เว็บไซต์นี้ใช้คุ้กกี้เพื่อสร้างประสบการณ์ที่ดีมีประสิทธิภาพยิ่งขี้น อ่านเพิ่มเติมคลิก (Privacy Policy) และ (Cookies Policy)
Skip to content
ดูทั้งหมด

รัฐปั้น Growth Story ปลุก ศก. ดึงทุนนอก ‘ฟาสต์แทร็ก’ เข้าตลาดหุ้น

17 มิ.ย. 2569 | 07:31น.
ฟาสต์แทร็ก

ฟาสต์แทร็ก

รัฐบาลเร่งเครื่องปั้น “Thailand Growth Story” วางหมากดึงอุตสาหกรรมใหม่ลงทุน หวังปั๊มเศรษฐกิจกลับไปโต 4-5% มอบหมาย “ดร.สันติธาร-สศค.” นำทีม พร้อมดันแก้กฎหมายตลาดทุน “ฟาสต์แทร็ก” ให้บริษัทต่างชาติที่ได้ BOI เข้าระดมทุนตลาดหุ้น ซุ่มวางแผนตั้ง “อินฟราสตรักเจอร์ ฟันด์” ระดมทุนทำเมกะโปรเจ็กต์รัฐวิสาหกิจ เล็งส่ง “กฟผ.” นำร่อง FETCO ชงยกเว้นภาษี-ดึงเงินเข้า SET  ชี้ตลาดหุ้นไทยไม่ใช่แค่หลุมหลบภัยชั่วคราว “อัสสเดช” ผู้จัดการตลาดหุ้น หนุนปรับเกณฑ์ดึง New Economy เข้าจดทะเบียน

แหล่งข่าวจากภาคตลาดทุนเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รัฐบาลกำลังผลักดันสร้าง “Thailand Growth Story” ในหลาย ๆ เรื่อง เพื่อสร้างการเติบโตให้กับเศรษฐกิจไทย โดยตั้งเป้าหมายผลักดันให้เศรษฐกิจไทยโตเพิ่มขึ้นเท่าตัวจากระดับปัจจุบัน หรือกลับไปโต 4-5% ต่อปีในแผนระยะยาว ซึ่งจะส่งผลดีกับตลาดทุนไทยด้วย ประกอบด้วย 4 เรื่องใหญ่ที่ต้องทำ คือ การเร่งรัดการลงทุนโดยตรงจากบีโอไอ, การผลักดันการออมผ่านโครงการบัญชีการออมส่วนบุคคล (TISA) ซึ่งจะช่วยหนุนตลาดทุน, การเชื่อมโยงบริษัทในตลาดหลักทรัพย์ฯ กับเอสเอ็มอี ปรับทักษะ Up skill-Re skill และการแก้ไข
กฎระเบียบของตลาดหลักทรัพย์ฯ ที่ยังเป็นอุปสรรค

ฟาสต์แทร็กเข้าตลาดหุ้น

ทั้งนี้ก่อนสิ้นปี 2569  น่าจะได้เห็นการเปลี่ยนแปลงเกิดขึ้นหลาย ๆ อย่าง โดย ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและ รมว.คลัง ได้ตั้งทีมขึ้นมาดูเรื่องนี้ โดยมอบหมายให้ ดร.สันติธาร เสถียรไทย ผู้ช่วยรัฐมนตรี กระทรวงการคลังรับผิดชอบหลัก ร่วมกับสำนักงานเศรษฐกิจการคลัง (สศค.) วางยุทธศาสตร์มุ่งเน้นการลงทุน ด้วยการผลักดันการลงทุนผ่านการส่งเสริมการลงทุน (BOI) และในเขตพัฒนาพิเศษภาคตะวันออก EEC ให้เกิดขึ้นจริง

