เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
News รถไฟฟ้าแอร์พอร์ต เรล ลิงก์ แจ้งพร้อมให้บริการตามปกติ
เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
Tech เปิดสเป็ก ‘Galaxy Z Fold8’ จอพับไซส์ใหม่ของ Samsung เริ่มต้น 61,900 บาท
เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
Economic เซ่นพิษเจรจาล้มเหลว ทำน้ำมันโลกพุ่งไม่หยุด กบน. เพิ่มอุดหนุนแล้วแต่ยังต้องปรับขึ้นราคา 90 สตางค์
“พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
Politics “พิพัฒน์” ฟังเสียงผู้ค้าตลาดจตุจักร หาทางออกทุกมิติ ให้ “ผู้ค้าอยู่ได้ นักท่องเที่ยวอยากมา”
เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
Business เปิดรายได้เวิร์คพอยท์ 12 ปี จากทีวีดิจิทัลสู่เกมธุรกิจใหม่
ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
Economic ราคาน้ำมันพรุ่งนี้ (23 ก.ค. 69) ดีเซล-แก๊สโซฮอล์ ปรับขึ้น 0.90 บาท มีผลตี 5
คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
Tech คาด ลงทะเบียน TH AI Passport ใช้เอไอฟรี 5 ล้านสิทธิ์ 31 ก.ค.นี้
กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
Economic กำหนด ‘กติกาใหม่’ เปิดรับทุนต่างชาติ
ครึ่งปีหลังคึก หอการค้าไทยกาง 10 เวทีใหญ่ ดึงการค้า-ลงทุนเข้าประเทศ
Economic ครึ่งปีหลังคึก หอการค้าไทยกาง 10 เวทีใหญ่ ดึงการค้า-ลงทุนเข้าประเทศ
‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ดันสนามบินอุดรฯ ฮับการบินอีสานเชื่อมต่อเส้นทางบินระหว่างประเทศ
Business ‘เวียตเจ็ทไทยแลนด์’ ดันสนามบินอุดรฯ ฮับการบินอีสานเชื่อมต่อเส้นทางบินระหว่างประเทศ
ดูทั้งหมด

จับตาคลื่นเอเจนติกเอไอ กระทบคน-ธุรกิจปี 2026

03 ม.ค. 2569 | 09:16น.

อัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่ปี 2026 คลื่นเอเจนติกเอไอซัดธุรกิจ-องค์กร กังวลวิกฤตคนทำงานหวั่นปรับลดคน รื้อสัญญาจัดซื้อจัดจ้าง ผู้บริหารชี้ งานบริการ งานบัญชี HR กระทบก่อน พนักงานจูเนียร์หางานยาก ทางรอดต้องรักษาคนเป็นงาน ผู้บริหารต้องเปลี่ยนวิธีการทำงานให้สอดคล้องกับเทคโนโลยีใหม่มากขึ้น

ทิศทางการลงทุนและการบริหารครั้งใหญ่ในปีหน้า จะมีการปรับใช้ Agentic AI หรือปัญญาประดิษฐ์ที่สามารถตัดสินใจทำงานซ้ำ ๆ ได้แบบอัตโนมัติ จำนวนหลายร้อยหลายพันตัวใน 1 องค์กร เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและลดเวลางานลง และในช่วงปีที่ผ่านมา หลายผู้คนกังวลว่าจะมีการนำเอไอมาใช้แทน “คน” จนอาจนำไปสู่การ “ลดคน” ในองค์กร

ในงานศึกษาของบริษัทวิจัยหลายแห่งยืนยันว่า แม้มีงานจำนวนมากหายไป แต่เอไอไม่ได้มาแทนที่ “คน” แต่จะช่วยส่งเสริมการทำงานแบบเดิม ๆ เหมือนคนขุดดิน ที่เคยใช้จอบ แต่วันหนึ่งได้ “รถแบ็กโฮ” มาใช้แทน

