Skip to content

Elon Musk บนเวที Davos 2026

23 ม.ค. 2569 | 12:07น.
Elon Musk บนเวที Davos 2026

อีลอน มัสก์ (Elon Musk) บนเวที World Economic Forum 2026 ที่เมืองดาวอส ประเทศสวิตเซอร์แลนด์ ชี้อนาคตมนุษยชาติอยู่ที่ AI หุ่นยนต์ พลังงาน และการรักษา “แสงแห่งสติปัญญา”

การประชุมประจำปีของ World Economic Forum 2026 ไม่ใช่เพียงการถกเถียงกันด้านเศรษฐกิจ การเมือง หรือภูมิรัฐศาสตร์เท่านั้น แต่ยังเป็นเวทีที่ตั้งคำถามใหญ่เกี่ยวกับอนาคตของมนุษยชาติ และหนึ่งในบทสนทนาที่ได้รับความสนใจสูงสุด คือการขึ้นเวทีของ อีลอน มัสก์ (Elon Musk) ผู้ก่อตั้ง Tesla และ SpaceX ที่กล่าวถึงมุมมองต่อโลกยุค AI ในฐานะมนุษย์ที่มาจากอนาคตได้ไกลกว่ามิติทางธุรกิจอย่างเดียว

อีลอนระบุว่า บริษัทที่มีอยู่จะทำงานในหลากหลายอุตสาหกรรม ตั้งแต่ยานยนต์ไฟฟ้า อวกาศ ปัญญาประดิษฐ์ ไปจนถึงหุ่นยนต์ แต่ทั้งหมดมีเป้าหมายเดียวกัน คือการเพิ่มความน่าจะเป็น ที่อารยธรรมมนุษย์จะมีอนาคตที่ดี เพราะ “ชีวิต” และ “สติปัญญา” ไม่ใช่สิ่งถาวร หากแต่เปราะบางอย่างยิ่ง และสูญสลายได้ง่ายยิ่งกว่าอะไร

“The image in my mind is of a tiny candle in a vast darkness. A tiny candle of consciousness that could easily go out.”

เขาเปรียบสติปัญญาของมนุษย์เสมือนเทียนเล่มเล็กในความมืดอันกว้างใหญ่ ซึ่งอาจดับลงได้จากทั้งภัยธรรมชาติและภัยที่มนุษย์สร้างขึ้นเอง

แนวคิดดังกล่าวแท้จริงแล้วแนวคิดเบื้องหลังของ SpaceX ซึ่งอีลอนย้ำว่าไม่ได้เป็นเพียงบริษัทปล่อยจรวด แต่คือความพยายามทำให้มนุษย์กลายเป็นสิ่งมีชีวิตหลายดาวเคราะห์ เพื่อให้แม้โลกจะเผชิญหายนะ สติปัญญายังคงดำรงอยู่ต่อไป เขากล่าวว่า หากชีวิตและสติปัญญามีอยู่เพียงแห่งเดียวในจักรวาลอย่างที่เรารู้ การรักษา “แสงแห่งสติปัญญา” จึงเป็นภารกิจสำคัญที่สุด

 “That’s why it’s important to make life multiplanetary such that if there is a natural disaster or a man-made disaster on Earth, consciousness continues.”

ในอีกด้านหนึ่งชี้ว่า ปัญหาความยากจนและความเหลื่อมล้ำทั่วโลกไม่สามารถแก้ได้ด้วยแรงงานมนุษย์แบบเดิม หากมนุษย์ต้องการมาตรฐานชีวิตที่สูงขึ้น ทางเลือกเดียวคือ AI และหุ่นยนต์ เขาคาดการณ์ว่าในอนาคตจะมีหุ่นยนต์ Humanoid จำนวนมากกว่าประชากรมนุษย์ และเมื่อถึงจุดหนึ่ง โลกจะมีสินค้าและบริการมากจนมนุษย์อาจนึกไม่ออกว่าจะอยากได้อะไรอีก

หุ่นยนต์ในอนาคตจะไม่ได้จำกัดอยู่ในโรงงานอุตสาหกรรม แต่จะกลายเป็นผู้ดูแลผู้สูงอายุ ดูแลเด็ก ดูแลสัตว์เลี้ยง และช่วยแก้ปัญหาสังคมสูงวัยที่มนุษย์ขาดแคลนแรงงาน อีลอน มัสก์ กล่าวว่า คำถามสำคัญคือไม่ใช่ว่ามนุษย์จะตกงานหรือไม่ แต่มนุษย์จะนิยาม คุณค่าและเป้าหมายของชีวิต อย่างไรในโลกที่ไม่จำเป็นต้องทำงานเพื่อความอยู่รอด