“เป็นการดึงการลงทุนเข้ามาดันตลาดหุ้น คือ เมื่อผลักดันการลงทุนให้เกิดขึ้นจริงได้แล้ว  หลังจากนั้นก็จะทำฟาสต์แทร็กให้บริษัทที่ได้ BOI กับที่ลงทุนใน EEC มาจดทะเบียนเข้าตลาดหุ้นได้ในเวลาที่รวดเร็ว โดยผ่อนปรนเกณฑ์การ IPO (การเสนอขายหุ้นต่อสาธารณะครั้งแรก) เพื่ออำนวยความสะดวกให้บริษัทเหล่านี้  ซึ่งมีทั้งมาจากไต้หวัน จากจีน ที่มาลงทุนดาต้าเซ็นเตอร์ รวมถึงอุตสาหกรรมใหม่ต่าง ๆ ทั้งนี้ หากประเทศไทยสามารถเกาะกระแสนี้ได้ พร้อมกับเชื่อมโยงกับเอสเอ็มอีที่อยู่ในท้องถิ่น โดยแก้กฎระเบียบต่าง ๆ ให้เอื้ออำนวย ก็จะสร้าง Growth Story ได้”

Growth Story ดูดการลงทุน

ดร.สันติธาร เสถียรไทย กรรมการผู้ช่วยรัฐมนตรีประจำกระทรวงการคลัง เปิดเผยว่า จากสถานการณ์โลกที่มีความผันผวนประเทศไทยกลายเป็นเป้าหมายที่นักลงทุนให้ความสนใจในฐานะพื้นที่ปลอดภัย ดังนั้นไทยควรใช้จังหวะนี้ในการนำเสนอ Thailand Growth Story ที่ชัดเจน เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและดึงดูดนักลงทุน

“สิ่งที่เหมือนกันของเศรษฐกิจและตลาดทุนไทยคือต้องการ Growth Story ที่ชัดเจน คนที่สนใจประเทศไทยก็อยากรู้ว่า Story ของเราเป็นอย่างไร”

ตอนนี้ Growth Story ที่ชัดเจนของประเทศไทย คือนโยบาย 5T ของรองนายกฯ เอกนิติ ที่มุ่งเน้นเรื่อง Energy Transition และการสร้างอุตสาหกรรมสีเขียว (Green Industry) ซึ่งเป็น Growth Story ใหม่ของประเทศไทยที่เกิดขึ้นในช่วงที่หลายประเทศกำลังมีความไม่ชัดเจนเรื่องนโยบาย

“ตอนนี้ทั้งฝั่งนโยบายและฝั่งตลาดทุนเห็นตรงกันว่าตอนนี้เป็นจังหวะที่สำคัญของประเทศไทย เนื่องจากตอนนี้โลกเปลี่ยนแปลงไปหลายคนกำลังมองหาพื้นที่ปลอดภัย ซึ่งทุนต่าง ๆ กำลังเข้ามาในอาเซียนมากขึ้น โดยเฉพาะประเทศไทยที่เริ่มกลับมาเป็นที่สนใจมากเป็นพิเศษ รวมทั้งปีนี้เป็นปีที่เรายังอยู่ใน Spotlight เพราะเป็นปีที่เราจะมีการจัด World Bank-IMF เราต้องใช้เวทีนี้ให้เป็นประโยชน์ให้เต็มที่ิ

รัฐบาลใช้ตลาดทุนเคลื่อน ศก.

ด้าน นายไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บริษัทหลักทรัพย์ทิสโก้ จำกัด ในฐานะประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย (FETCO) กล่าวว่า รัฐบาลจะมาใช้กลไกตลาดทุนมากขึ้นในการช่วยขับเคลื่อนเศรษฐกิจ โดยเฉพาะภาคการลงทุน เพราะวันนี้รัฐบาลไม่ได้อยู่ในจุดที่จะสามารถกู้เงินได้มากเหมือนในอดีตแล้ว จึงเป็นที่มาของแนวคิดเรื่องอินฟราสตรักเจอร์ ฟันด์ ต่าง ๆ