อย่างไรก็ตาม การลดปริมาณงานซ้ำซากของ Agentic AI ไม่ได้หมายความว่าจะไม่นำไปสู่การ “ลดคนทำงาน” ด้วยงานที่เคยต้องทำนั้น “ลดลง” มี Manpower เพิ่มขึ้น จึงไม่จำเป็นที่ต้องใช้ “คน” ตัวเป็น ๆ จำนวนมากในการ “กำกับดูแล” งานนั้น ๆ

งานเปลี่ยน-ผู้บริหารต้องเปลี่ยน

ผู้สื่อข่าว “ประชาชาติธุรกิจ” รายงานว่า ภายในงานมหกรรมเทคโนโลยี re:Invent 2025 ที่จัดเมื่อต้นเดือน ธ.ค. 2568 ที่ผ่านมา โดยบริษัท อะเมซอน เว็บ เซอร์วิส (AWS) ซึ่งเป็นงานที่รวมผู้คนสายเทคโนโลยี รวมถึงผู้บริหารบริษัทใหญ่-สตาร์ตอัพทั่วโลก มารวมตัวแลกเปลี่ยนความเห็นและอัพเดตเทรนด์เทคโนโลยีใหม่

สิ่งที่เห็นได้ชัด คือ ในปีที่จะถึงนี้ Agentic AI จะเข้าสู่ระบบการทำงานแน่ ๆ และจะมีเอเย่นต์เอไอมากกว่าพันล้านตัวทำงานอยู่ภายในองค์กรต่าง ๆ ทุกสาขาอาชีพ เพื่อทำงาน “ร่วมกับมนุษย์” และช่วยเสริมขีดความสามารถในการตัดสินใจ ขึ้นอยู่กับว่าบริษัท-องค์กรไหนสามารถปรับระบบการทำงานให้เข้ากับเอไอได้มากกว่ากัน

เอเย่นต์ AI ช่วยขยายผลลัพธ์ของคนทำงานให้สูงขึ้นถึง 10 เท่า เพื่อให้คนทำงานมีเวลาเหลือไป “คิดค้นนวัตกรรมใหม่ ๆ และโฟกัสกับงานที่สร้างมูลค่าสูง

Gartner คาดการณ์ว่า ภายในปี 2026 จำนวน 40% ของแอปพลิเคชั่นในองค์กร จะมีเอเย่นต์ AI เฉพาะทางเป็นส่วนประกอบสำคัญ มีเพียง 12% ขององค์กรเท่านั้นที่ใช้ Generative AI ในการเปลี่ยนแปลงกระบวนการทำงานอย่างแท้จริง (Transformation) ส่วนใหญ่อีก 48% ยังอยู่ในช่วงเริ่มต้นของการใช้งานทั่วไปเท่านั้น

สิ่งที่ผู้บริหารหลายคนเน้นย้ำ คือ “วัฒนธรรมการทำงาน” จะเปลี่ยน โดยเฉพาะกับ “ผู้นำ” หรือระดับผู้จัดการและผู้บริหารองค์กร วัฒนธรรมผู้นำในยุคนี้เปรียบเสมือน “ผู้กำกับภาพยนตร์” ที่ไม่ได้ลงไปจัดไฟหรือถือกล้องเองทุกจุด แต่ทำหน้าที่คัดเลือกนักแสดง (เอเย่นต์ที่เหมาะสม) กำหนดบทและทิศทาง (นโยบายและเป้าหมาย) และคอยตรวจสอบหน้าจอมอนิเตอร์ เพื่อให้มั่นใจว่าผลลัพธ์สุดท้ายจะออกมาเป็นงานศิลปะ ที่ตรงตามจินตนาการและส่งมอบคุณค่าที่ดีที่สุดให้กับลูกค้า

กระทบพนักงาน “จูเนียร์”

จากการพูดคุยกับผู้บริหารองค์กรไทย หลายคนบอกเล่าถึงแนวโน้มการทำงานที่ “พนักงาน” และคนในองค์กรจะได้เผชิญเมื่อการปรับใช้เอเย่นต์เอไอมาถึงเต็มตัว

