สะเทือนตลาดทุนอีกครั้ง เมื่อ กลุ่มทุน “เทเลนอร์” เจ้าของเดิมของ DTAC ขายหุ้นกว่า 24% ให้กับบริษัทที่มี “ศุภชัย เจียรวนนท์” ถือหุ้นใหญ่ ในการฉลองครบรอบ 3 ปี ของการควบรวมกิจการ true – dtac ซึ่งเป็นการบอกกับตลาดว่า เทเลนอร์ ถอนตัวจากประเทศไทย?
ผู้สื่อข่าวรายงานว่า กลุ่มทุน Telenor Thailand Investments Pte. Ltd. (เทเลนอร์) เจ้าของเก่าของ DTAC ได้ลงนามในสัญญากับบริษัท อไรซ์ ดิจิทัล เทคโนโลยี จำกัด (อไรซ์) ซึ่งเป็นบริษัทที่ถือหุ้นโดยนายศุภชัย เจียรวนนท์ เพื่อขายหุ้นของบริษัทในสัดส่วนร้อยละ 24.95 นอกจากนี้ เทเลนอร์และอะไรซ์ ยังได้ตกลงให้มีสิทธิการซื้อขายหุ้น (put/call option) สำหรับหุ้นส่วนที่เหลือร้อยละ 5.35 ของเทเลนอร์ ภายหลังครบระยะเวลา 2 ปีนับจากวันที่ปิดการขายครั้งแรก โดยการทำรายการขายดังกล่าวยังต้องเป็นไปตามเงื่อนไขตามแบบปฏิบัติทั่วไป
ส่งผลต่อราคาหุ้น TRUE ในตลาดอย่างรวดเร็ว โดยราคาดิ่งลงจาก 12.5 บาท -14.52% ในไม่กี่ ชม. และทาง “เทเลนอร์” ก็ได้ระบุด้วยว่าการขายหุ้นในไทยครั้งนี้ เป็นการถอนทุนครั้งที่ 2 ในเอเชีย
การประกาศนี้ เกิดขึ้นในจังหวะเวลาพอเหมาะพอเจาะ กับ วาระการครบรอบการควบรวมกิจการโทรคมนาคมครั้งใหญ่ที่สุดในไทย ระหว่าง true – dtac ที่จะครบรอบ 3 ปี ในวันที่ 1 มี.ค. 2569 นี้
ซึ่งครั้งหนึ่ง การควบรวมครั้งนี้ คือ การสร้าง “พันธมิตรที่เท่าเทียม” หรือ Equal Partner จึงทำให้ เทเลนอร์ ต้องคงการถือหุ้นใหญ่ไว้มากกว่า 30% ในบริษัทหนึ่งเดียวคือ True Corporation เพื่อร่วมกันกับกลุ่ม CP ผลักดันให้ True กลายเป็นบริษัท “Telecom – Tech” ระดับโลก
และถ้าจำกันได้ ในทุกครั้งทาง เทเลนอร์ กลุ่มทุนของรัฐและยักษ์โทรคมนาคมจากนอร์เวย์ ยืนกรานว่า จะไม่ถอนทุน ทิ้งตลาดประเทศไทยเด็ดขาด
นอกจากนี้ การครบรอบ 3 ปี ของการควบรวมกิจการมีความหมายมากกว่าตัวเลขสวย ๆ ด้วย เพราะ true มีเงื่อนไขที่มีสภาพ “บังคับ” ให้ต้องดำเนินการเพื่อลดผลกระทบต่อผู้ใช้บริการ และป้องครหา “ผูกขาด” ตลาด โดย มี คณะกรรมการกิจการกระจายเสียง กิจการโทรทัศน์ และกิจการโทรคมนาคมแห่งชาติ (กสทช.) ออกสิ่งที่เรียกว่า “เงื่อนไขและมาตรการเฉพาะ” ที่ผู้ควบรวมกิจการ “ต้องทำ” ละเอียดยิบมากกว่า 13 ข้อ
แต่ส่วนที่จะไฮไลต์ในที่นี้ คือ มาตรการของ กสทช. ที่มีอายุ 3 ปี ที่น่าจับตา คือ
1. การบังคับให้ “คงแบรนด์” เป็นส่วนที่น่าสนใจที่สุดคือ กสทช. ต้องการให้มีทางเลือกของผู้บริโภค จึงการกำหนดให้บริษัท TUC และบริษัท DTN แยกการบริหารและการทำตลาดภายใต้แบรนด์ “ทรู” และ “ดีแทค” แยกจากกันเป็นเวลาอย่างน้อย 3 ปี เป็นระยะเวลา 3 ปี