“วันนี้ฝั่งรัฐบาลจะมี New Growth Story ให้กับประเทศค่อนข้างชัดเจน ก็ต้องพยายามกลับมาดูว่าจะลิงก์กับตลาดทุนได้อย่างไร  บริษัทที่ได้ BOI  จะดึงให้มาจดทะเบียนในตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้อย่างไร วันนี้มีความพยายามหลายอย่างที่จะทำให้ตลาดหุ้นไทยกลับมาคึกคักกว่าเดิมได้ แน่นอนว่ารวมถึง TISA  ซึ่งมีวัตถุประสงค์หลักคือการเปลี่ยนเงินออมเป็นเงินลงทุน โดยให้สิทธิประโยชน์ทางภาษี และวัตถุประสงค์รอง คือการเพิ่มสภาพคล่องระยะยาวในตลาดทุน”

ล่าสุด FETCO ได้ตกลงร่วมกับกระทรวงการคลังในหลักการของ TISA แล้ว คือ 1. TISA จะเป็นมาตรการถาวร ไม่ใช่ชั่วคราว  2. สามารถลงทุนในสินทรัพย์ที่หลากหลาย เช่น หุ้นไทยรายตัว กองทุนรวม ETF ฯลฯ ต่างจากกองทุน Thai ESG ที่ลงได้เฉพาะหุ้น ESG และ 3.สามารถลงทุนใหม่ได้ทุกปี ตามวงเงินที่กำหนดโดยภาครัฐ  เชื่อว่าจะได้ข้อสรุปเร็ว ๆ นี้ ส่วนจะออกมาอย่างไรก็ต้องขึ้นกับทางรัฐบาล น่าจะทำทันออกมาในปีนี้ 

ลุ้นปีนี้จีดีพีโตมากกว่า 2%

นายไพบูลย์กล่าวว่า แนวโน้มครึ่งปีหลังเศรษฐกิจโลกยังเติบโตไปได้ดี และมีภูมิคุ้มกันที่ดีแม้ว่าจะมีสงคราม หรือสงครามการค้าก็ตาม รวมถึงตลาดหุ้นก็ยังไปได้ ขณะที่ทิศทางดอกเบี้ยโลกยังฟันธงชัด ๆ ไม่ได้ว่าจะกลับสู่ขาขึ้นแล้วหรือยัง เนื่องจากยังมีความไม่แน่นอนอยู่มาก โดยเฉพาะสหรัฐก็คาดว่าน่าจะยังไม่รีบขึ้นดอกเบี้ย 

อย่างไรก็ดีครึ่งปีหลังสงครามการค้าน่าจะปะทุขึ้นอีกครั้งแน่นอน ขณะที่ของไทยรัฐบาลก็พยายามทำทั้งมาตรการระยะสั้น ผ่านไทยช่วยไทย พลัส และระยะยาวด้วยการดึงการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ซึ่งตรงนี้จะช่วยสร้างความมั่นใจให้กับนักลงทุนได้ว่าเศรษฐกิจไทยจะสามารถกลับมาโตได้มากกว่า 2%

“ไทยอยู่ในจุดที่จะพลิกวิกฤตเป็นโอกาสได้ ไม่ว่าจะเป็น FDI การดึงเงินต่างชาติเข้ามาลงทุน เพราะทุกวันนี้หลาย ๆ พื้นที่เริ่มมีความเสี่ยงโดยเฉพาะตะวันออกกลาง ที่วันนี้ไม่ได้ปลอดภัย 100% แล้ว นักลงทุนก็คงมองหาพื้นที่อื่น ๆ กระจายกันออกมา ซึ่งประเทศไทยก็เนื้อหอม เพราะรัฐบาลนี้ก็พยายามใช้ภาคธุรกิจนำนโยบาย พยายามทำให้เศรษฐกิจดีขึ้น”

