เลือกตั้ง 2569 : TDRI เปิดข้อสังเกตนโยบายหาเสียง ‘ภูมิใจไทย’ หนุน ‘รมต.มืออาชีพ–พยาบาลอาสา’ แนะทบทวน ‘คนละครึ่งพลัส–ค่าไฟ 3 บาท’
สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) เผยผลวิเคราะห์ ต้นทุนทางการเงินและแหล่งที่มาของงบประมาณ จากนโยบายหาเสียงของพรรคภูมิใจไทย ตามเอกสารที่ยื่นต่อคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) สำหรับการเลือกตั้งทั่วไปปี 2569
TDRI ระบุว่า พรรคภูมิใจไทยเสนอนโยบายต่อ กกต. รวม 8 นโยบาย ใช้งบประมาณรวมราว 1.48 แสนล้านบาท ซึ่งถือว่าไม่สูงเมื่อเทียบกับหลายพรรคการเมือง โดยมี 4 นโยบายที่ใช้งบเกิน 1 หมื่นล้านบาท ได้แก่
- ลดค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท
- คนละครึ่งพลัส (ระยะ 2)
- ทหารอาสา 1 แสนคน
- พยาบาลอาสา 7.5 แสนคน
อย่างไรก็ตาม คณะผู้วิจัยเห็นว่า นโยบายของพรรคมีทั้งส่วนที่ ควรเดินหน้าต่อ และส่วนที่ อาจสร้างปัญหาและควรทบทวน
หนุนนโยบายไม่ใช้งบ–ตอบโจทย์สังคมสูงวัย
TDRI เห็นว่านโยบาย “รมต.มืออาชีพ” ซึ่งเป็นการประกาศรายชื่อบุคคลที่จะเข้ามาดำรงตำแหน่งรัฐมนตรีล่วงหน้า เป็นแนวทางที่ดีในการสร้างบรรทัดฐานทางการเมืองและความโปร่งใส แม้ในทางปฏิบัติอาจเผชิญข้อจำกัด หากโครงสร้างรัฐบาลผสมแตกต่างจากที่ผ่านมา
ขณะเดียวกัน นโยบาย “พยาบาลอาสา ดูแลผู้สูงวัย (1 หมู่บ้าน 1 พยาบาลอาสา)” ซึ่งเสนอให้จ้างงานเดือนละ 15,000 บาท เป็นเวลา 4 ปี ครอบคลุม 75,000 หมู่บ้านทั่วประเทศ ถือเป็นนโยบายที่ตอบโจทย์สังคมสูงอายุและช่วยสร้างการจ้างงานอย่างเป็นรูปธรรม แต่ความสำเร็จขึ้นอยู่กับการฝึกอบรมและการคัดเลือกบุคลากรอย่างมีคุณภาพ พร้อมย้ำว่าไม่ควรดึงงบจากกองทุนผู้สูงอายุหรือ สปสช. ที่มีข้อจำกัดด้านงบประมาณอยู่แล้ว
นอกจากนี้ TDRI ยังเห็นว่า การไม่สานต่อนโยบาย “แลนด์บริดจ์” ซึ่งเคยเป็นนโยบายเรือธงของพรรคในการเลือกตั้งปี 2566 เป็นเรื่องเหมาะสม เนื่องจากโครงการดังกล่าวไม่คุ้มค่าทางการเงินและให้ผลตอบแทนทางเศรษฐกิจต่ำ จากผลการศึกษาของจุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและสภาพัฒน์
เตือนนโยบายใช้งบสูง–บิดเบือนตลาด
สำหรับนโยบายที่ควรทบทวน TDRI ระบุว่า นโยบาย ทหารอาสา 100,000 คน ใช้งบประมาณกว่า 2.27 หมื่นล้านบาทต่อปี แม้แนวคิดเลิกเกณฑ์ทหารจะเป็นเรื่องดี แต่จำนวนทหารอาสาที่เสนอสูงกว่าทหารเกณฑ์ปัจจุบัน และให้ค่าตอบแทนใกล้เคียงหรือสูงกว่าข้าราชการจบปริญญาตรี อาจดึงแรงงานชายออกจากตลาดแรงงาน และส่งผลลบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจ
ส่วนนโยบาย ค่าไฟฟ้าหน่วยละ 3 บาท สำหรับ 300 หน่วยแรก TDRI ชี้ว่า ตัวเลขงบประมาณที่พรรคประเมินไว้ต่ำกว่าความเป็นจริง โดยหากคำนวณจากต้นทุนระบบไฟฟ้าที่แท้จริง ภาระงบประมาณอาจสูงถึง 7.5 หมื่นล้านบาทต่อปี อีกทั้งเป็นการอุดหนุนแบบถ้วนหน้า ทำให้กลุ่มรายได้สูงได้รับประโยชน์โดยไม่จำเป็น และลดแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน
ขณะที่นโยบาย “คนละครึ่งพลัส” ถูกมองว่าเป็นมาตรการระยะสั้น ใช้งบประมาณสูง แต่ไม่แก้ปัญหาเชิงโครงสร้างในระยะยาว ส่วนที่เป็นการเพิ่มทักษะให้ร้านค้า ยังขาดหลักฐานเชิงประจักษ์ถึงประสิทธิผล จึงควรมีการประเมินผลโดยหน่วยงานวิชาการอิสระ
นอกจากนี้ TDRI ยังตั้งข้อสังเกตต่อนโยบาย มอเตอร์ไซค์ไฟฟ้า และ การสร้างกำแพงชายแดน ว่ามีความเสี่ยงต่อปัญหาหนี้สิน ความขัดแย้งชายแดน และผลกระทบต่อการใช้ชีวิตของประชาชน หากไม่มีการออกแบบมาตรการอย่างรอบคอบ