อีลอน มัสก์ (Elon Musk) บนเวที World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ชี้อนาคตมนุษยชาติอยู่ที่ AI หุ่นยนต์ พลังงาน และการรักษา “แสงแห่งสติปัญญา”
การประชุมประจำปีของ World Economic Forum 2026 ไม่ใช่เพียงการถกเถียงกันด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่ตั้งคำถามใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติ และหนึ่งในบทสนทนาที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือการขึ้นเวทีของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX ที่กล่าวถึงมุมมองต่อโลกยุค AI ในฐานะมนุษย์ที่มาจากอนาคตได้ไกลกว่ามิติทางธุรกิจอย่างเดียว
อีลอนระบุว่า บริษัทที่มีอยู่จะทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ แต่ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือการเพิ่มความน่าจะเป็น ที่อารยธรรมมนุษย์จะมีอนาคตที่ดี เพราะ “ชีวิต” และ “สติปัญญา” ไม่ใช่สิ่งถาวร หากแต่เปราะบางอย่างยิ่ง และสูญสลายได้ง่ายยิ่งกว่าอะไร
“The image in my mind is of a tiny candle in a vast darkness. A tiny candle of consciousness that could easily go out.”
เขาเปรียบสติปัญญาของมนุษย์เสมือนเทียนเล่มเล็กในความมืดอันกว้างใหญ่ ซึ่งอาจดับลงได้จากทั้งภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง
แนวคิดดังกล่าวแท้จริงแล้วแนวคิดเบื้องหลังของ SpaceX ซึ่งอีลอนย้ำว่าไม่ได้เป็นเพียงบริษัทปล่อยจรวด แต่คือความพยายามทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายดาวเคราะห์ เพื่อให้แม้โลกจะเผชิญหายนะ สติปัญญายังคงดำรงอยู่ต่อไป เขากล่าวว่า หากชีวิตและสติปัญญามีอยู่เพียงแห่งเดียวในจักรวาลอย่างที่เรารู้ การรักษา “แสงแห่งสติปัญญา” จึงเป็นภารกิจสำคัญที่สุด
“That’s why it’s important to make life multiplanetary such that if there is a natural disaster or a man-made disaster on Earth, consciousness continues.”
ในอีกด้านหนึ่งชี้ว่า ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทั่วโลกไม่สามารถแก้ได้ด้วยแรงงานมนุษย์แบบเดิม หากมนุษย์ต้องการมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้น ทางเลือกเดียวคือ AI และหุ่นยนต์ เขาคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีหุ่นยนต์ Humanoid จำนวนมากกว่าประชากรมนุษย์ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง โลกจะมีสินค้าและบริการมากจนมนุษย์อาจนึกไม่ออกว่าจะอยากได้อะไรอีก
หุ่นยนต์ในอนาคตจะไม่ได้จำกัดอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม แต่จะกลายเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลเด็ก ดูแลสัตว์เลี้ยง และช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่มนุษย์ขาดแคลนแรงงาน อีลอน มัสก์ กล่าวว่า คำถามสำคัญคือไม่ใช่ว่ามนุษย์จะตกงานหรือไม่ แต่มนุษย์จะนิยาม คุณค่าและเป้าหมายของชีวิต อย่างไรในโลกที่ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด
หนึ่งในช่วงที่พิธีกรถามบนเวที คือการคาดการณ์ด้าน AI โดยเจ้าตัวระบุว่า ภายในปลายปีนี้หรือไม่เกินปีหน้า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ และภายในราวปี 2030-2031 AI จะฉลาดกว่ามนุษยชาติรวมกันทั้งหมด
อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า AI จะไม่กระจุกตัวอยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เนื่องจากต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันสูง และการเกิดขึ้นของโมเดลแบบเปิด ซึ่งจะผลักดันให้ AI เข้าถึงผู้คนทั่วโลก
แม้หลายฝ่ายจะมองว่าคอขวดของยุค AI คือชิปประมวลผล แต่อีลอนชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงคือ พลังงานไฟฟ้า เพราะขณะที่การผลิตชิป AI เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่การเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศพัฒนาแล้วกลับเติบโตเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต พร้อมยกตัวอย่างจีนที่ลงทุนมหาศาลในพลังงานแสงอาทิตย์และนิวเคลียร์ จนสามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าได้ในระดับที่โลกตะวันตกยังตามไม่ทัน
ทั้งอธิบายไว้ว่า พลังงานในระบบสุริยะเกือบทั้งหมดมาจากดวงอาทิตย์ ในเชิงทฤษฎี พื้นที่โซลาร์ขนาดประมาณ 100 ไมล์คูณ 100 ไมล์ ก็เพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าให้สหรัฐอเมริกาทั้งประเทศได้ ด้วยเหตุนี้ SpaceX และ Tesla จึงเดินหน้าลงทุนในโซลาร์ขนาดใหญ่ และมองไปไกลถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ
เขาเปิดเผยแนวคิดการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ โดยชี้ว่าอวกาศมีข้อได้เปรียบทั้งแสงอาทิตย์ตลอดเวลา การระบายความร้อนตามธรรมชาติ และไม่ใช้พื้นที่บนโลก ทำนายต่อว่า ภายใน 2-3 ปี ต้นทุนการประมวลผล AI ที่ถูกที่สุดอาจไม่อยู่บนโลกอีกต่อไป
ในด้านอวกาศ กล่าวถึงโครงการ Starship ซึ่งมีเป้าหมายพิสูจน์การใช้จรวดซ้ำได้ 100% ภายในปีนี้ หากสำเร็จ ต้นทุนการส่งของขึ้นอวกาศจะลดลงถึง 100 เท่า เปลี่ยนอวกาศจากพื้นที่ของรัฐและมหาเศรษฐี ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก
เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจ เขามองย้อนกลับไปถึงวัยเด็กที่เติบโตมากับหนังสือไซไฟและการ์ตูน และกล่าวว่าอยากทำให้สิ่งที่เคยเป็นนิยายวิทยาศาสตร์กลายเป็นความจริง พร้อมนิยามปรัชญาของตนเองว่าเป็น “ปรัชญาแห่งความใคร่รู้” ตั้งคำถามต่อจักรวาล ความหมายของชีวิต และสิ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้ว่าควรถามอะไร
ช่วงท้ายของการสนทนา ฝากข้อความถึงผู้ฟังว่า แม้อนาคตจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การเลือกมองโลกในแง่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตดีกว่า สำหรับมนุษย์แล้ว การเป็นนักมองโลกในแง่ดีแม้จะผิด ยังดีกว่าการมองโลกในแง่ร้ายแต่ถูก และในโลกที่ AI กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี คือการรักษาความหวังและความตื่นเต้นต่ออนาคตไว้ให้ได้