ไทยไม่ใช่หลุมหลบภัยชั่วคราว

นอกจากนี้มองว่ากำไรบริษัทจดทะเบียน (บจ.) ในตลาดหลักทรัพย์ฯ  ที่ออกมาดีในไตรมาสแรก และมีแนวโน้มที่น่าจะยังอยู่ในช่วงขาขึ้นได้ จะหนุนตลาดหุ้นไทยให้ไปต่อได้ในช่วงครึ่งปีหลัง ซึ่งไม่ได้เป็นแค่หลุมหลบภัยชั่วคราว ขณะที่มีนโยบายรัฐออกมาเสริม อย่างเรื่อง TISA ที่กำลังทำกันอยู่ รวมถึงมาตรการอื่น ๆ อย่างโครงการ Jump+   หากรัฐบาลสามารถสร้างความมั่นใจได้ว่าเศรษฐกิจจะกลับมาเติบโตสูงขึ้น  ก็มีโอกาสทำให้ PE ตลาดหุ้นไทยฟื้นกลับขึ้นไปที่ 13-14 เท่า เพื่อรอการเพิ่มศักยภาพเศรษฐกิจต่าง ๆ ที่รัฐบาลกำลังจะทำให้ออกดอกออกผล และหนุนให้ EPS ตลาดหุ้นไทยปรับขึ้นต่อไป

“มองกันว่าหากสงครามจบเร็ว ทุกอย่างกลับสู่ภาวะปกติ ก็อาจมีแรงกระตุ้นให้เศรษฐกิจกลับมาโตมากขึ้นได้ ก็ต้องติดตามกันต่อไป วันนี้ศักยภาพเศรษฐกิจไทยยังไม่ได้ถูกยกขึ้น แต่เป็นความพยายามของรัฐบาลที่จะทำ ถ้าทำสำเร็จก็คงทำให้ตลาดหุ้นไทยและเศรษฐกิจไทยไปได้ค่อนข้างดีในอีกหลายปีข้างหน้า”

ชงยกเว้นภาษี-ดึงเงินเข้า SET

นายไพบูลย์กล่าวว่า นอกจากนี้ในการเข้าพบหารือกับกระทรวงการคลังที่ผ่านมา FETCO ยังได้เสนอเกี่ยวกับ Long Term VISA หรือการแลกสิทธิต่างชาติที่เข้ามาลงทุนสามารถแลกสิทธิพำนักระยะยาวในประเทศไทยได้  ซึ่งกระทรวงการคลังก็รับไปศึกษาต่อ  และในระยะต่อไป ก็เตรียมเสนอให้พิจารณายกเว้นภาษีสำหรับคนไทยที่มีเงินอยู่ในต่างประเทศแล้วนำกลับมา

“วันนี้เราต้องหาเงินเข้าตลาดหุ้นให้มากที่สุด ก็มีการคุยกันว่าถ้าคนไทยนำเงินกลับมา แล้วยกเว้นภาษีให้เขา จะทำอย่างไร ซึ่งอาจจะต้องบังคับว่า เงินที่กลับมาส่วนหนึ่งต้องเข้ามาในตลาดหุ้น กับอีกส่วนคือ เงินของพวกสมาคมการค้าต่าง ๆ อย่างวันนี้สมาคมเราเอง สมาคมบริษัทหลักทรัพย์ก็ยังไม่สามารถนำไปลงทุนอะไรได้เลย ต้องฝากแบงก์อย่างเดียว ตรงนี้จะทำอย่างไร เพราะวันนี้มีเงินกองอยู่เยอะ” 

ปลดล็อกดึง New Economy

ขณะที่ นายอัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวกับ “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า  ภาครัฐพยายามจะผลักดันสร้าง Thailand Growth Story  ที่จะทำให้เศรษฐกิจเติบโตผ่านกลไกความร่วมมือรัฐกับภาคเอกชน อย่าง กรอ.  คาดว่าจะเห็นภาพชัดเจนมากขึ้นในช่วง 2 เดือนข้างหน้า เป็นเรื่องที่ดีหากมีเรื่อง Growth Story และสื่อสารออกไปได้ ก็จะช่วยดึงดูดความสนใจของนักลงทุนให้กับตลาดทุนไทย