ศ.ดร.ธีรณี อจลากุล ผู้อำนวยการสถาบันข้อมูลขนาดใหญ่ (BDI) กล่าวว่า BDI มีงานซ้ำซากอยู่ 1 อย่าง คือ ระบบงานบุคคล ซึ่งการทำขั้นตอนตรวจตราอีเมล์รับสมัครและส่งเข้าระบบคัดกรองใช้เวลาเป็นวันในการทำงาน แต่พอออกแบบระบบอัตโนมัติ ก็ลดเหลือหลักชั่วโมง

สิ่งที่ทำให้เราต้องใช้ระบบอัตโนมัติมาช่วย ไม่ใช่เพราะเราต้องการ “ลดคน” แต่เพราะเรา “ไม่มีคน” เพราะในฝ่ายบุคคลมีพนักงาน 5 คน ต้องรับมือกับเอกสารมหาศาล

ขณะที่ฝั่งเอกชนอย่าง บมจ.แสนสิริ โดย “กวิน มโนมัยอุดม” ผู้ช่วยกรรมการผู้จัดการฝ่ายเทคโนโลยีสารสนเทศ เปิดเผยว่า ทีมเทคโนโลยีของแสนสิริ ได้อยู่ในโครงการนำร่องเครื่องมือสร้างเอเย่นต์เอไอของ AWS เช่นกัน ซึ่งได้เล็งเห็นว่าเพิ่มประสิทธิภาพของนักพัฒนาซอฟต์แวร์
ในทีมได้ โดย Infrastructure ทั้งหมดขององค์กร ซึ่งครอบคลุมธุรกิจหลากหลายประเภท ทั้งสร้างบ้าน, โรงงาน, โรงแรม, บริหารโครงการกว่า 500 โครงการ และมีหลายสาขา (กรุงเทพฯ, ภูเก็ต) ด้วยทีมงานเพียง 3 คน ซึ่งล้วนเป็นผู้เชี่ยวชาญเฉพาะทาง

“กวิน” มองว่า งานที่จะได้รับผลกระทบจากเอเย่นต์เอไอ คือ งานกลุ่มบริการ บัญชีและฝ่ายบุคคล ส่วนที่กระทบหนักที่สุดจะเป็นฝ่ายไอทีเองด้วย

“จุดเด่นของแสนสิริ คือ การบริการหลังการขาย ซึ่งเราดูแลตลอดอายุบ้าน พนักงานที่มีแนวโน้มเปลี่ยนงานบ่อยที่สุด คือ พนักงานบริการหลังการขาย เพราะรับความกดดันตลอดเวลา ในขณะที่การเรียนรู้งานใหม่ก็ทำได้ยาก เราจึงใช้ GenAI หรือ Chat X ทั้งในฝั่งของพนักงานที่สามารถพูดคุยสอบถามปัญหาที่ต้องแก้ไขให้ลูกบ้าน โดยไม่ต้องกังวล และไม่ต้องใช้เวลาเรียนรู้นาน เมื่อใช้ AI เข้ามาทำงานที่ซ้ำซ้อน หรืองานที่พนักงานไม่ชอบทำ เพื่อให้พนักงานได้มีเวลาไปพัฒนาทักษะที่มีมูลค่าสูงขึ้น เมื่อพนักงานมี Chat X ที่ช่วยให้ทำงานง่ายขึ้น ความพึงพอใจในงานจะเพิ่มขึ้น ซึ่งจะช่วยรักษาบุคลากรที่มีความรู้ความสามารถให้อยู่กับองค์กรต่อไป

ดังนั้น พนักงานที่เก่ง อยู่นาน และใช้เครื่องมือเอไอได้ดี หรือพูดง่าย ๆ คือ “ซีเนียร์” ที่ใช้เอไอ กลายเป็นบุคคลที่มีค่า ซึ่งเราต้องรักษาเขาไว้ เมื่อระบบเอไอมาช่วยงานยิ่งใช้คนน้อยลง เขาก็ดูแลลูกค้าได้ครอบคลุมขึ้น แต่เน้นย้ำว่าเอไอไม่ได้แทนคน แต่ช่วยให้พวกเขาอยู่กับองค์กรนานขึ้น เพิ่มการดูแลลูกค้าได้มากขึ้น”