หนึ่งในช่วงที่พิธีกรถามบนเวที คือการคาดการณ์ด้าน AI โดยเจ้าตัวระบุว่า ภายในปลายปีนี้หรือไม่เกินปีหน้า AI จะฉลาดกว่ามนุษย์ และภายในราวปี 2030-2031 AI จะฉลาดกว่ามนุษยชาติรวมกันทั้งหมด

อย่างไรก็ตาม เขาเชื่อว่า AI จะไม่กระจุกตัวอยู่กับบริษัทใดบริษัทหนึ่ง เนื่องจากต้นทุนลดลงอย่างรวดเร็ว การแข่งขันสูง และการเกิดขึ้นของโมเดลแบบเปิด ซึ่งจะผลักดันให้ AI เข้าถึงผู้คนทั่วโลก

แม้หลายฝ่ายจะมองว่าคอขวดของยุค AI คือชิปประมวลผล แต่อีลอนชี้ว่าปัญหาที่แท้จริงคือ พลังงานไฟฟ้า เพราะขณะที่การผลิตชิป AI เติบโตแบบก้าวกระโดด แต่การเพิ่มกำลังการผลิตไฟฟ้าในประเทศพัฒนาแล้วกลับเติบโตเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์ต่อปี ซึ่งไม่สอดคล้องกับความต้องการในอนาคต พร้อมยกตัวอย่างจีนที่ลงทุนมหาศาลในพลังงานแสงอาทิตย์และนิวเคลียร์ จนสามารถเพิ่มกำลังผลิตไฟฟ้าได้ในระดับที่โลกตะวันตกยังตามไม่ทัน

ทั้งอธิบายไว้ว่า พลังงานในระบบสุริยะเกือบทั้งหมดมาจากดวงอาทิตย์ ในเชิงทฤษฎี พื้นที่โซลาร์ขนาดประมาณ 100 ไมล์คูณ 100 ไมล์ ก็เพียงพอที่จะผลิตไฟฟ้าให้สหรัฐอเมริกาทั้งประเทศได้ ด้วยเหตุนี้ SpaceX และ Tesla จึงเดินหน้าลงทุนในโซลาร์ขนาดใหญ่ และมองไปไกลถึงการใช้พลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ

เขาเปิดเผยแนวคิดการสร้างศูนย์ข้อมูล AI ที่ขับเคลื่อนด้วยพลังงานแสงอาทิตย์ในอวกาศ โดยชี้ว่าอวกาศมีข้อได้เปรียบทั้งแสงอาทิตย์ตลอดเวลา การระบายความร้อนตามธรรมชาติ และไม่ใช้พื้นที่บนโลก ทำนายต่อว่า ภายใน 2-3 ปี ต้นทุนการประมวลผล AI ที่ถูกที่สุดอาจไม่อยู่บนโลกอีกต่อไป

ในด้านอวกาศ กล่าวถึงโครงการ Starship ซึ่งมีเป้าหมายพิสูจน์การใช้จรวดซ้ำได้ 100% ภายในปีนี้ หากสำเร็จ ต้นทุนการส่งของขึ้นอวกาศจะลดลงถึง 100 เท่า เปลี่ยนอวกาศจากพื้นที่ของรัฐและมหาเศรษฐี ให้กลายเป็นโครงสร้างพื้นฐานใหม่ของเศรษฐกิจโลก

เมื่อถูกถามถึงแรงบันดาลใจ เขามองย้อนกลับไปถึงวัยเด็กที่เติบโตมากับหนังสือไซไฟและการ์ตูน และกล่าวว่าอยากทำให้สิ่งที่เคยเป็นนิยายวิทยาศาสตร์กลายเป็นความจริง พร้อมนิยามปรัชญาของตนเองว่าเป็น “ปรัชญาแห่งความใคร่รู้” ตั้งคำถามต่อจักรวาล ความหมายของชีวิต และสิ่งที่มนุษย์ยังไม่รู้ว่าควรถามอะไร

ช่วงท้ายของการสนทนา ฝากข้อความถึงผู้ฟังว่า แม้อนาคตจะเต็มไปด้วยความไม่แน่นอน แต่การเลือกมองโลกในแง่ดีช่วยให้คุณภาพชีวิตดีกว่า สำหรับมนุษย์แล้ว การเป็นนักมองโลกในแง่ดีแม้จะผิด ยังดีกว่าการมองโลกในแง่ร้ายแต่ถูก และในโลกที่ AI กำลังก้าวข้ามขีดจำกัดของมนุษย์ สิ่งที่สำคัญไม่แพ้เทคโนโลยี คือการรักษาความหวังและความตื่นเต้นต่ออนาคตไว้ให้ได้