เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

สุชาติ ชมกลิ่น จากแรงงานท่าเรือสู่แกนนำการเมืองชลบุรี

10 ก.พ. 2569 | 19:15น.
สุชาติ ชมกลิ่น

สุชาติ ชมกลิ่น

ชีวิตเริ่มจากศูนย์ แบกข้าวสารอยู่ท่าเรือ ก่อนก้าวขึ้นเป็นรัฐมนตรี และรองนายกรัฐมนตรี ‘สุชาติ ชมกลิ่น’ เส้นทางชีวิตนักการเมืองที่เติบโตจากฐานราก

สุชาติ ชมกลิ่น รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อม เป็นนักการเมืองที่เติบโตจากฐานรากชีวิตแรงงาน ก่อนก้าวขึ้นสู่เวทีการเมืองระดับชาติ พร้อมบทบาทสำคัญทั้งในฝ่ายบริหารและการจัดทัพการเมืองระดับพื้นที่ โดยยืนยันจุดยืนชัดในทุกข้อกล่าวหาและกระแสวิพากษ์ว่า “ต้องพิสูจน์ด้วยข้อเท็จจริงและกฎหมาย”

เส้นทางชีวิต จากลูกชาวบ้านสู่การเมือง

สุชาติ ชมกลิ่น เกิดวันที่ 15 กรกฎาคม 2517 (อายุ 51 ปี) มีชื่อเล่นว่า ‘เฮ้ง’ ภูมิลำเนาอยู่ที่จังหวัดชลบุรี สมรสกับ วิมลจิต อรินทมะพงษ์ มีบุตรชาย 2 คน

สุชาติ ชมกลิ่น เคยเปิดเผยกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า ในชีวิตของเขามีบุคคลสำคัญที่ให้โอกาสอยู่ 2 คน คนแรกคือ ‘กำนันเป๊าะ’ สมชาย คุณปลื้ม ผู้เปิดประตูสู่เส้นทางการเมือง หลังเขาเข้าไปทำงานเป็นลูกน้องตั้งแต่อายุเพียง 25 ปี และคนที่สองคือ ‘ลุงป้อม’ พล.อ.ประวิตร วงษ์สุวรรณ อดีตรองนายกรัฐมนตรี และหัวหน้าพรรคพลังประชารัฐ ซึ่งสุชาติย้ำว่า การได้เป็นรัฐมนตรีไม่ได้เกิดจากความใกล้ชิดส่วนตัว หากเป็นการพิจารณาของนายกรัฐมนตรี พล.อ.ประยุทธ์ จันทร์โอชา

สุชาติเล่าย้อนถึงชีวิตในอดีตว่า เคยเป็นคนจนอย่างแท้จริง แบกน้ำตาลและข้าวสารอยู่ท่าเรืออ่าวไทยนานถึง 7 ปี รับเหมางานเป็นกุลี และทำเรือสินค้าส่งออกข้าวและน้ำตาลที่เกาะสีชัง ชีวิตเต็มไปด้วยความลำบาก ก่อนจะเริ่มต้นใหม่หลังเรียนจบบัญชี ด้วยการเป็นเซลส์ขายบ้าน เงินเดือน 5,500 บาท ทำงานอยู่ราว 1 ปี จากนั้นย้ายไปทำงานธนาคารอีก 1 ปี เพื่อเรียนรู้ระบบสินเชื่อ ก่อนออกมารับเหมานาน 7 ปี และค่อย ๆ สร้างธุรกิจหมู่บ้านจัดสรรของตัวเอง จากบ้านเพียง 2 หลัง ขยายเป็น 4 หลัง และเพิ่มเป็น 8 หลังในเวลาต่อมา

‘เสี่ยเฮ้ง’ ยังเผยว่า เคยเป็นเซลส์ขายบ้านในโครงการหมู่บ้านแคลิฟอร์เนีย ซึ่งมี สนธยา คุณปลื้ม เป็นเจ้าของโครงการ โดยเก็บเกี่ยวประสบการณ์ด้านธุรกิจและการทำงาน ก่อนผันตัวไปเป็นพนักงานธนาคาร วันที่สนธยาได้รับตำแหน่งรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงอุตสาหกรรมเป็นครั้งแรก ภาพการฉลองกันในหมู่บ้านแคลิฟอร์เนียยังติดตา เพราะในเวลานั้น เขาเป็นเพียงเซลส์ขายบ้านธรรมดาคนหนึ่ง

สุชาติยังเติบโตมาจากโรงเรียนวัด เคยเป็นนักกีฬาฟุตบอลของสโมสรโอสถสภา ได้เบี้ยเลี้ยงฝึกซ้อมวันละ 120 บาท และเบี้ยเลี้ยงแข่งขันวันละ 240 บาท มีเงินเดือนเพียงหลักพันบาท ขณะที่ครอบครัวเป็นครอบครัวแรงงาน บิดามีอาชีพรับจ้างจับกัง มารดาเป็นแม่ค้าขายขนมครกหน้าตลาดหนองมน

