีม Developer และ QA อาจลดลงถึง 60% แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายในระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพโดยให้ทีมเทคฯที่ใหญ่โตนี้ให้สร้างรายได้ด้วยตัวเองได้ จนกลายเป็นสตาร์ตอัพใต้ปีกของแสนสิริอีกทีก็เป็นไปได้
รักษาผู้เชี่ยวชาญในองค์กร
ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สิ่งที่ทุกคนพูดตรงกัน คือ การนำเอเย่นต์ AI มาใช้ในระบบงานจะมากจะน้อย ไม่ใช่เรื่องของการลงทุนจำนวนมหาศาล หรือเป็นการกำหนดระยะเวลาคืนทุน แต่เป็นการ “เข้าใจ” ในเนื้อหาของงาน และเปลี่ยน “วัฒนธรรม” การทำงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดในลูปนี้ คือ “คนทำงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” หรือ Domain Expertise จะเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่เข้ากับเอเย่นต์เอไอ และอีกส่วน คือ การเตรียมพนักงานใหม่ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว
สุดท้าย คือ คำแนะนำสำหรับการปรับวัฒนธรรมในยุคเอเย่นต์ AI ของ “แมตต์ การ์แมน” ซีอีโอ AWS ที่บอกว่า ในอดีตผู้นำหรือนักพัฒนาอาจต้องคอยดูแลจัดการงานทีละขั้นตอน แต่ในยุคนี้ วัฒนธรรมการทำงานจะเปลี่ยนไปสู่การ “สั่งการผ่านเป้าหมาย” ผู้นำต้องเปลี่ยนมาเป็น “ผู้กำกับ” ที่เน้นการกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วปล่อยให้เอเย่นต์ AI วางแผนและดำเนินงานเอง ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับจุดแข็งของ AI จะช่วยให้ทีมสามารถทำงานแบบขนานได้มากขึ้น
ผู้นำต้องทำให้การสร้างและใช้งาน AI เป็น “หน้าที่ของทุกคน” ไม่ใช่แค่ทีมเทคโนโลยี แต่ให้พนักงานทุกแผนก เช่น ทีมภาษี หรือทีมการตลาด สามารถสร้างเอเย่นต์เพื่อแก้ปัญหาของตัวเองได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด
สุดท้าย คือ ยอมรับความยุ่งเหยิง (Embrace the Messiness) ที่ผู้นำต้องทำใจ และต้องอนุญาตให้กระบวนการสร้างนวัตกรรมมีความยุ่งเหยิงได้ในช่วงแรก เพื่อให้เกิดการทดลองไอเดียใหม่ ๆ แต่ต้องมีระบบที่ทำให้คนอื่นสามารถค้นพบและนำไอเดียที่ดีไปใช้ต่อได้ง่าย