สิ่งที่ผมกังวล ผมมองว่าพนักงานจูเนียร์จะลำบาก เพราะแม้ว่าจะถนัดใช้เอไอ แต่กว่าเขาจะเป็นผู้ชำนาญงานเพื่อประเมินความผิดพลาดจากเอไอได้ ต้องใช้เวลานาน และเราไม่มีเวลาให้ขนาดนั้น

สำหรับพนักงานใหม่เราอยากได้ “จูเนียร์” ที่เป็น “ซีเนียร์” มาเลย เราจึงสร้างระบบ Training Academy มีแผนความร่วมมือกับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ในการสร้างหลักสูตรและ “โรงเรียน” ภายในองค์กร เพื่อฝึกฝนพนักงานใหม่ (First Jobber) ที่มีศักยภาพให้กลายเป็นบุคลากรระดับ Senior ได้อย่างรวดเร็ว

“กวิน” ยังกล่าวด้วยว่า ระบบงานที่เอเย่นจ์เอไอจะขยายไปได้ง่ายที่สุด หลังจากที่ได้ทดลองใช้กับฝ่ายไอทีและงานบริการหลังการขายแล้ว คือ งานบัญชีและงานบุคคล ที่มีลักษณะเป็น Back Office มีเอกสารจัดซื้อจัดจ้างจำนวนมาก

ในฐานะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ที่มีโครงการมากกว่า 500-600 โครงการ และมีผู้รับเหมาจำนวนมาก ทำให้มีปริมาณใบแจ้งหนี้ ที่ต้องจัดการสูงถึง 50,000 ฉบับต่อเดือน กระบวนการตรวจสอบด้วยคน มีความเสี่ยงสูงที่จะเกิดข้อผิดพลาด แต่เมื่อนำเทคโนโลยี AI-OCR มาใช้ในกระบวนการจัดการเอกสารอัตโนมัติ มีความแม่นยำ 99% นี่เป็นจุดเริ่มต้นในการนำ AI มาปรับใช้กับกระบวนการหลังบ้านอื่น ๆ ต่อไป และทำให้พนักงานต้องพัฒนาทักษะใหม่ในการตรวจสอบและทำงานร่วมกับ AI

ผลกระทบองค์กร-จ้างงาน

การลดภาระงาน เพิ่ม Manpower จากเอเย่นต์ AI ยังนำไปสู่ผลกระทบอีกประการ คือ ลดคนทำงาน ในที่นี้ไม่ใช่การ “เลิกจ้าง” แต่เป็นการลด “เอาต์ซอร์ซ” ที่ทำงานในลักษณะของการบำรุงรักษาระบบ หรือการทำงานซ้ำ ๆ ชั่วคราว ซึ่งนี่จะเป็นอีกหนึ่งแนวโน้มสำคัญที่กำลังเกิดในหลายองค์กรใหญ่

“กวิน” ฉายภาพด้วยว่า เมื่อระบบดูแลหลังการขายดี พนักงานอยู่กับองค์กร ดูแลลูกบ้านดี งานเหล่านี้ที่เคยต้องใช้เอาต์ซอร์ซิ่งมาช่วยก็ไม่จำเป็นแล้ว เช่นเดียวกับงานฝั่งเทคโนโลยี ซึ่งตอนนี้เรามีเครื่องมือที่ดูแลระบบหลังบ้านด้วยคนไม่กี่คน นั่นทำให้เห็นภาพชัดขึ้นว่า เราสามารถเอาการจัดซื้อจัดจ้างเอาต์ซอร์ซ และการจ้าง บำรุงรักษาระบบ มาพิจารณาใหม่

“แอปพลิเคชั่นกว่า 100 ระบบ ซึ่งส่วนใหญ่ต้องเสียค่าบำรุงรักษารายปี (Maintenance Agreement-MA) ให้กับผู้จำหน่ายภายนอก ซึ่งเป็นต้นทุนที่สูงและเพิ่มขึ้นเรื่อย ๆ มองว่าในอนาคต “Agentic AI” จะสามารถเข้ามาทำหน้าที่เป็น “เอเย่นต์” ในการทำ MA และจัดการงานต่าง ๆ แทนมนุษย์ได้ ก็จะไปลดการจ้างคนหรือบริษัทมาทำ MA ได้