เขากล่าวว่า ชีวิตของตนเองไม่ต่างจากละครหรือนิยาย จากลูกคนจนที่พ่อเป็นยาม แม่ขายขนมครก จนก้าวขึ้นมาเป็นสมาชิกสภาผู้แทนราษฎร พร้อมย้ำว่า สิ่งที่ภูมิใจที่สุดไม่ใช่ตำแหน่ง แต่คือการที่ครอบครัวไม่เคยคดโกงใคร ทำให้แม่สามารถเดินตลาดโดยมีแต่คนยกมือไหว้ และยังคงเป็นครอบครัวที่อบอุ่น แม้จะเคยยากจนก็ตาม

ในด้านแนวคิดการบริหาร สุชาติระบุว่า ต้องประเมินตัวเองให้ชัดว่าทำงานได้จริงหรือไม่ หากทำไม่ได้ก็ไม่ควรอยู่ในตำแหน่ง เปรียบเสมือนการทำธุรกิจที่ต้องวางแผนและวัดผลเป็นรูปธรรม เขามองว่าการบริหารกระทรวงต้องใช้หลัก KPI ตรวจสอบผลงานของผู้บริหารระดับสูง ว่าผลลัพธ์ที่ทำได้เป็นไปตามเป้าหมายหรือไม่ หากไม่เป็นไปตามแผน ต้องไล่ดูปัญหาเป็นจุด ๆ และปรับการใช้ทรัพยากรให้เกิดประโยชน์สูงสุดกับองค์กร ไม่ใช่เพื่อประโยชน์ส่วนตัว

สุชาติย้ำว่า รัฐมนตรีไม่ใช่เพียงผู้รับฟังข้าราชการประจำ แต่ต้องเป็นผู้นำทางกระทรวง วางทิศทาง ตรวจสอบความถูกต้องตามกฎหมายและระเบียบ หากปล่อยให้ปลัดกระทรวงทำงานเพียงลำพังโดยไม่กำหนดนโยบาย ก็ไม่จำเป็นต้องมีรัฐมนตรี ซึ่งหลักคิดทั้งหมดนี้คือการนำแนวทางบริหารธุรกิจมาปรับใช้กับการบริหารประเทศ

บทบาทการเมือง เติบโตจากพื้นที่สู่เวทีอำนาจรัฐ

สุชาติเข้าสู่สนามเลือกตั้งครั้งแรกในปี 2554 ในนามพรรคพลังชล ก่อนขยับบทบาทในระดับชาติจากการเป็น สส.พรรคพลังประชารัฐ ในการเลือกตั้งปี 2562 และได้รับแต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีว่าการกระทรวงแรงงาน

ต่อมาในปี 2566 สุชาติตัดสินใจย้ายพรรคมาสังกัดพรรครวมไทยสร้างชาติ และได้รับเลือกเป็น สส.บัญชีรายชื่อ ก่อนมีพระบรมราชโองการโปรดเกล้าฯ แต่งตั้งเป็นรัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงพาณิชย์ในปี 2567 และก้าวขึ้นดำรงตำแหน่งรองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงทรัพยากรธรรมชาติและสิ่งแวดล้อมในรัฐบาลชุดถัดมา

ในทางการเมืองระดับพื้นที่ สุชาติถูกมองว่าเป็น “แม่ทัพชลบุรี” ที่สามารถรวบรวมกลุ่ม สส.เพื่อนเฮ้งเข้าสภาได้ถึงราว 16–17 คน กระจายในหลายจังหวัด สะท้อนอิทธิพลทางการเมืองที่สร้างจากความสัมพันธ์และการทำงานต่อเนื่องยาวนานกว่า 20 ปี

ยึดกฎหมาย ไม่ยอมรับการเมืองตามกระแส

ท่ามกลางกระแสเรียกร้องให้นับคะแนนเลือกตั้งใหม่ในเขต 1 จังหวัดชลบุรี สุชาติออกมาแสดงจุดยืนชัดเจนว่าไม่กังวล พร้อมให้ตรวจสอบทุกขั้นตอนภายใต้กรอบกฎหมาย โดยย้ำว่าการเลือกตั้งทุกหน่วยมีผู้สังเกตการณ์จากทุกพรรค และสามารถทักท้วงได้ในวันนับคะแนน

เขาระบุว่าคะแนนที่ได้รับกว่า 45,000 คะแนน เป็นผลจากการทำงานและหาเสียงด้วย “หยาดเหงื่อ” ตลอด 4 เดือน และหากมีการนับคะแนนใหม่แล้วผลออกมาเท่าเดิม ผู้ที่ออกมาเรียกร้องควรแสดงความรับผิดชอบ พร้อมเปรียบการไม่ยอมรับผลเลือกตั้งว่าเป็นพฤติกรรม “เด็กอยากกินลูกอม” ซึ่งไม่ควรเกิดขึ้นในระบบประชาธิปไตย

ในทุกข้อกล่าวหา ไม่ว่าจะเป็นกรณีแรงงานไทยไปฟินแลนด์ หรือประเด็นการเลือกตั้ง สุชาติยืนยันหลักการเดียวกันคือ เปิดให้ตรวจสอบ แต่ต้องยึดพยานหลักฐาน ไม่ตัดสินกันด้วยกระแสโซเชียล พร้อมประกาศชัดว่า การเมืองต้องเดินไปข้างหน้าด้วยกติกา ไม่ใช่อารมณ์