“สิ่งหนึ่งที่ประทับใจ ท่านรองนายกฯ เอกนิติพูดว่า Speak louder than words (การกระทำสำคัญกว่าคำพูด) คือ ทำจริงสำคัญกว่าโฆษณาเยอะ เพราะถ้าไม่ทำจริงความเชื่อมั่นจะหายไป เพราะฉะนั้นเมื่อมี Growth Story แล้วเห็น Actions ที่จะเกิดขึ้นได้จริง ก็เป็นอะไรที่ช่วยผลักดันเศรษฐกิจ  ผลักดันความน่าสนใจของตลาดทุนได้อย่างแน่นอน”

อย่างไรก็ดีต้องยอมรับว่าตลาดทุนไทยยังมีแต่อุตสาหกรรมเก่า ๆ ไม่ได้มี AI เหมือนพวกหุ้นเจ็ดนางฟ้า ที่จะช่วยยกระดับความน่าสนใจของตลาดทุน สิ่งหนึ่งที่พยายามทำกันอยู่ก็คือ พยายามหาสินค้าใหม่ ๆ ที่น่าสนใจที่เป็น S Curve  ใหม่เข้ามา  และโดยธรรมชาติ BOI เป็นตัวสนับสนุนการลงทุนของเศรษฐกิจไทยอยู่แล้ว จึงมีความคิดว่าธุรกิจที่มาลงทุนในประเทศไทยจะมาใช้กลไกตลาดทุนในการระดมทุนในการพัฒนาตัวเองได้หรือไม่ 

“บริษัทที่ได้ BOI ก็จะมีพวกดาต้าเซ็นเตอร์ รถยนต์ไฟฟ้า (EV) เซมิคอนดักเตอร์ อยู่ในแผนการลงทุนเยอะมาก เราจะเชิญชวนเข้ามามีส่วนร่วมใช้ตลาดทุนของเราในการระดมเงินไปลงทุนได้ไหม  ซึ่งต้องร่วมกันคิดวิธีเชิญชวน ผมว่าตลาดทุนของเราก็มีความน่าสนใจในตัวเองอยู่แล้ว เรามีนักลงทุนจากทั่วโลกให้ความสนใจ  เรามีสภาพคล่องที่ค่อนข้างสูง วันนี้ตลาดหลักทรัพย์ฯ ก็ดูในเรื่องกฎเกณฑ์สำหรับ New Economy ที่จะเข้ามาจดทะเบียน ว่าทำอย่างไรให้คล่องตัวขึ้น รวดเร็วขึ้น แต่ไม่ได้สร้างความเสี่ยงหรือโยนความเสี่ยงให้นักลงทุนมากเกินไป”

ต่างชาติถามหาจีดีพีไทย 4-7%

นายอัสสเดชกล่าวอีกว่า ตอนนี้ถือว่านักลงทุนต่างชาติกลับมาให้ความสนใจของตลาดทุนไทยมากขึ้น สะท้อนจากที่ไปโรดโชว์ล่าสุดทั้งที่ลอนดอน และฮ่องกง  และต้องผลักดันกันเพิ่มเติม ผ่านงาน Thailand Focus ที่จะจัดในช่วงปลายเดือน ส.ค. 2569 ก็จะมีการสื่อสารกับนักลงทุนแบบ Face-to-Face มากขึ้น

สิ่งที่นักลงทุนมักจะถามตอนที่ไปโรดโชว์ก็คือ เศรษฐกิจไทยมีโอกาสที่จะกลับมาโต 4-7% หรือไม่ ซึ่งก็เป็นเรื่องที่ตอบยาก แต่หากทุกคนในประเทศไทยเชื่อกันว่าประเทศไทยมีศักยภาพที่จะโตได้สูงกว่าปัจจุบันนี้ก็อาจจะต้องมีการลงทุน มีการเปลี่ยนแปลงวิธีทำงาน หรือสร้างรากฐานให้เศรษฐกิจเติบโตแบบที่ควรจะไปให้ถึงได้ในอนาคต 