นั่นทำให้เรายังมีซิม true และ Dtac แยกกันอยู่ถึงทุกวันนี้
ก่อนหน้านี้ “ประชาชาติธุรกิจ” เคยรายงานเรื่องแนวโน้มการ “รวมแบรนด์” ทรู-ดีแทค ว่า ทิศทางการให้บริการภายใต้แบรนด์ “ทรู” เพียงแบรนด์เดียว “มนัสส์ มานะวุฒิเวช” ซีอีโอ ของ True ในขณะนั้น บอกว่า ตามโครงสร้างการควบรวมบริษัท บมจ.True สามารถให้บริการเครือข่ายมือถือได้ 2 แบรนด์ คือทรู และดีแทค จึงมองว่าการรวมแบรนด์เพื่อให้บริการในชื่อเดียวยังไม่ใช่เรื่องที่จำเป็นเร่งด่วน เพราะสิ่งที่กำลังโฟกัสตอนนี้ คือจะทำให้ลูกค้าดีแทคเข้ามามีส่วนร่วมในอีโคซิสเต็มของทรูมากขึ้นอย่างไรมากกว่า
“ที่ผ่านมาลูกค้าดีแทคยังไม่ค่อยมีส่วนร่วมกับบริการอื่น ๆ ของทรู แผนการดำเนินงานต่อจากนี้จึงจะเป็นการออกแบบประสบการณ์การใช้งานผ่านบริการต่าง ๆ เพื่อดึงลูกค้าดีแทคเข้ามาอยู่ในอีโคซิสเต็มของทรู”
แต่ในวันนี้ น่าจับตาว่า การรวมแบรนด์ ทรู-ดีแทค จะเกิดหรือ หรือจะยังคงยึดตามแนวทางเดิมคือค่อยๆ ปล่อยให้อีกแบรนด์หายไป เพราอะไรๆ ก็เปลี่ยน ทั้งผู้บริหารคนใหม่ กลุ่มผู้ถือหุ้นใหญ่ อย่าง “เทเลนอร์” ถอนตัวไป และเวลาของข้อบังคับจาก กสทช. ก็หมดลงแล้ว
ส่วนเงื่อนไขของ กสทช. อื่นๆ ที่จะหมดอายุหลัง 3 ปีควบรวม เช่น
การคุมคุณภาพการให้บริการ มีเงื่อนไขหรือมาตรการเฉพาะ ว่า True (บริษัท TUC (ลูกของ true) และบริษัท DTN ลูกของ dtac) จะต้องคงคุณภาพในการให้บริการ จะต้องเตรียมความพร้อมเพื่อรองรับจำนวนลูกค้าที่จะเพิ่มขึ้นจากการรวมธุรกิจเพื่อให้คุณภาพในการให้บริการต่อผู้ใช้บริการไม่ต่ำกว่าเดิม เช่น จำนวนเจ้าหน้าที่ที่เพียงพอเพื่อรองรับการให้บริการทั้งในส่วนของศูนย์บริการ และพนักงานรับสาย (Call center) รวมถึงขนาดพื้นที่ของศูนย์บริการลูกค้าที่สามารถรองรับการเข้ามาติดต่อของผู้ใช้บริการ
ความครอบคลุมของโครงข่าย บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ
เงื่อนไขเพิ่มเติม เกี่ยวกับเศรษฐกิจของประเทศ นวัตกรรมและความเหลื่อมล้ำทางดิจิทัล บริษัท TUC และ/หรือบริษัท DTN จะต้องจัดให้มีโครงข่ายโทรคมนาคมเพื่อการประกอบกิจการด้วยเทคโนโลยี 5G ครอบคลุมไม่น้อยกว่าร้อยละ 85 ของจำนวนประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 3 ปี และร้อยละ 90 ของประชากรทั้งหมดของประเทศภายใน 5 ปีนับจากวันที่รวมธุรกิจ
เรื่องอื่นๆ สามารถเข้าไปอ่านในประกาศ กสทช. ฉบับเต็มได้