หรือแม้แต่ฝั่งทีมเทคโนโลยีของเราเอง ก็ต้องพิจารณาลดคนด้วย เพราะอย่างที่กล่าวไปว่า ระบบที่ซับซ้อนมหาศาล เราใช้แค่ 3 คนดูแล แต่ตอนนี้มีเกือบร้อยคน จึงมีทางเลือกว่าจะลดคน โดยเฉพาะทีม Developer และ QA อาจลดลงถึง 60% แต่มีประสิทธิภาพสูงขึ้นภายในระยะเวลา 1-2 ปีข้างหน้า และเพิ่มประสิทธิภาพโดยให้ทีมเทคฯที่ใหญ่โตนี้ให้สร้างรายได้ด้วยตัวเองได้ จนกลายเป็นสตาร์ตอัพใต้ปีกของแสนสิริอีกทีก็เป็นไปได้

รักษาผู้เชี่ยวชาญในองค์กร

ผู้สื่อข่าวรายงานด้วยว่า สิ่งที่ทุกคนพูดตรงกัน คือ การนำเอเย่นต์ AI มาใช้ในระบบงานจะมากจะน้อย ไม่ใช่เรื่องของการลงทุนจำนวนมหาศาล หรือเป็นการกำหนดระยะเวลาคืนทุน แต่เป็นการ “เข้าใจ” ในเนื้อหาของงาน และเปลี่ยน “วัฒนธรรม” การทำงาน สิ่งที่สำคัญที่สุดในลูปนี้ คือ “คนทำงานที่เชี่ยวชาญเฉพาะทาง” หรือ Domain Expertise จะเป็นกำลังสำคัญในการเชื่อมวัฒนธรรมการทำงานแบบใหม่เข้ากับเอเย่นต์เอไอ และอีกส่วน คือ การเตรียมพนักงานใหม่ให้กลายเป็นผู้เชี่ยวชาญอย่างรวดเร็ว

สุดท้าย คือ คำแนะนำสำหรับการปรับวัฒนธรรมในยุคเอเย่นต์ AI ของ “แมตต์ การ์แมน” ซีอีโอ AWS ที่บอกว่า ในอดีตผู้นำหรือนักพัฒนาอาจต้องคอยดูแลจัดการงานทีละขั้นตอน แต่ในยุคนี้ วัฒนธรรมการทำงานจะเปลี่ยนไปสู่การ “สั่งการผ่านเป้าหมาย” ผู้นำต้องเปลี่ยนมาเป็น “ผู้กำกับ” ที่เน้นการกำหนดผลลัพธ์ที่ต้องการ แล้วปล่อยให้เอเย่นต์ AI วางแผนและดำเนินงานเอง ปรับปรุงกระบวนการทำงานให้สอดคล้องกับจุดแข็งของ AI จะช่วยให้ทีมสามารถทำงานแบบขนานได้มากขึ้น

ผู้นำต้องทำให้การสร้างและใช้งาน AI เป็น “หน้าที่ของทุกคน” ไม่ใช่แค่ทีมเทคโนโลยี แต่ให้พนักงานทุกแผนก เช่น ทีมภาษี หรือทีมการตลาด สามารถสร้างเอเย่นต์เพื่อแก้ปัญหาของตัวเองได้โดยไม่ต้องเขียนโค้ด

สุดท้าย คือ ยอมรับความยุ่งเหยิง (Embrace the Messiness) ที่ผู้นำต้องทำใจ และต้องอนุญาตให้กระบวนการสร้างนวัตกรรมมีความยุ่งเหยิงได้ในช่วงแรก เพื่อให้เกิดการทดลองไอเดียใหม่ ๆ แต่ต้องมีระบบที่ทำให้คนอื่นสามารถค้นพบและนำไอเดียที่ดีไปใช้ต่อได้ง่าย