“แน่นอนว่าเราอยากจะให้หุ้นขึ้นวันนี้ พรุ่งนี้เลย แต่ขณะเดียวกันก็ต้องวางรากฐานให้เศรษฐกิจสามารถเติบโตได้ในระยะยาวด้วย”

ดัน กฟผ.ตั้ง “อินฟราฯ ฟันด์”

ขณะที่แหล่งข่าวจากกระทรวงการคลังเปิดเผย “ประชาชาติธุรกิจ” ว่า รัฐบาลตั้งเป้าหมายจะใช้ตลาดทุนเพื่อสนับสนุนการเติบโตของเศรษฐกิจมากขึ้น โดยส่วนหนึ่งจะทำในรูปแบบการจัดตั้งกองทุนรวมโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure Fund) ระดมทุนทำเมกะโปรเจ็กต์ของรัฐวิสาหกิจต่าง ๆ เพื่อลดการกู้เงินของรัฐบาลลง ซึ่งเรื่องนี้กระทรวงการคลังกำลังศึกษาในรายละเอียด 

“ตอนนี้มีโปรเจ็กต์ที่ดูกันอยู่ อย่างของการไฟฟ้าฝ่ายผลิตแห่งประเทศไทย (กฟผ.) ที่เป็นเขื่อนผลิตไฟฟ้าที่ดำเนินการอยู่แล้ว ที่คาดว่าจะนำมาทำ Infrastructure Fund ระดมทุน เพื่อนำเงินไปลงทุนโครงการใหม่ ๆ ซึ่งจะช่วยลดการก่อหนี้ของรัฐบาล ตรงนี้มีการศึกษาร่วมกันอยู่ หรือพวกโครงการของกรมทางหลวงต่าง ๆ ก็ทำได้”

ผลกระทบราคาน้ำมันอยู่ยาว

นางสาวณัฐพร ตรีรัตน์ศิริกุล รองกรรมการผู้จัดการ บริษัท ศูนย์วิจัยกสิกรไทย จำกัด เปิดเผยว่า ศูนย์วิจัยฯ คงประมาณการจีดีพีปี 2569 ไว้ที่ 2.0% โดยมองว่าทิศทางเศรษฐกิจไทยน่าจะผ่านจุดต่ำสุดในช่วงไตรมาส 2 มาแล้ว และจะทยอยฟื้นตัวในช่วงครึ่งปีหลังนี้ ซึ่งได้แรงหนุนจากโครงการไทยช่วยไทยพลัส (60/40) ทั้งนี้เศรษฐกิจไทยยังคงมีความไม่แน่นอนจากมาตรการภาษีของสหรัฐอเมริกา ซึ่งอาจส่งผลกระทบต่อภาคการส่งออกไทยในช่วงครึ่งปีหลัง

อย่างไรก็ตาม ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในช่วงครึ่งหลังปี 2569  จะยังคงได้รับผลกระทบจากราคาพลังงานโลกที่สูงอยู่ แม้ราคาน้ำมันจะเริ่มลดลงอยู่ที่ 80-90 ดอลลาร์สหรัฐต่อบาร์เรล แต่คาดว่าจะไม่ลงมาอยู่ในระดับช่วงก่อนสงคราม แม้จะมีการทำข้อตกลงหยุดยิงของสหรัฐและอิหร่าน และการกลับมาเปิดช่องแคบฮอร์มุซ แต่ผลกระทบจากราคาพลังงานจะยังคงอยู่ และจะทยอยเกิดขึ้นในช่วงครึ่งปีหลังนี้ รวมไปถึงภาวะแล้งที่จะเกิดขึ้นในช่วงปลายปี โดยคาดว่าเงินเฟ้อทั่วไปจะเร่งตัวสูงสุดในไตรมาส 3-4 โดยค่าเฉลี่ยเงินเฟ้อทั้งปีจะอยู่ที่ 3.1%

แท็กที่เกี่ยวข้อง

Growth Story ฟาสต์แทร็ก